xs
xsm
sm
md
lg

ผู้จัดการสุดสัปดาห์

x

เฉลยสัมพันธ์ลึก “บิ๊กอ๊อด- เสี่ยกำพล” คลี่ปริศนา “ยืมเพื่อนโมเดล” และอมตวาจา “เรื่องหุ้นผมนิยมมาก อาชีพตำรวจแค่ไซด์ไลน์”

เผยแพร่:   โดย: MGR Online

 พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง (ภาพซ้าย) นายกำพล วิระเทพสุภรณ์ (ภาพขวา)
ผู้จัดการสุดสัปดาห์ - ใครจะไปคาดคิดว่า “ยืมเพื่อนโมเดล” ของ “เสี่ยป้อม"-พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กรณี “นาฬิกาหรู” ที่อ้างว่าหยิบยืมมาจากเพื่อน ซึ่งก็ได้รับการเฉลยจากเพื่อนเลิฟอย่าง “บิ๊กกี่ พล.อ.นพดล อินทปัญญา” ว่าคือ “เสี่ยคราม-ปัฐวาท สุขศรีวงศ์” เจ้าพ่อคอมลิงก์ จะได้รับ “ความนิยม” และกลายเป็น “โมเดลใหม่” ที่กลายเป็นบรรทัดฐานของสังคมไทยยุค 4.0 ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

และผู้ที่ทำให้ “ยืมเพื่อนโมเดล” ได้รับการจารจารึกไว้ก็คือ “บิ๊กอ๊อด พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง” อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ(ผบ.ตร.) ซึ่งปัจจุบันรั้งตำแหน่งนายกสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ที่ออกมายอมรับว่ายืมเงินจำนวน 300 ล้านบาทจาก “เสี่ยกำพล วิระเทพสุภรณ์” แห่ง “วิคตอเรีย ซีเครท”

เป็นการยอมรับหลังมีข่าวออกมาจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) ว่า มีการโอนเงินจำนวนกว่า 300 ล้านบาทจากบัญชีของนายกำพลไปยังอดีต ผบ.ตร.คนหนึ่ง และมีการฟันธงกันนับตั้งแต่มีข้อมูลในเรื่องนี้เล็ดลอดออกมาเพราะเป็นที่รับรู้กันถึงความสัมพันธ์ระหว่าง พล.ต.อ.สมยศและนายกำพลว่าใกล้ชิดสนิทสนมกันในฐานะเพื่อน

กระทั่งในที่สุด เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2561 ที่ผ่านมา เรื่องราวดังกล่าวก็เป็นที่กระจ่างชัด

“รู้จักนายกำพลมากว่า 20 ปี จากการแนะนำของเพื่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพื่อนๆ ที่อยู่ในวงการพระเครื่องก็คบหาเป็นเพื่อนกันมา วันที่ผมจัดงานวันเกิดหาเงินไปสร้างโรงพยาบาลที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ นายกำพลก็มาบริจาคเงิน 5 ล้านบาท จัดงานประกวดพระเพื่อนำเงินไปซื้อเครื่องมือแพทย์สำหรับโรงพยาบาลแห่งนี้ นายกำพลก็มาประมูลพระกลับไปในราคา 30 ล้านบาท เป็นสิ่งที่นายกำพลร่วมกิจกรรมการกุศลกับผมมา”

“การคบกันเป็นเพื่อนแน่นอนมีการช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ผมเคยเดือดร้อนก็เคยไปขอความช่วยเหลือจากนายกำพลหลายครั้ง นายกำพลเคยให้ความช่วยเหลือในเรื่องการเงินกับผม 3-4 ครั้ง รวมแล้วก็เป็นเงินที่ปรากฏตามข่าว 300 กว่าล้าน” พล.อ.สมยศ ระบุ

