xs
sm
md
lg

ผู้จัดการสุดสัปดาห์

x

เหยื่อ(อ)ยุติธรรม จากคดี “น้องเมยเตรียมทหาร” ถึงคดี “ณิชาแพะคอลเซ็นเตอร์”

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


ผู้จัดการสุดสัปดาห์ - 3 เดือนผ่านไปคดีไม่คืบ สำหรับกรณีการเสียชีวิตปริศนาของ “น้องเมย - นตท.ภคพงศ์ ตัญกาญจน์” นักเรียนโรงเรียนเตรียมทหารชั้นปีที่ 1 ประหนึ่งจู่ๆ กระบวนการสืบสวนชะงักงันคดียังไม่ไปไม่ถึงไหน แถมยังมาประจวบเหมาะกับคดีภัยใกล้ตัวเรื่องใหญ่ระดับชาติ กรณี “น.ส.ณิชา เกียรติธนะไพบูลย์” เหยื่อแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ผู้เสียหายจากความหละหลวมของสถาบันการเงิน ธนาคารไทย 7 แห่ง และความเพิกเฉยของเจ้าหน้าผู้เกี่ยวข้อง ส่งผลให้หญิงสาวผู้นี้ถูกจับกุมขังทันทีโดยไม่มีข้อพิสูจน์

ทั้ง 2 คดี แม้จะเป็น “คนละเรื่องเดียวกัน” แต่ก็ได้สะท้อนให้เห็นถึงข้อด้อยของกระบวนการยุติธรรมไทยซึ่งเต็มไปด้วยปัญหาและต้องการการปฏิรูปโดยเร่งด่วน

สำหรับคดีการเสียชีวิตของน้องเมย ล่าสุด เมื่อวันที่ 10 ม.ค. 2561 น.ส.สุพิชา ตัญกาญจน์ พี่สาวของน้องเมยได้ออกมาเปิดเผยถึงความคืบหน้าคดีการเสียชีวิตอย่างมีเงื่อนงำของน้องชายว่าใกล้ครบ 3 เดือนแล้ว แต่ความคืบหน้าทางคดีกลับยังไปไม่ถึงไหน โดยเฉพาะเรื่องเอกสารการเข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุของเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บ้านนา จ.นครนายก ซึ่งทางครอบครัวได้รับเพียงคำชี้แจงจากเจ้าหน้าที่ตำรวจเพียงว่า ไม่สามารถเข้าตรวจสอบพื้นที่ได้เนื่องจากยังไม่ได้รับการอนุญาตจากโรงเรียนเตรียมทหาร

“ตำรวจมีอำนาจในการเข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุอยู่แล้ว โดยเฉพาะเรื่องการเสียชีวิตที่มีเงื่อนงำ แต่ในวันนี้เมื่อเราสอบถามไปยัง สภ.บ้านนา ก็ได้รับคำตอบเพียงว่า ได้ทำหนังสือขออนุญาตเข้าตรวจสอบพื้นที่แต่ยังไม่มีการตอบรับ จึงทำให้ตำรวจไม่สามารถทำงานได้ วันนี้หลักฐานที่เรามีอยู่จึงมีแค่ข้อมูลทางนิติวิทยาศาสตร์ ส่วนการทำงานของตำรวจเราไม่รู้อะไรเลย และส่วนที่เรายังรออีกเรื่องก็คือ ผลการตรวจอวัยวะที่ยังต้องปล่อยให้เจ้าหน้าที่ทำงานไป เพราะเป็นเรื่องใหญ่ที่ต้องใช้เวลา และเราต้องการคำตอบที่ชัดเจนที่สุด” น.ส.สุพิชา กล่าว

ณ วันนี้แนวทางการต่อสู้ของ “ครอบครัวตัญกาญจน์” ค่อนข้างโดดเดี่ยว มีเพียงผลชันสูตรจากนิติวิทยาศาสตร์ “ร่องรอยถูกซ่อม” เข้าสู้เพื่อเรียกร้องความยุติธรรมเท่านั้น

