xs
xsm
sm
md
lg

ผู้จัดการสุดสัปดาห์

x

กัญชาธิปไตย : ยาเสพติด VS ยารักษาโรค

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


ผู้จัดการสุดสัปดาห์ - ข้อถกเถียงเรื่อง “ปลดล็อกกัญชา” ออกจากพืชยาเสพติดกลับมาอยู่ในกระแสสังคมอีกครั้ง จากการประโคมข่าวออกมาเป็นเรื่องเป็นราวว่า รัฐบาล “อนุญาตให้ปลูกกัญชาแห่งแรกประเทศไทย ใน จ.สกลนคร” ก่อนได้รับการยืนยันในเวลาต่อมาว่า “ไม่เป็นความจริง”

และผู้ที่ออกมาให้สัมภาษณ์เรื่องอนุญาตปลูกกัญชาก็ไม่ใครอื่น หากคือ “ประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์” อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม(ทส.) ที่เวลานี้ไปสวมหมวก “ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ”

อดีตคนเดือนตุลาระบุชัดเจนว่า จะมีการนำร่องปลูกกัญชาอย่างถูกต้องตามกฎหมายที่ จ.สกลนคร จำนวน 5,000 ไร่ ในเขตพื้นที่ทหาร โดยขออนุญาตตามกฎกระทรวง การขออนุญาตและการอนุญาตผลิตจำหน่าย หรือมีไว้ครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 เฉพาะ เฮมพ์ (HEMP) พ.ศ.2559 ซึ่งได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 6 ม.ค. พ.ศ.2561

ทว่า เพียงชั่วข้ามคืน ก็ได้รับการยืนยันจาก นพ.สุรโชค ต่างวิวัฒน์ รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ว่า ไม่เป็นความจริง พร้อมชี้แจงว่า กฎกระทรวงดังกล่าวอนุญาตเฉพาะการ “ปลูกกัญชง” เท่านั้น ตาม พ.ร.บ.ยาเสพติด ให้โทษ พ.ศ.2522 ว่าด้วยการปลูก เฮมพ์ (HEMP) เป็นพืชชนิดย่อยของกัญชาที่เรียกว่ากัญชง ซึ่งจะมีลักษณะทางกายภาพคล้ายกัญชา แต่สิ่งแตกต่างคือ กัญชงจะมีสารเตตราไฮโดรแคนนาบินอล(THC) ในปริมาณที่ต่ำกว่ากัญชา 1 เปอร์เซ็นต์ สารตัวนี้จะเป็นสารที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท ถือเป็นสารเสพติด จึงมีการอนุญาตให้ทดลองปลูกกัญชงในหลายพื้นที่ และไม่อนุญาตให้ปลูกกัญชา โดยขณะนี้มีเพียงมหาวิทยาลัยรังสิตแห่งเดียวนั้นที่ขออนุญาตครอบครองเพื่องานวิจัย

ทั้งนี้ แม้กัญชาจัดเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 ตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 แต่ในอีกแง่มุมหนึ่ง ก็ถูกนำมาใช้รักษาอย่างแพร่หลายมากขึ้นเรื่อยๆ ในต่างประเทศ กัญชาจัดเป็นสมุนไพรที่ให้คุณประโยชน์ทางการแพทย์ รวมทั้งในประเทศไทยก็มีการเคลื่อนไหวของเครือข่ายผู้ใช้กัญชาเพื่อการรักษาโรคด้วยการเรียกร้องให้ “ปลดล็อก” ออกจากบัญชียาเสพติดซึ่งได้รับการสนับสนุนจากฝ่ายวิชาการ แต่ยังเป็นประเด็นถกเถียงและยังไม่เป็นที่ยุติ

ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ คณบดีสถาบันแพทย์แผนบูรณาการและเวชศาสตร์ชะลอวัย มหาวิทยาลัยรังสิต เปิดเผยข้อมูลวิชาการเรื่องการใช้กัญชารักษาโรค โดยระบุว่า สารสำคัญในน้ำมันกัญชาที่ทำให้เป็นความหวังสำหรับผู้ป่วยนั้นมีอยู่หลายชนิด แต่ที่ทั่วโลกกำลังให้ความสนใจคือสารเตตราไฮโดรแคนนาบินอลหรือเรียกสั้นๆ ว่า THC ที่มาพร้อมกับ แคนนาบิไดออล หรือ CBD โดยโรคที่เห็นผลชัดเจนมากที่สุดก็คือ โรคลมชัก และโรคมะเร็งหลายชนิด

“...ความน่าสนใจในการรักษาโรคนั้น สาร THC ในกัญชามีผลทำให้เกิดการเมา ง่วงนอน อ่อนเพลียแรง ในขณะที่สาร CBD ในกัญชาไม่ได้ทำให้เกิดการมึนเมาเลย แต่กลับเพิ่มการทำงานของสารสื่อประสาท ดังนั้น จึงขึ้นอยู่กับว่าเราต้องการสารไหนเพื่อทำอะไรมากกว่ากัน เช่น การรักษาผู้ป่วยมะเร็งมักจะให้ความสนใจในสาร THC มากกว่าสาร CBD แต่ถ้าสนใจในเรื่องการช่วยเหลือเรื่องโรคลมชัก พาร์กินสัน และอาการสมองเสื่อมก็ต้องให้ความสนใจในสาร CBD มากกว่า THC...”

สำหรับงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับคุณสมบัติของกัญชาด้านการรักษาโรค อาทิ

งานวิจัยของศูนย์การแพทย์แห่งมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ลอสแองเจลิส (UCLA Medical Center) สหรัฐฯ เผยแพร่ในวารสาร American Surgeon ทดลองในผู้ป่วยที่ได้รับบาดเจ็บด้านสมอง พบว่า ลดอัตราการเสียชีวิตหลังผ่าตัด โดยทดสอบการใช้กัญชารักษาผู้ป่วยที่ได้รับบาดเจ็บด้านสมอง (Traumatic brain injury - TBI) 446 ราย ตลอดระยะเวลา 3 ปี พบว่า กลุ่มที่มีผลทดสอบกัญชาเป็นบวก ร้อยละ 97.6 รอดชีวิตจากการผ่าตัด ขณะที่ผู้ป่วยที่มีผลทดสอบกับกัญชาเป็นลบ มีอัตราการรอดชีวิตจากการผ่าตัดร้อยละ 88.5

งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยเนเปิล อิตาลี ระบุถึงสารสำคัญ cannabidiol หรือ CBD ในกัญชาที่ให้ผลทางการรักษา พบคุณสมบัติของสาร CBG ที่สามารถยับยั้งกระบวนการเกิดเซลล์มะเร็งลำไส้ใหญ่ และการตายของเซลล์มะเร็งขณะใช้กัญชา ซึ่งผลการทดสอบในสัตว์เป็นที่น่าพอใจ

งานวิจัยของมหาวิทยาลัยเซาเปาโล บราซิล พบว่า ผลทดสอบประสิทธิภาพสาร CBD ในกัญชา มีส่วนช่วยเสริมคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยโรคพาร์กินสัน ทดสอบจากผู้ป่วยพาร์กินสัน 21 ราย ปรากฏว่ากลุ่มได้รับ CBD เป็นประจำทุกวัน มีคุณภาพชีวิตและสุขภาพที่ดีกว่า ฯลฯ

หลายประเทศกัญชาสามารถใช้ทางการแพทย์อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ทั้งมีนโยบายผลักดันผลิตสู่ตลาดต่างประเทศอีกดัวย อาทิ อิตาลี จำหน่ายกัญชาที่ผลิตโดยรัฐสำหรับนำไปใช้เพื่อจุดประสงค์ทางการแพทย์ ซึ่งความต้องการซื้อที่เพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ศรีลังกา เตรียมปลูกกัญชาอย่างเป็นทางการ ส่งให้ตลาดยาแผนโบราณในประเทศ และส่งออกไปยังสหรัฐ

ขณะที่ ออสเตรเลีย ตั้งเป้าเป็นผู้ส่งออกกัญชาเพื่อการแพทย์อันดับ 1 ของโลก กำหนดให้การใช้กัญชาเพื่อการแพทย์เป็นเรื่องถูกกฎหมาย ส่วนการใช้กัญชาเพื่อสันทนาการยังเป็นเรื่องผิดกฎหมายอยู่ และมีแผนแก้กฎหมายเพื่อให้สามารถขายกัญชาไปยังตลาดต่างประเทศได้ เช่นเดียวกับ แคนาดา และเนเธอร์แลนด์ หลังจากที่ อุรุกวัย และอิสราเอล มีการประกาศแผนคล้ายกันนี้มาแล้ว

หรือล่าสุด รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐฯ เริ่มขายกัญชาเพื่อการสันทนาการอย่างถูกต้องตามกฎหมาย

ด้าน ประสาท มีแต้ม นักวิชาการอิสระ อธิบายภาพการนำกัญชามาใช้รักษาโรค ซึ่งเป็นผลการรักษาที่เกิดขึ้นในต่างประเทศผ่านเวทีเสวนาเสรีกัญชา ยกตัวอย่าง กรณี ชาร์ล็อต ฟิจิ (Charlotte Figi) ในรัฐโคโลราโด สหรัฐฯ เด็กหญิงผู้ป่วยเป็นโรคลมชัก จุดเปลี่ยนของการรักษาด้วยกัญชาอย่างถูกต้องตามกฎหมายทั่วสหรัฐ