พล.ต.อ.สมยศอธิบายขยายความเพิ่มเติมว่า ในการช่วยเหลือด้านการเงินครั้งนั้น นายกำพลโอนเงินผ่านธนาคารเข้าระบบธุรกรรมการเงินอย่างชัดเจน จึงมีเส้นทางการเงินปรากฏว่านายกำพลโอนเงินมาให้ตนเอง แต่ในปีเดียวกันนายกำพลมาขอเงินคืนก็ได้คืนเงินให้นายกำพลเรียบร้อยผ่านระบบธุรกรรมการเงินของธนาคาร ที่สำคัญเอกสารต่างๆ เกี่ยวกับการกู้ยืมเงิน หรือการโอนเงินในระบบของธนาคารก็ได้รายงานให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เรียบร้อยแล้วเมื่อ 3 ปีที่ผ่านมา เพราะฉะนั้นแล้วธุรกรรมที่เกิดขึ้นระหว่างตนกับนายกำพลมีจริง แต่ผ่านระบบต่างๆ ตามกฎหมาย มีสัญญาถูกต้อง มีการโอนเงิน ใช้เงินชดใช้หนี้สินกันเรียบร้อย

“ไม่มีเหตุจำเป็นที่ผมต้องปกปิด เพราะผมไม่ได้คิดว่าเงินจำนวนนี้ผิดกฎหมาย แต่ถ้าสังคมหรือใครก็ตามที่ยังสงสัยว่าเงินที่ผมยืมหรือมาช่วยเหลือคนก็ดี เป็นเงินที่มาจากการทำธุรกิจที่ผิดกฎหมาย อันนี้ต้องไปถามคุณกำพลว่าเขาไปเอาเงินที่ไหนมาให้ผมยืม ผมตอบไม่ได้ เพราะว่าผมไปยืมเงินใครผมคงไม่กล้าไปถามเขาว่า เงินที่คุณเอามาให้ผมยืมคุณไปปล้นเขามาหรือเปล่า หรือคุณไปค้ายาเสพติดมาหรือเปล่า ยืมก็คือยืม ช่วยก็คือช่วย ช่วยแล้วไม่ได้หายไปไหน เงินก็เอากลับไปคืน การโอนเงิน การโยกย้ายเงินอยู่ในระบบของธนาคาร ตรวจสอบได้ ผมพร้อมและเต็มใจที่จะชี้แจงกับหน่วยงานใดๆ ที่อยากจะสอบถามเกี่ยวกับเงินจำนวนดังกล่าวถ้าได้รับการติดต่อประสานเข้ามา ซึ่งได้เตรียมเอกสารต่างๆ ไว้เรียบร้อยแล้วซึ่งเป็นก๊อบปี้เดียวกับที่มีอยู่ที่ป.ป.ช. ซึ่งเป็นการแสดงเจตนารมณ์ที่สุจริตว่าเงินจำนวนนี้ได้มาแล้วก็คืนกลับไป ถ้ามีเจตนาทุจริตหรือจะปิดบังซ่อนเร้นช่วยเหลือนายกำพลในทางที่ผิดกฎหมาย ผมก็ให้นายกำพลหอบเงินสดมาให้ไม่ดีกว่าหรือ”พล.ต.อ.สมยศแจกแจงอย่างละเอียด

ทั้งนี้ หากพิจารณาจากเพียงแค่คำให้สัมภาษณ์ของ พล.ต.อ.สมยศก็จะพบว่า ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับเสี่ยกำพลนั้นมีความลึกลับซ้อนไม่น้อยชนิดสามารถใช้คำว่า “มหัศจรรย์” เลยทีเดียว เพราะการที่นายตำรวจชั้นผู้ใหญ่รู้จักและสนิทสนมคุ้นเคยกับเจ้าพ่ออ่างจนสามารถยืมเงินก้อนมหึมาได้ถึง 300 ล้านบาทนั้น แสดงว่า ต้องมีสายสัมพันธ์ที่ไม่ธรรมดา

จะยืมเพราะความเป็น ผบ.ตร.หรือจะยืมเพราะความเป็นเพื่อน ก็ล้วนแล้วแต่ไม่ธรรมดาทั้งสิ้น ดังที่นายชูวิทย์ กมลวิศิษฏ์ ตั้งข้อสงสัยเอาไว้ว่า “ดูเอาแล้วกันว่านายกำพลรวยแค่ไหน ขนาดให้คนอย่าง อดีต ผบ.ตร. ยืมเงินได้ตั้ง 300 ล้าน” พร้อมกับยิงเข้าแสกหน้าด้วยว่า “นักการเมือง หรือตำรวจ จะไม่รู้เชียวหรือว่านายกำพลทำมาหากินอะไร?”

