xs
xsm
sm
md
lg

สงครามการค้ารอบใหม่???

เผยแพร่:   โดย: ทับทิม พญาไท

<b>นายวิลเบอร์ รอสส์</b>
ขณะที่สงครามโลกในแบบ “สงครามเลือด” ยังไม่ได้อุบัติขึ้นมาจริงๆ...วันนี้เลยลองตามไปดู “สงครามการค้า” ที่ทำท่าว่ากำลังจะอุบัติขึ้นมา หรืออุบัติขึ้นมาแล้วหรือไม่ อย่างไร ก็ยังมิอาจสรุปได้ คือถ้าว่ากันตามคำพูด คำจาของรัฐมนตรีพาณิชย์สหรัฐฯ “นายวิลเบอร์ รอสส์” (Wilbur Ross) ที่ได้พ่นไว้กับนักข่าว ณ เวทีประชุมดาวอส เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา แม้ออกไปในแนวการเล่นคำแบบสำบัดสำนวน แต่โดยถ้อยคำตามประโยคที่ว่า “ความจริงสงครามการค้าได้ดำเนินมาแล้วในช่วงระยะหนึ่ง เพียงแต่ระหว่างนี้อาจต่างไปจากกันอยู่บ้าง ตรงที่นักรบการค้าของสหรัฐฯ เพิ่งเข้าประจำการกันอย่างคึกคักเข้มแข็ง” ก็ต้องเรียกว่า...คงได้เกิดรายการ “ปะ-ฉะ-ดะ” ระหว่างอเมริกากับประเทศต่างๆ กันไปมิใช่น้อย ส่วนจะลุกลามบานปลาย สร้างความปั่นป่วนวุ่นวายให้กับโลกการค้าไปถึงขั้นไหน หรือจะเป็นแค่ “สงครามจำกัดเขต” อย่างที่ผู้เชี่ยวชาญบางรายตั้งข้อสังเกตเอาไว้ อันนั้นคงต้องไปติดตามกันอีกที...

แต่อันที่จริง...ตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว คอลัมนิสต์ของหนังสือพิมพ์ “วอชิงตัน โพสต์” “นายอารอน เกร็ก” (Aaron Gregg) ก็เคยหยิบเอาบรรยากาศความเคลื่อนไหวของบรรดา “นักรบทางการค้า” ของสหรัฐฯ ที่ออกอาการกระเหี้ยนกระหือรือเอามากๆ มาเล่าสู่กันฟัง ชนิดพอทำให้นึกภาพออกว่าเหตุใดรัฐบาลของ “ทรัมป์บ้า” ถึงได้เปิดฉากขึ้นภาษีแผงโซลาร์ของจีน เครื่องซักผ้าของเกาหลีใต้ ชนิดบาดเจ็บสาหัสกันไปมิใช่น้อย คือตามสถิติที่วอชิงตัน โพสต์เขาได้รวบรวมเอาไว้ ตลอดช่วงปี ค.ศ. 2017 พบว่า ปมประเด็นที่ก่อให้เกิดปัญหาความขัดแย้งทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับประเทศต่างๆ มีไม่น้อยไปกว่า 23 ตัวอย่าง และไม่น้อยกว่า 29 ประเทศ ที่หนีไม่พ้นต้องเปิดศึกกับ “นักรบการค้า” ของสหรัฐฯ อย่างมิอาจหลีกเลี่ยงได้เลย...

