xs
sm
md
lg

ผู้จัดการสุดสัปดาห์

x

เศรษฐกิจโลก ขาขึ้น ประเทศไทยเทคออฟ

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


"ฝั่งขวาเจ้าพระยา"
"โชกุน"

เป็นธรรมเนียม ของการเริ่มศักราชใหม่ ที่องค์กรด้านเศราฐกิจทั้งของไทย และนานาชนาติ จะต้องประเมิน คาดการณ์ แนวโน้มเศรษฐกิจของปีใหม่ว่า จะเติบโตมากขึ้น ลดลงอย่างไร

สำหรับประเทศไทย ปีที่ผ่านมา อัตรการขยายตัวทางเสราฐกิจ หรือ จีดี อย่างไม่เป็นทางกา รเพราะว่า ตัวเลขจริงยังไม่ออก คือ ประมาณ 4 % และรัฐบาลคาดการณ์ว่า ปีนี้ ขะโตได้ถึง 5%

ปีที่ผ่านมา การส่งออก และการท่องเที่ย วเป็นตัวแปรสำคัญ ที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย ให้เดินเครื่องไปข้างหน้า การขยายตัวของการส่งออกที่สูงถึง 10 % และจำนวนนักท่องเที่ยวกว่า 30 นคน ที่เข้ามาเทียวในประเทศ เป็นผลมาจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก

ความเชื่อมั่นของรัฐบาลว่า ปี 2561 จะเป็นปีแห่งการเทคออฟ พุ่งทะยานไปข้างหน้าของเศรษฐกิจไทย ก็เพราะเห็นว่า เศรษฐกิจโลกปีนี้ จะดีขึ้นกว่าปีก่อน

เป็นครั้งแรกในรอบหลายปี นับตั้งแต่เกิดวิกฤตการณ์แฮมเบอร์เกอร์ และปัญหาหนี้สินของยุโรป ที่ธนาคารโลก ประเมินการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกว่า ดีเกินคาด คือ มีแนวโน้มขยายตัว 3.1 % ในปีนี้

ธนาคารโลกเผยแพร่ “รายงานคาดการณ์เศรษฐกิจโลก” (Global Economic Prospects report) ที่จัดทำปีละ 2 ฉบับๆ ล่าสุด เมื่อวันอังคาร (9 ม.ค.) โดยคาดว่า เศรษฐกิจโลกปีนี้มีช่องทางโอกาสที่จะเติบโตเกินคาด และแนวโน้มของทุกภูมิภาคดีกว่าในรายงานคาดการณ์เศรษฐกิจโลกฉบับก่อนที่ออกมาในเดือนมิถุนายนปีที่แล้ว

เวิลด์แบงก์ รายงานว่า ทุกภูมิภาคมีการขยายตัวอย่างพร้อมเพรียงกัน ซึ่งรวมถึง 3 ระบบเศรษฐกิจในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว ได้แก่ อเมริกา ยูโรโซน และ ญี่ปุ่น ขณะที่ประเทศเศรษฐกิจตลาดเกิดใหม่รายสำคัญๆ ก็มีพัฒนาการที่ดี รวมทั้งชาติผู้ส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์รายใหญ่ ทั้ง รัสเซีย และ บราซิล ก็ฟื้นตัวตั้งแต่ปีที่ผ่านมา

รายงานฉบับล่าสุดของธนาคารโลกนี้ ปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลกปี 2017 เป็น 3% และเป็น 3.1% สำหรับปีปัจจุบัน ขณะที่ปีหน้าคาดว่า จะอยู่ที่ 3%

ธนาคารโลกปรับเพิ่มแนวโน้มการขยายตัวของยูโรโซน 0.7% เป็น 2.4% ในปีที่ผ่านมา และ 1.3% ในปีนี้ เช่นเดียวกับอเมริกาที่คาดว่า จะขยับขึ้นเล็กน้อยเป็น 2.3% และ 2.2% และญี่ปุ่นฟื้นขึ้นมาอยู่ที่ 1.7% ก่อนชะลอลงเหลือ 1.3% ในปี 2018

ภูมิภาคที่โตเร็วที่สุด คือ เอเชียตะวันออกและแปซิฟิก โดยจีนถูกคาดหมายว่า จะมีอัตราเติบโต 6.8% และ 6.4% ในปีที่แล้วและปีนี้