ทั้งนี้ ถ้าหากสืบค้นเรื่องราวของ พล.ต.อ..สมยศก็จะพบว่า เขาเป็นนายตำรวจที่ไม่ธรรมดา เป็นนายตำรวจที่จัดว่า “ร่ำรวย” และผู้คนในแวดวง “หุ้น” รู้จักมักคุ้นกันเป็นอย่างดี โดยมีความเกี่ยวข้องกับหลายบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศ (ตลท.) ทั้งการเข้าเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ การเข้าไปมีส่วนร่วมในการถือหุ้น หรือการเกี่ยวพันกับข่าวลือต่างๆ นานาในการเข้าซื้อหุ้นหรือกิจการบริษัทนั้น รวมไปถึงสายสัมพันธ์อันดีกับภาคเอกชนในหลายธุรกิจ

ดังที่ พล.ต.อ.สมยศเปิดปากให้สัมภาษณ์เอาไว้แจ่มแจ้งแดงแจ๋ผ่านรายการเจาะลึกทั่วไทย อินไซด์ไทยแลนด์ ทางช่องโทรทัศน์ สปริง นิวส์ ว่า"ตลอดชีวิตรับราชการของผม เกือบจะเรียกได้ว่าอาชีพตำรวจนี่ถือว่าเป็นไซด์ไลน์ อาชีพหลักๆผมคือทำธุรกิจ ซึ่งคนในแวดวงธุรกิจรู้เรื่องดี โดยเฉพาะเรื่องหุ้นผมนิยมมาก ผมมีรายได้ ผลกำไรจากการเล่นหุ้น และก็เสียหายเพราะการเล่นหุ้นเช่นกัน”

พล.ต.อ.สมยศ เป็นอดีตนายตำรวจติดตาม “มนตรี พงษ์พานิช” อดีตนักการเมืองและรัฐมนตรีรุ่นลายคราม ซึ่งเสียชีวิตแล้ว โดยบิ๊กอ๊อดและนายมนตรีเป็นคนพระนครศรีอยุธยาเหมือนกัน และด้วยความที่เป็นนายตำรวจติดตามนายมนตรีนี้ที่เองได้นำไปสู่การสานสายสัมพันธ์กับนักการเมือง ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ตลอดรวมถึงนักธุรกิจคนสำคัญๆ ในบ้านนี้เมืองนี้มากมาย จนกระทั่งกล่าวได้ว่า “พล.ต.อ.สมยศมีวันนี้เพราะนายมนตรีก็ว่าได้”

ที่สำคัญคือ มีเรื่องเล่าระหว่างบรรดาระหว่างนายมนตรีกับ พล.ต.อ.สมยศมากมาย และเป็นเรื่องราวที่คนได้ยินได้ฟังแล้วต้องร้อง “อื้อหือ” กันเลยทีเดียว

กระนั้นก็ดี นอกจากคำให้สัมภาษณ์ของ พล.ต.อ.สมยศ แล้ว หากขุดคุ้ยหรือตรวจสอบประวัติของอดีต ผบ.ตร.รายนี้ก็จะพบเห็นถึงระดับความสัมพันธ์ที่ไม่ธรรมดากับเจ้าพ่ออ่าง “เสี่ยกำพล” โดยเฉพาะความสัมพันธ์ในเชิงธุรกิจที่พบว่า มีหุ้นของหลายบริษัทที่ทั้งสองคน รวมทั้งวงศ์วานว่านเครือของทั้งสองคนปรากฏชื่อร่วมกัน

บริษัทแรกก็คือ บริษัท เอคิว เอสเตท จำกัด (มหาชน) หรือชื่อเดิม บริษัท กฤษดามหานคร จำกัด (มหาชน) ที่นายกำพลได้ซื้อจาก พล.ต.อ.สมยศ จำนวน 500 ล้านหุ้น รวมมูลค่า 250 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 3.95 เมื่อวันที่ 23 พ.ย.2558