ไม่ว่าจะเป็นประเด็นผลิตภัณฑ์เครื่องซักผ้าของเกาหลีใต้ ผลิตภัณฑ์แผงโซลาร์และแผ่นอลูมินั่มจากจีน ผลิตภัณฑ์น้ำมันมะกอกของสเปน ผลิตภัณฑ์ไบโอดีเซลจากอาร์เจนตินาและอินโดนีเซีย ผลิตภัณฑ์โลหะจากออสเตรเลีย บราซิล และนอร์เวย์ ผลิตภัณฑ์ทอผ้าจากบราซิล อินโดนีเซีย ปากีสถาน เกาหลี และไต้หวัน ผลิตภัณฑ์กระดาษและเครื่องบินของแคนาดา ไปจนแม้กระทั่งผลิตภัณฑ์เสริมทรวงอกของเวียดนาม ฯลฯ ฯลฯ ที่บรรดานักรบการค้า หรือบริษัทธุรกิจในสหรัฐฯ ต่างออกมาเรียกร้องให้รัฐบาล “ทรัมป์บ้า” หาทางเล่นงานบรรดา “คู่แข่งทางการค้า” จากประเทศต่างๆ ที่ถูกกล่าวหาว่า “ทุ่มตลาด” บ้าง ตั้งราคาสินค้าเอาไว้ถูกๆ บ้าง หรือเป็นสินค้าที่ได้รับการอุดหนุนจากรัฐบาลในประเทศนั้นๆ (Unfair Subsidies) บ้าง ฯลฯ โดยจะใช้วิธีตั้งกำแพงภาษี จำกัดโควตาการนำเข้า หรืออะไรต่อมิอะไรก็แล้วแต่ เพื่อปกป้องบริษัทธุรกิจต่างๆ ในสหรัฐฯ ไม่ให้ต้องเจ๊งระเนนระนาดเกินไปกว่านี้ หรือเพื่อให้บรรดาอเมริกันชนทั้งหลายพอได้มีตำแหน่งงาน มีงานทำกันต่อไป...

และด้วยคำขวัญว่าด้วย “America First” มาโดยตลอดช่วงการหาเสียงเลือกตั้งประธานาธิบดีนั่นเอง ที่ทำให้รัฐมนตรีพาณิชย์ในรัฐบาล “ทรัมป์บ้า” อย่าง “นายวิลเบอร์ รอสส์” ได้ออกมาป่าวประกาศตั้งแต่บัดนั้นแล้วว่า... “บรรดาบริษัทธุรกิจอเมริกันทั้งหลายต่างรู้ดีว่า เรายืนหยัดอยู่ข้างคนงานอเมริกัน และพร้อมเผชิญหน้ากับการปฏิบัติทางการค้าที่ไม่เป็นธรรม” บรรดาหน่วยงานต่างๆ ของกระทรวงพาณิชย์ คณะทำงานด้านอนุญาโตตุลาการของสหรัฐฯ คณะกรรมการการค้า จึงได้ออกอาการ “พร้อมรบ” มาตั้งแต่บัดนั้น ด้วยการรับเอาข้อร้องเรียนจากบรรดาบริษัทธุรกิจต่างๆเข้าไปศึกษา พิจารณา สืบสวนสอบสวน เพื่อหาทางกำหนดมาตรการในการรุกและตอบโต้ บรรดาบริษัทธุรกิจต่างชาติของประเทศต่างๆ ชนิดประดาบก็เลือดเดือดไปตามๆ กัน อย่างเช่นการขึ้นภาษีเครื่องซักผ้าของบริษัทซัมซุง และแอลพีจี อีเล็คทรอนิสค์ ของเกาหลีใต้ ตั้งแต่ 20 เปอร์เซ็นต์ ไปจนถึง 50 เปอร์เซ็นต์ตามลำดับ ตั้งกำแพงภาษีแผงโซลาร์ เซลล์จากจีน โดยไม่ต้องสนใจว่าจะทำให้การหันมาใช้พลังงานหมุนเวียนเพื่อช่วยรักษาสิ่งแวดล้อม มันจะยากลำบากขึ้นไปอีกถึงขั้นไหน...

แต่การที่ “ทรัมป์บ้า” หันมาใช้ “ลูกบ้า” เล่นงานบรรดาบริษัทธุรกิจต่างชาติประเภทต่างๆ ชนิดไม่ต่างอะไรไปจากการเล่นงาน “คิมน้อย” ในเรื่องอาวุธนิวเคลียร์เอาเลยก็ว่าได้ บางประเด็น บางกรณี มันอาจไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริง หรือกับความถูกต้องเป็นธรรมกันซักเท่าไหร่นัก แม้จะเป็นความถูกต้องเป็นธรรมตาม “มาตรฐานของสหรัฐฯ” เองก็ตาม เพราะโดยข้อเรียกร้องของบริษัทสหรัฐฯ เช่นบริษัทผลิตเครื่องซักผ้า ที่อ้างว่าได้ “สูญเสียตลาด” ไปถึง 5.4 พันล้านดอลลาร์ อันเนื่องมาจากการ “ทุ่มตลาด” ของบริษัทเกาหลีใต้อย่างซัมซุง และแอลพีจีฯ นั้น แต่เอาไป-เอามาแล้ว...บริษัทซัมซุงนั้นได้ย้ายฐานมาผลิตในสหรัฐฯ มาตั้งแต่ 40 ปีที่แล้ว และปัจจุบันยังคงจ้างคนงานชาวสหรัฐฯ ไว้ในบริษัทจำนวนถึง 18,000 คน อันนี้...ถ้าว่ากันตามคำแถลงชี้แจงของรองประธานอาวุโสซัมซุง ซึ่งก็เป็นชาวอเมริกันเองนั่นแหละ ชื่อว่า “นายจอห์น เฮอร์ริงตัน” (John Herrington) ที่อดไม่ได้ต้องออกมาโอดโอย ครวญคราง ถึงความบาดเจ็บที่ซัมซุงได้รับจากมาตรการทางภาษีของ “ทรัมป์บ้า” ในคราวนี้...