“ขณะนี้ไม่มีใครกล้าออกมาให้ปากคำช่วยเรา ซึ่งก็ทำให้ลำบากใจ เพราะความจริงมันก็คือความจริง ยิ่งเห็นรูปลูกตัวเองในผลการชันสูตรบอกได้เลยว่ารับไม่ได้ มีคนว่าเราว่าจะให้ลูกมาเป็นทหารแล้วทำไมรับไม่ได้เมื่อลูกตาย เราก็อยากจะบอกให้รู้ว่า ยอมได้อยู่แล้วถ้าลูกเป็นทหารแล้วตาย ไม่ใช่ตายในลักษณะที่เรายังสงสัย เพราะตายแบบนี้ ไม่มีพ่อแม่คนไหนรับได้อยู่แล้ว วันนี้เราจึงยังต้องเดินหน้าหาความยุติธรรมให้แก่เขาต่อไป” นางสุกัญญา ตัญกาญจน์ แม่ของน้องเมย กล่าว

ขณะที่ พล.อ.ธารไชยยันต์ ศรีสุวรรณ ผบ.ทหารสูงสุด ได้ยืนยันว่า ข้อมูลคลาดเคลื่อน เพราะตำรวจไม่เคยขอมาตรวจสอบ มีแต่ประสานทำเรื่องขอ ตัวนักเรียนเตรียมทหาร และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ไปให้ปากคำเท่านั้น พร้อมยืนด้วยว่าให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่ โดยสามารถนัดแนะวันเวลาเข้ามาได้เสมอ

สำหรับ “คดีน้องเมย” เกิดกระแสสังคมกดดันอย่างหนัก ส่งผลให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องออกกู้ศักดิ์ศรีตั้งคณะกรรมการสืบสวนเพื่อสาเหตุการเสียชีวิต แต่ท้ายที่สุดดูเหมือนเป็นเพียง “เกมยื้อเวลา” กองทัพยังคงยืนกรานไม่ต่างอะไรจากเดิม สรุปสาเหตุการเสียชีวิตมาจากปัญหาสุขภาพ ย้อนแย้งผลชันสูตรจากสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ ระบุชัดถึงรอยช้ำตามร่างกายหลายแห่งด้วยกัน

และอีกหนึ่งคดีที่น่าจับตามองไม่แพ้กัน “คดีเหยื่อแก๊งคอลเซ็นเตอร์” กรณี “น.ส.ณิชา เกียรติธนะไพบูลย์” อายุ 24 ปี พนักงานบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง ถูกดำเนินคดีใน “ข้อหาฉ้อโกง” หลังจากทำบัตรประจำตัวประชาชนหาย พบว่าถูกนำไปเปิดบัญชีถึง 9 บัญชี และกลายเป็นบัญชีที่ถูกนำไปหลอกให้ผู้อื่นโอนเงินเข้ามาผ่านแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ส่งผลให้เจ้าตัวถูกดำเนินคดีถูกจับกุมนอนเรือนจำถึง 2 คืน โดยปราศจากข้อพิสูจน์ใดๆ

นายจิระศักดิ์ สุดสังข์ ทนายความ เปิดเผยว่า หลังจาก น.ส.ณิชา ทราบข่าวจากตำรวจกองปราบปรามว่า มีหมายจับถึง น.ส.ณิชา ได้เดินทางไปรายงานตัวรับทราบข้อกล่าวหา เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ พร้อมนำหลักฐานที่ได้แจ้งความเรื่องการถูกปลอมแปลงเอกสารไปเปิดบัญชีธนาคาร แต่พนักงานสอบสวนเพิกเฉยต่อหลักฐานดังกล่าว อ้างไม่ใช่หน้าที่และทำบันทึกจับกุมส่งฟ้องฝากขังทันที