ทั้งนี้ สำนักข่าวอิศรารายงานว่า การซื้อขายหุ้นดังกล่าว AQ ทำหนังสือแจ้งกรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 7 ม.ค. 2559 ว่า บริษัท เอคิวฯ ขอแจ้งการจำหน่ายหุ้นของ พล.ต.อ.สมยศ ในช่วงระยะเวลาตั้งแต่วันที่ 23 พ.ย. 2558 ถึงวันที่ 8 ธ.ค. 2558 จำนวน 1,500 ล้านหุ้น หรือคิดเป็นร้อยละ 11.85 ของหุ้นที่มีสิทธิออกเสียงทั้งหมดให้แก่บุคคลที่มีรายชื่อ 3 คน คือ เมื่อวันที่ 23 พ.ย. 2558 จำหน่ายให้นายกำพล วีระเทพสุภรณ์ จำนวน 500 ล้านหุ้น รวมมูลค่า 250 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 3.95 ,เมื่อวันที่ 8 ธ.ค. 2558 จำหน่ายให้ น.ส.ชมกมล พุ่มพันธุ์ม่วง และนายรชต พุ่มพันธุ์ม่วง ทั้งคู่เป็นบุตรของ พล.ต.อ.สมยศ คนละ 500 ล้านหุ้น มูลค่าคนละ 250 ล้านบาท (รวม 1,000 ล้านหุ้น รวมมูลค่า 500 ล้านบาท) คิดเป็นร้อยละ 3.95 ตามลำดับ

หรือย้อนหลังกลับไปในปี 2557 มีรายงานของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์(ก.ล.ต.) ผ่านแบบรายงานการได้มาหรือจำหน่ายหลักทรัพย์ของกิจการ(แบบ 246-2,แบบ 256-2) มีความเกี่ยวข้องกับ พล.ต.อ.สมยศด้วยว่า เมื่อวันที่ 14 ก.ค.2557 ได้เข้าซื้อหุ้นของ AQ แบบจัดสรรหุ้นเพิ่มทุนให้แก่นักลงทุนเฉพาะเจาะจง(พีพี) จำนวน 2,500 ล้านหุ้น ราคาหุ้นละ 0.342 บาท มูลค่ารวม 855 ล้านบาท ก่อนที่จะขายต่อให้นายกำพลจำนวน 500 ล้านหุ้น รวมมูลค่า 250 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 3.95 เมื่อวันที่ 23 พ.ย.2558

นี่คือร่องรอยที่สำคัญที่ไม่อาจมองข้ามได้

และในแบบรายงานดังกล่าวยังสำแดงด้วยว่าเมื่อวันที่ 30 ต.ค.2557 พล.ต.อ.สมยศซื้อหุ้นใน บมจ.วธน แคปปิตอล(WAT) ซึ่งปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็น บมจ.โพลาริส แคปปิตัล(POLAR) จำนวน 7,500 ล้านหุ้น หรือ 14.20% ในราคาหุ้นละ 0.036 บาท มูลค่ารวม 270 ล้านบาท ซึ่งใครๆ ก็รู้ว่า หุ้นตัวนี้ปรากฏชื่อของเสี่ยกำพลรวมอยู่ด้วย

นี่ก็เป็นร่องรอยที่ไม่อาจมองข้ามได้อีกเช่นกัน

นอกจากนั้น สำนักข่าวอิศรายังรายงานด้วยว่า นายธนพล วิระเทพสุภรณ์ บุตรชายนายกำพล ถือหุ้นและเป็นกรรมการ 12 บริษัท 1 ใน 12 บริษัท คือ บริษัท เอส 39 ฟิช มาร์เกต จำกัด มีชื่อ นายรชต พุ่มพันธุ์ม่วง ถือหุ้นและร่วมเป็นกรรมการด้วย บริษัทดังกล่าวจดทะเบียนวันที่ 18 ส.ค. 2558 ทุนเริ่มแรก 1 ล้านบาท 8 มี.ค. 2559 เพิ่มเป็น 55 ล้านบาท 14 มิ.ย.2560 60 ล้านบาท ทำธุรกิจซูเปอร์มาร์เก็ต นำเข้าอาหารทะเลธุรกิจขายอาหารทะเลทุกชนิด ที่ตั้งเลขที่ 163/6 ซอยสุขุมวิท 39 (พร้อมพงษ์) แขวงคลองตันเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพมหานคร

นั่นแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์อันไม่ธรรมดาของ 2 เพื่อนซี้อย่าง “พล.ต.อ.สมยศและนายกำพล” ซึ่งไม่อาจปฏิเสธข้อเท็จจริงได้ แม้ฝ่ายหนึ่งจะเป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์มีหน้าที่รักษากฎหมายขณะที่อีกฝ่ายหนึ่งได้ชื่อว่าเป็นเจ้าพ่ออ่าง ไม่เช่นนั้น พล.ต.อ.สมยศคงไม่ให้สัมภาษณ์เอาไว้อีกเช่นกันว่า “ผมเคยประกาศต่อหน้าผู้ใต้บังคับบัญชาว่าถ้าใครสามารถแสดงตนว่าเคยเอาเงินหรือเอาส่วนมาให้ผม ผมจะเดินลงไปกราบเท้าเขาเลย เพราะผมมั่นใจว่าตลอดเวลาชีวิตราชการผม รายได้หลักของผม มาจากธุรกิจ มาจากการเล่นหุ้น ดังนั้น ผมสามารถพูดได้อย่างเต็มปากว่าผมไม่เคยไปยุ่งกับธุรกิจที่ผิดกฎหมาย กรณีคุณกำพลทำธุรกิจอาบอบนวดอาจจะเป็นสีเทาๆแต่ก็มีเปิดอยู่ถึง 81 แห่งทั่วประเทศไทย เพราะฉะนั้นถ้าคุณกำพลทำไม่ได้ คนอื่นก็ทำไม่ได้ ก็ปิดอาบอบนวดมันให้หมดไปเลย จะได้หมดเรื่องหมดราวไป”

และก็อย่าแปลกใจว่า ทำไมเมื่อครั้งที่ พล.ต.อ.สมยศเป็น ผบ.ตร.ถึงได้สนับสนุนการเปิด “เปิดบ่อนกาสิโน” ที่ถูกกฎหมายในประเทศไทย

นอกจากบริษัทดังกล่าวข้างต้นแล้ว ยังมีอีกหลายบริษัทที่ปรากฏวงศ์วานว่านเครือของ พล.ต.อ.สมยศเข้าไปถือหุ้นหรือเคยเข้าไปถือหุ้นหรือเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้อง ยกตัวอย่างเช่น บริษัท ปิคนิค คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) (ปัจจุบันคือ บมจ.ดับบลิวพี เอ็นเนอร์ยี ซึ่งเป็นชื่อใหม่หลังการควบรวมระหว่าง PINIC และ เวิลด์แก๊ส) บริษัท เอ็ม ลิ้งค์ เอเชีย คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ MLINK (ปัจจุบันเปลืยนชื่อเป็น บมจ.เฟอร์รั่ม) บริษัท วธน แคปปิตัล จำกัด (มหาชน) หรือ WAT (ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็น บมจ.โพลาริส แคปปิตัลหรือPOLAR) บริษัท อาร์เอส จำกัด (มหาชน) (RS) และบริษัท สามารถ ไอ-โมบาย จำกัด (มหาชน) (SIM) ที่ปรากฏชื่อ น.ส.ชมกมล พุ่มพันธุ์ม่วง ลูกสาวของ พล.ต.อ.สมยศเป็นหนึ่งในผู้ถือหุ้นก่อนที่ไม่พบข้อมูลการถือครองในปัจจุบัน ซึ่งแสดงว่าน่าจะขายออกไปแล้ว บริษัท ภูผาธารา เขาใหญ่ จำกัด และ บริษัท เลอ โวเทล เขาใหญ่ จำกัด เป็นต้น

ขณะที่ความสัมพันธ์ของ พล.ต.อ.สมยศและนายกำพลผ่านวงการพระเครื่อง ก็สามารถทำให้เชื่อมโยงขยายความไปได้อีกสารพัดสารพัน เพราะเป็นที่รับรู้กันว่า วงการพระเครื่องนั้นเป็นจุดเริ่มต้นให้นายกำพลรู้จักผู้คนมากมาย และเป็นจุดเริ่มต้นให้นายกำพลเข้ามาสู่แวดวงการเล่นหุ้นอย่างเป็นเรื่องเป็นราวก็ว่าได้