ผู้จัดทำรายงานนี้ ให้สัมภาษณ์ว่า ความพยายามของธนาคารกลางหลายประเทศในการคงอัตราดอกเบี้ยระดับต่ำช่วยฟื้นเสถียรภาพเศรษฐกิจโลกและกระตุ้นการฟื้นตัว อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยง ที่เศรษฐกิจจะพลักกลับเป็นช่วงขาลงยังคงอยู่ และการฟื้นตัวจะสิ้นสุดลง ณ จุดใดจุดหนึ่ง เช่นเดียวกับทุกๆ ครั้งที่ผ่านมา

ความเสี่ยงนี้ เกิดจาก ระดับหนี้ที่สูงขึ้น อย่างน่าเป็นห่วง เนื่องจากธนาคารกลางหลายประเทศกำลังทยอยขึ้นดอกเบี้ย และจะเร่งความเร็วมากขึ้นหากการฟื้นตัวเริ่มปั่นให้อัตราเงินเฟ้อพุ่งขึ้น

เสี่ยงที่น่าจับตาอีกอย่าง คือ การเพิ่มข้อจำกัดทางการค้า ซึ่งแม้จะไม่ได้เอ่ยชื่ออเมริกา แต่เป็นที่รู้กันว่า ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ มีจุดยืนแข็งกร้าวอย่างมากในเรื่องนโยบายการค้า โดยเฉพาะกับจีน และกำลังพยายามแก้ไขข้อตกลงการค้าเสรีต่างๆ ซึ่งรวมถึงข้อตกลงนาฟตาที่สหรัฐฯทำกับแคนาดา และ เม็กซิโก

ธนาคารโลกยังเรียกร้องให้รัฐบาลประเทศต่างๆ ดำเนินการเพื่อป้องกันการชะลอตัวของการเติบโตชะลอตัว

รายงานแนะนำให้ภาครัฐยกระดับระบบการศึกษาและสุขภาพอนามัยไปพร้อมกัน รวมทั้งลงทุนในโครงการที่มีคุณภาพสูง ปฏิรูปแรงงาน และธุรกิจที่จะร่วมกันเพิ่มผลตอบแทนในระยะยาว และสนับสนุนการแก้ปัญหาความยากจน

องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือ โออีซีดี ที่ประกอบด้วยประเทศสมาชิก 34 ประเทศ จัดทำรายงานแนวโน้มเศรษฐกิจโลก ระบุว่าปี 2560 จะได้เห็นเศรษฐกิจโลกขยายตัวมากขึ้นเมื่อเทียบกับปี 2559 โดยได้รับแรงขับเคลื่อนจากมาตรการทางการคลังของหลายประเทศที่นำมาใช้เพื่อกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจ

สิ่งที่ทำให้โออีซีดีมองแนวโน้มการเติบโตของเศรษฐกิจโลกในทิศทางบวก โดยคาดว่าจะขยายตัวในอัตราถึง 3.3% (เพิ่มขึ้นจากเดิมประเมินไว้ในเดือนกันยายน 2559 ว่าจะขยายตัวที่ระดับ 3.2%) ก็คือ แผนกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยมาตรการทางการคลังที่หลากหลายและมาตรการที่เกื้อหนุนการค้า เชื่อว่าความพยายามเหล่านี้จะทำให้มีการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องไปในปี 2561 ซึ่งโออีซีดีมองว่า เศรษฐกิจโลกน่าจะมีการขยายตัวถึง 3.6 % และเป็นการหลุดพ้นออกจาก ‘กับดักการเติบโตอัตราต่ำ’ หรือ low-growth trap ในที่สุด

กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ประเมินสถานการณ์ไว้ว่า เศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวในระดับ 3.1% ในปี2559 จะเพิ่มอัตราการเติบโตในระดับ 3.4% ในปี 2560 นี้ ไอเอ็มเอฟประเมินสถานการณ์โดยคำนึงถึงภาพรวมเศรษฐกิจของประเทศอุตสาหกรรมพัฒนาแล้ว ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากกรณี Brexit และเศรษฐกิจสหรัฐฯที่ขยายตัวน้อยกว่าที่คาดไว้


กำลังโหลดความคิดเห็น...