และมีตั้งการข้อสังเกตจากทางครอบครัวผู้เสียหายว่า เหตุใดถึงมีการทำสำนวนว่ามีการจับกุมตัว น.ส.ณิชา ทั้งที่ความเป็นจริงเธอเดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวนกองปราบปรามด้วยตนเอง แต่กลับไม่ปรากฏในสำนวน บวกกับสำนวนการสอบสวนยังไม่มีความละเอียดรอบคอบ ไม่มีการสอบปากคำเพิ่มเติมหลังรับตัวจากกองปราบปราม แต่ส่งตัว น.ส.ณิชา ฝากขังต่อศาล

“...เสียความรู้สึกที่สุดช่วงที่เราต้องเข้าไปในคุกของเรือนจำ เราคิดว่าทำไมเราต้องมาอยู่ในนี้ ทั้งที่เราไม่ได้ทำ เข้าใจว่าเป็นกระบวนการสืบสวนหาข้อเท็จจริง ก็เสียใจว่าเราทำไมต้องมาอยู่ที่แบบนี้ต้องเป็นเราด้วยเหรอ

“...จากนี้จะดำเนินการแจ้งความเอาผิดต่อคนที่นำบัตรของตนเองไปใช้ ส่วนด้านธนาคารก็อยากขอให้ทางธนาคารให้มีความรัดกุมในการรับเปิดบัญชีหรือมีการตรวจสอบใบหน้า และหลักฐานของผู้เปิดบัญชี เพราะบัตรประชาชนที่คนร้ายนำไปใช้มีการแจ้งยกเลิกและทำบัตรใหม่ไปแล้ว เพื่อป้องกันการถูกสวมบัตรประชาชนแบบตนเอง...” น.ส.ณิชา ผู้ตกเป็นเหยื่อแก๊งคอลเซ็นเตอร์ กล่าว

ขณะที่ “ธนาคาร” เองก็ถูกตั้งคำถามถึงเรื่องการตรวจสอบข้อมูลที่กระทำอย่างไม่รอบคอบเช่นกัน
กล่าวสำหรับรายละเอียดคดีดังกล่าวเป็นผลมาจากการที่น.ส.ณิชา ถูกคนร้ายเครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ขโมยกระเป๋าสตางค์ ซึ่งภายในมีบัตรประชาชน และถูกคนร้ายปลอมแปลงลายมือชื่อนำไปเปิดหมายเลขโทรศัพท์มือถือ 3 ค่าย 4 เบอร์ บัญชีธนาคาร 7 แห่ง รวม 9 บัญชี ประกอบด้วย ธนาคารไทยพาณิชย์, ธนาคารกสิกรไทย, ธนาคารกรุงไทย, ธนาคารทหารไทย, ธนาคารธนชาต, ธนาคารออมสิน และ ธนาคารกรุงเทพ โดยมียอดหมุนเวียนรวมกันกว่า 10 ล้านบาท ลำดับเวลาดังนี้

6 ต.ค. 2560 น.ส.ณิชา ทำกระเป๋าเงินหายบนรถโดยสาร ย่านบางบัวทอง

8 ธ.ค. 2560ธนาคารไทยพาณิชย์ โทรมาบอกว่าบัญชีของ น.ส.ณิชา มีการเคลื่อนไหวสูงน่าสงสัย พ.ย. มีเงินโอนมาจากต่างประเทศ 360,000 บาท ถูกถอนออกไป ซึ่งมีการเปิดบัญชีในวันที่ 21 ต.ค. 2560

10 ธ.ค. 2560 น.ส.ณิชา เข้าไปตรวจสอบข้อมูลที่ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาเซ็นทรัลเวสเกต พบมีผู้ใช้บัตรประชาชนสวมรอยเข้าไปเปิดบัญชี และมีเงินโอนเข้าจากประเทศจีนกว่า 300,000 บาท จึงเริ่มตรวจสอบกับธนาคารแห่งอื่นๆ จึงพบว่าการเปิดบัญชีเป็นจำนวนมาก