หรือบริษัทหลอมโลหะ Ferroglobe ที่เรียกร้องให้รัฐบาลสหรัฐฯ จำกัดโควตาการนำเข้า “Silicon metal” จากออสเตรเลีย บราซิล และนอร์เวย์ เอาไป-เอามา...ก็ใช่ว่าจะเป็นบริษัทอเมริกันล้วนๆ ซะที่ไหน แต่เป็นบริษัทอังกฤษที่ย้ายฐานเข้ามาตั้งในอเมริกาแบบเดียวกับซัมซุงนั่นเอง หรือบริษัท DAK America บริษัทผลิตภัณฑ์ทอผ้าอันมีที่ตั้งอยู่ในรัฐนอร์ทแคโรไลนา ที่ได้เรียกร้องให้จำกัดการนำเข้าผลิตภัณฑ์ทอผ้าจากบราซิล อินโดนีเซีย เกาหลี ปากีสถาน รวมทั้งไต้หวัน ตัวนายทุนของบริษัทก็คือนักลงทุนชาวเม็กซิกันและอินเดียที่ร่วมทุนกับนักธุรกิจไต้หวันซะอีกต่างหาก การเปิดฉาก “สงครามการค้า” ตามข้อเรียกร้องของบรรดาบริษัทเหล่านี้ จึงไม่ได้ต่างอะไรไปจากการอาศัย “ลูกบ้า” ของ “ทรัมป์บ้า” เพื่อ “ขจัดคู่แข่งทางการค้า” แบบชนิดตีงูให้กากิน กากินแล้วบินหนี (ย้ายทุน) บาปได้แก่ผู้ตี โทษทั้งนี้บ่เป็นคุณ...นั่นแล...

พูดง่ายๆ ว่า...ในยุคที่การย้ายค่าย-ย้ายทุน เป็นไปโดยเสรีเช่นนี้...การเปิดฉากสงครามทางการค้า หรือการหวนกลับไปนำเอาลัทธิกีดกันป้องกันทางการค้ารื้อฟื้นกลับคืนขึ้นมาใหม่ จึงอาจไม่ได้ตอบสนองต่อบรรดาอเมริกันชนโดยทั่วไปอะไรมากมายนัก “America First” ของ “ทรัมป์บ้า” จึงดูจะหนักไปทาง “นายทุน เฟิร์สท์” นั่นแหละเป็นหลัก หรือไม่งั้นก็เป็นไปอย่างที่ผู้เชี่ยวชาญบางรายเขาได้ตั้งสังเกตเอาไว้ประมาณว่า เป็นแค่เครื่องมือเอาไว้ “ขู่ขวัญ” ประเทศคู่แข่งอย่างจีน เป็นต้น อันอาจส่งผลให้ “สงครามการค้า” รอบใหม่ ไม่น่าจะถึงกับลุกลามบานปลายจนเกินไป แต่ก็นั่นแหละ...เมื่อไหร่สิ่งที่เรียกว่า “สงครามการค้า” ได้เปิดฉากขึ้นมาจริงๆ คงมิอาจลืมคำเตือนของอดีตผู้นำแรงงานชาวอเมริกัน ที่เคยลงชิงชัยในตำแหน่งประธานาธิบดีอเมริกันถึง 5 สมัย คือ “นายยูจีน วิคเตอร์ เดบซ์” (Eugene Victor Debs) ที่ได้เอ่ยเป็นวาทะเอาไว้ประมาณว่า... “Sooner or later every war of trade becomes a war of blood.” หรือ “ไม่ช้าก็เร็ว...ที่สงครามการค้าในทุกครั้งจะต้องกลายเป็นสงครามเลือดไปจนได้...”


กำลังโหลดความคิดเห็น...