หากยังจำกันได้ เมื่อครั้งที่ พล.ต.อ.สมยศได้รวมพลังศรัทธาร่วมสร้างกุศล เพื่อโรงพยาบาล ศูนย์ปฏิบัติการตำรวจจังหวัด ผ่านการจัดงาน “นิทรรศน์ ศรัทธา แห่งสยาม” เสี่ยกำพลได้ส่งพระปิดตาหลวงพ่อแก้ว วัดเครือวัลย์ นำมาบริจาคร่วมประมวลสร้างกุศลด้วย ซึ่งในวันนั้นมีผู้ประมูลได้ไปในราคาถึง 31,000,000 บาทเลยทีเดียว


สำหรับกรณีที่ พล.ต.อ.สมยศยืมเงินนายกำพล 300 ล้านบาทนั้น พ.ต.อ.ทรงศักดิ์ รักศักดิ์สกุล รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เปิดเผยว่า แม้ พล.ต.อ.สมยศชี้แจงแล้ว แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า ดีเอสไอไม่มีความจำเป็นต้องเรียกมาสอบ เพราะจนถึงขณะนี้ ดีเอสไอไม่เคยได้หนังสือ หรือข้อชี้แจงใดๆ ในเรื่องนี้จาก อดีต ผบ.ตร. โดยเรื่องดังกล่าว ทางคณะพนักงานสอบสวนดีเอสไอจะต้องพิจารณาอีกครั้ง รวมถึงต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงว่าเงินดังกล่าวเกี่ยวข้องกับการค้ามนุษย์หรือไม่ เพราะอาจเหมือนกรณีคดีวัดพระธรรมกาย และ สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน คลองจั่น ที่กลุ่มผู้ต้องหามีการโยกย้ายถ่ายเทเงินที่ได้จากการฉ้อโกง

ส่วนดีเอสไอจะเรียก พล.ต.อ.สมยศ มาสอบปากคำหรือไม่ ขณะนี้ยังตอบไม่ได้ ต้องรอประชุม ควบคู่กับการพิจารณาตามหลักฐานอื่นๆ และเส้นทางการเงินก่อน ซึ่งคดีวิคตอเรียเจ้าหน้าที่ไม่ได้โฟกัส หรือเจาะจงแค่ใครคนใดคนหนึ่ง แต่ดูจากพยานหลักฐาน และเส้นทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับ นายกำพล ซึ่งจะต้องพิจารณาและตรวจสอบทุกคนที่พบมีการทำธุรกรรมทางการเงินของผู้ต้องหาทั้งหมด

“ยืนยัน ดีเอสไอ ทำงานอย่างตรงไปตรงมาไม่มีข้อยกเว้น ส่วนจำนวนเงินที่ยึดอายัดเครือข่าย นายกำพล ขณะนี้ยังอยู่ที่กว่า 300 ล้านบาท ยังไม่มีเพิ่มเติม แต่ยังคงประสานการทำงานกับ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เดินหน้ายึดทรัพย์อย่างต่อเนื่อง” พ.ต.อ.ทรงศักดิ์ กล่าว

ขณะที่ “บิ๊กปู” พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ บอกว่า ขณะนี้เป็นหน้าที่ของ ปปง.ที่จะตรวจสอบเส้นทางการเงินของเครือข่ายผู้ต้องหาว่าเชื่อมโยงไปถึงใครบ้าง ซึ่งไม่จำเป็นที่ พล.ต.อ.สมยศจะต้องมาชี้แจง โดย ปปง.จะเป็นผู้ตัดสินเองว่าจะเรียก พล.ต.อ.สมยศเข้ามาชี้แจงหรือไม่

จากประจักษ์พยาน จากคำให้สัมภาษณ์ จากการเชื่อมโยงเส้นทางการเล่นหุ้นและการทำธุรกิจ จึงทำให้มีบทสรุปที่ชัดเจนอย่างไม่มีข้อสงสัยเลยว่า ทำไม พล.ต.อ.สมยศจึงเลือกคบกับนายกำพล วิระเทพสุภรณ์” แห่ง “วิคตอเรีย ซีเครท”และทำธุรกิจร่วมกัน




กำลังโหลดความคิดเห็น...