11 ธ.ค. 2560 น.ส.ณิชา เข้าแจ้งความที่ สน.หลักสอง เพื่อทำเรื่องดำเนินคดี ได้หมายค้นขอดูกล้องวงจรปิด ขอดูรายการบัญชีเดินสะพัด และคำขอเปิดบัญชี และลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐาน และเดินทางไปยังธนาคารเพื่อขอตรวจสอบหลักฐานจึงพบว่าผู้ก่อเหตุปลอมตัวคล้ายคลึงรูปในบัตรกรอกข้อมูลปลอมเปิดบัญชี

12 ธ.ค. 2560 น.ส.ณิชา เข้าขอคัดลอกสำเนาหลักฐานการทำบัตรประชาชนใหม่ ที่ศูนย์บริการประชาชน สาขาเซ็นทรัล เวสเกต เนื่องจากบัตรประชาชนใบเก่ายังไม่ถูกอายัด พร้อมทั้งเข้าแจ้งความลงบันทึกประจำวัน ที่ สภ.เมืองนนทบุรี และ สน.วังทองหลาง

ต่อมา มีคนเข้าแจ้งความที่ สภ.บ้านตาก จังหวัดตาก ว่าถูกแก๊งชาวต่างชาติที่รู้จักผ่านทางเฟซบุ๊กหลอกให้ร่วมลงทุนซื้อที่ดินและอ้างว่าส่งเงินมาให้ 30 ล้านบาท จากนั้นถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์โทรมาหลอกว่าเป็นศุลกากร ให้โอนเงินค่าภาษี เข้าบัญชีชื่อ “น.ส.ณิชา เกียรติธนะไพบูลย์” รวมเป็นเงินกว่า 1,300,000 บาท

6 ม.ค.2561 สภ.บ้านตาก จ.ตาก ออกหมายจับ น.ส.ณิชา ข้อหาฉ้อโกง จากนั้นเธอจึงเดินทางไปแสดงตัว แต่ถูกตำรวจควบคุมตัว และไม่อนุญาตให้ประกันตัว เนื่องจากกลัวผู้ต้องหาหลบหนี เพราะคดีมีมูลค่าความเสียหายมาก ก่อนจะนำตัวไปขออำนาจศาลฝากขังผัดแรก

8 ม.ค.2561 ทางครอบครัว น.ส.ณิชา พร้อมทนาย ยื่นเอกสารประกันตัว ศาลอุทธรณ์ภาค 6 จ.นครสวรรค์ ให้ประกันตัวภายหลังพบว่า ไม่มีพฤติการณ์หลบหนีและมีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง ล่าสุด คดีถูกโอนไปยัง กองบังคับการปราบปราม ( บก.ป.) โดยมีการเตรียมดำเนินการเอาผิดต่อธนาคารและดำเนินการติดตามตัวคนร้ายมาดำเนินคดี

เกิดอะไรขึ้นกับกระบวนการยุติธรรมไทย เหตุใด “คดีน้องเมย” 3 เดือนยังไม่มีความคืบหน้า อีกทั้งขั้นตอนการสืบสวนกลับชะงักเสียดื้อๆ

เหตุใด “คดีณิชา” ประชาชนผู้บริสุทธิ์กลับกลายเป็น “แพะแก๊งคอลเซ็นเตอร์” ถูกจับนอนคุก 2 คืน อย่างไร้เงาคนรับผิดชอบ แต่ในส่วน “คดีณิชา” ยังคงต้องตามติดกันอย่างใกล้ชิด “ห้ามกระพริบตา” เพราะแว่วว่าทางฝั่งตำรวจมีหลักฐานเด็ด ไม่แน่ว่างานนี้ “แพะ” อาจกลายเป็น “แกะ” เฉกเช่นเดียวกับ “คดีครูจอมทรัพย์” ก็เป็นได้

ท้ายที่สุดแล้ว ประชาชาชนตาดำๆ ยังหวังพึ่งพาผู้พิทักษ์สันติราษฏร์ หวังพึ่งพากระบวนการยุติธรรม ได้อยู่หรือไม่?


กำลังโหลดความคิดเห็น...