ชาร์ล็อต ป่วยลมชักมาตั้งแต่อายุ 3 เดือน โดยชัก 300 ครั้งต่อสัปดาห์ จนสูญเสียความสามารถในการเดิน พูดและรับประทาน แพทย์เสนอให้ใช้วิธีทางการแพทย์ช่วยให้อยู่ในสภาพโคม่าเพื่อให้ร่างกายที่บอบช้ำได้พักผ่อนแต่พ่อของเธอได้ข้อมูลจากโลกออนไลน์ ว่าการรักษาด้วยกัญชาสามารถช่วยเด็กชายคนหนึ่งจากอาการใกล้เคียงกันกับลูกสาว ครอบครัวฟิจิจึงเลือกรักษาด้วยกัญชาแทนคำแนะนำจากแพทย์ ชาร์ล็อตได้รับการรักษาด้วยกัญชาเป็นครั้งแรก ในวัย 5 ขวบ ซึ่งสามารถแก้อาการชักได้นาน 7 วัน โดยปัจจุบัน ชาร์ล็อต มีอาการชักเพียง 2 - 3 ครั้งต่อเดือน ช่วยเหลือตัวเองได้มากขึ้น สามารถเดิน นอนตามลำพัง และตักอาหารกินเองได้มากขึ้นทุกวัน และเธอคือจุดเปลี่ยนให้พลเมืองออกมาเรียกร้องการรักษาด้วยกัญชาอย่างถูกต้องตามกฎหมายทั่วสหรัฐฯ

แน่นอนว่า กัญชาในฐานะของยามีผลงานวิจัยรองรับเป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวาง นพ.สมยศ กิตติมั่นคง ผู้เขียนหนังสือกัญชาคือยารักษามะเร็ง กล่าวถึงการใช้กัญชาทางการแพทย์ในต่างประเทศ ความว่า บริษัท GW pharmaceuticals จากสหราชอาณาจักร จดสิทธิบัตรยาที่สกัดจากกัญชาเพื่อใช้รักษาอาการโรคลมชักจาก FDA ในฐานะของยากำพร้า และมีการทดลองให้น้ำมันสกัดจากกัญชาในผู้ป่วยมะเร็งสมอง 21 คน ปรากฏผลออกมาว่าสามารถยืดอายุของผู้ป่วยได้นานขึ้น 82 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับตัวยาเดิมที่ให้ผล 53 เปอร์เซ็นต์ หรืออย่างในประเทศอังกฤษที่มีรายงานเรื่องการใช้น้ำมันกัญชารักษามะเร็งสมองในเด็กอายุ 4 ขวบคนหนึ่งที่ผ่านทั้งการผ่าตัดและให้เคมีบำบัดเพื่อฆ่าเซลล์มะเร็ง แต่อาการยังไม่ดีขึ้น จนในที่สุดเมื่อทำการรักษาด้วยน้ำมันสกัดจากกัญชา ก้อนมะเร็งในสมองก็กลับยุบลงไปถึง 2 ใน 3 จากเด็กที่ไปเรียนหนังสือไม่ได้ก็กลับไปเรียนได้ตามปกติ ขณะที่ทิศทางในประเทศไทยยังคงถกเถียงกันไม่จบ

แต่ที่น่าสนใจก็คือ การที่ พล.ต.ท.สมหมาย กองวิสัยสุข ผู้บัญชาการปราบปรามยาเสพติด (ผบช.ปส.) เห็นด้วยหากมีการเปลี่ยนกัญชาจากยาเสพติดให้โทษประเภท 5 เป็นยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 2 มาใช้ในทางการแพทย์เพื่อรักษาโรค ซึ่งมีผลวิจัยว่าสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้จริง และสถานการณ์กัญชาในประเทศไทยมีความต้องการในระดับเพิ่มขึ้น ส่วนหนึ่งเพราะในหลายประเทศอนุญาตให้กัญชาไม่ใช่สิ่งผิดกฎหมาย และการใช้กัญชาทางการแพทย์รักษาโรคมะเร็งและโรคต่างๆ แต่ในประเทศไทยกัญชายังถือว่าเป็นสิ่งผิดกฎหมาย เมื่อการลักลอบนำเข้ามาถือว่ามีความผิดต้องจับกุมมาดำเนินคดี โดยทาง บช.ปส. ได้รับเชิญเป็นส่วนหนึ่งในคณะกรรมการพิจารณาด้านกฎหมาย ตอนนี้ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาจากคณะกรรมการว่าจะสามารถดำเนินการได้หรือไม่อย่างไร

“หากทางรัฐบาลอนุญาตให้กัญชาเป็นสิ่งถูกกฎหมาย ก็จะทำให้เราดูแลยาเสพติดประเภทนี้น้อยลง แต่ถึงแม้จะมีการยกเลิกแต่การครอบครองก็ไม่ใช่ทำได้อย่างเสรี เพราะยังคงอยู่ภายใต้การควบคุมของกฎหมาย” พล.ต.ท.สมหมายให้ความเห็น

คงต้องจับดูกันอย่างใกล้ชิดว่า สำหรับประเทศไทยมีความเป็นไปได้มากน้อยเพียงใดในการ “ปลดล็อกกัญชา” จากบัญชียาเสพติดเพื่อนำมาใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ ขณะที่ทั่วโลกเผยงานวิจัยและเคสตัวอย่างที่ระบุว่า “กัญชาคือยารักษาโรค”




กำลังโหลดความคิดเห็น...