xs
xsm
sm
md
lg

ผู้จัดการสุดสัปดาห์

x

เศรษฐกิจ “ยุคลุงตู่” เติบโตขนาดนี้ “อียู” ไม่ขอคืนดีก็บ้าแล้ว

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


ผู้จัดการสุดสัปดาห์ - บทจะมีแต่เรื่องดีๆ เข้ามา ก็มีมาแบบไม่ขาดสาย รัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ เพิ่งยิ้มแก้มปริจากการส่งออกพุ่ง เศรษฐกิจโตเกินคาด อียูก็ปลดล็อกขอคืนดี ตามมาด้วยยาหอมจากเวิร์ลแบงก์ที่จัดให้ไทยอยู่กลุ่มประเทศที่กำลังก้าวสู่ความมั่งคั่ง อะไรจะมีแต่เรื่องดีๆ ปานนั้น ใช่คนจนจะหมดไปจากประเทศไทยอย่างที่นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ป่าวประกาศจริงๆ หรือนี่

ทั้งนี้ ต้องบอกว่า เป็นเรื่องที่รอมานานกว่า 3 ปี หลังจากสหภาพยุโรป หรือ อียู เล่นบทกร้าวกับไทยภายหลังจากเหตุการณ์รัฐประหาร 22 พ.ค. 2557 เรียกว่าแจกทั้งใบเหลืองใบแดง บีบให้รัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ หันไปซบอกจีนแบบถลำลึกล้ำในสัมพันธ์กระทั่งนำมาซึ่งเรือดำน้ำ รถถัง รถไฟ จนทำให้นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ อดกลั้นไม่ไหว ขอเก็บคำว่าประชาธิปไตยใส่ลิ้นชัก เปิดทำเนียบขาวต้อนรับพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) แบบไม่เคอะเขินพร้อมสานต่อออเดอร์ฝูงบินเสริมทัพฟ้านำร่อง จึงเหลือแต่อียูที่ขืนชักช้าอาจจะตกขบวนแสวงประโยชน์จากประเทศไทยที่กำลังก้าวสู่ความมั่งคั่งดังที่เวิลด์แบงก์ประเมินล่าสุด

ดังนั้น อียู ที่หาจังหวะเข้ามาเพื่อไล่กวดให้ทันจีนและสหรัฐฯ จึงสบโอกาสเมื่อพล.อ.ประยุทธ์ ประกาศเลือกตั้งใหญ่ในเดือนพ.ย. 2561 ขอคืนสัมพันธ์อันดีต่อกัน แม้ว่าจะตั้งเงื่อนไขการคืนดีเอาไว้โน่นนี่นั่น แต่ใครๆ ก็รู้ว่าเป็นการวางมาดเสมือนสร้างแรงกดดันไปงั้นๆ เพราะถึงอย่างไรรัฐบาลทหารก็คงต้องเดินตามโรดแมปที่ลั่นวาจาไว้ ไม่เช่นนั้นก็คงเสียชื่อชายชาติทหารกันหมดพอดีเพราะนาทีนี้มีแต่ต้องเดินหน้าจะถอยหลังไม่ได้เด็ดขาด

ข่าวดีจากอียูคราวนี้ ปฏิเสธไม่ได้ว่า นี่เป็นผลงานชิ้นโบแดงของกระทรวงการต่างประเทศ หนึ่งในกระทรวงดรีมทีมเศรษฐกิจ งานนี้ “ท่านทูตดอน” นายดอน ปรมัตถ์วินัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ โชว์ฝีมือเข้าตาทุกฝ่าย ทั้งที่ก่อนหน้านี้ก็ลุ้นว่าจะต้องเก็บข้าวของออกจากกระทรวงไม่ได้ไปต่อกับครม.ประยุทธ์ 5 เหมือนกันพวกพ้องรัฐมนตรีอีกหลายคนที่กลับบ้านไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วหรือไม่

แต่ที่หน้าบานที่สุด ก็เห็นจะเป็นนายกรัฐมนตรี ที่แอบโวนิดๆ ว่า นี่เป็นผลจากการที่รัฐบาลพยายามทำมาตลอดคือ ให้อียูเข้าใจการบริหารราชการของไทยในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ในส่วนของกระทรวงต่างๆ เวลาไปพบปะพูดคุยกับประเทศสมาชิกอียู และให้ความสำคัญกับอียู ในฐานะที่เป็นตลาดการส่งออกของไทยทั้งการค้า การลงทุน ซึ่งมีทั้งที่อียู มาลงทุนในไทยและไทยไปลงทุนในอียู กระทั่งอียูเห็นความมุ่งมั่น ความตั้งใจ และเจตนารมณ์ของรัฐบาลในการเดินหน้าประเทศ

“ถือเป็นเรื่องที่ดี ที่อียู มีมติเช่นนี้ ส่วนกรณีที่ อียู ตั้งเงื่อนไข14ข้อนั้น ถือว่าไม่ใช่เงื่อนไข เพียงแต่เขาอยากเห็นไทยกลับสู่ประชาธิปไตย ผ่านการเลือกตั้งที่น่าเชื่อถือ ประชาชนมีส่วนร่วม มีเสถียรภาพ เสรีภาพ ซึ่งรัฐบาลพยายามเดินหน้าไปสู่ตรงนั้น “ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

ส่วน “ท่านทูตดอน” ก็เห็นเช่นเดียวกันว่า เงื่อนไขฟื้นระดับความสัมพันธ์กับไทยที่ว่าต้องมีเลือกตั้งในปีหน้าและไม่ให้เอาผิดในคดี ม. 112 นั้นไม่ได้เป็นเงื่อนไขที่รุนแรงอะไร เป็นท่าทีปกติ แต่นัยที่สำคัญคือ พัฒนาการทางการเมืองกับอียูดีขึ้นอีกขั้นหนึ่ง ทำให้การติดต่อในทุกระดับที่เป็นทางการดีขึ้น การแลกเปลี่ยนการเยือนเกิดขึ้นได้โดยไม่มีข้อจำกัดใดๆ ต่างจากก่อนหน้านี้ที่ทำไม่ได้ โดยเฉพาะในระดับผู้นำทางการเมือง

“ตรงนี้ถือเป็นจุดสำคัญที่สุด ที่เห็นอย่างชัดเจนจากแถลงการณ์ของอียู ทั้ง 14 ข้อ แต่ท่าทีในข้อหนึ่งเป็นการนำร่องให้เห็นว่า เราเองมีพัฒนาการที่ดีตลอดเวลา 3 ปีครึ่งที่ผ่านมา”

กุญแจที่ทำให้อียูพอใจจนยกระดับความสัมพันธ์ขึ้นเป็นปกตินั้น ท่านทูตดอน มองว่า เนื่องจากไทยได้ช่วยเหลืออียู ฐานะเป็นผู้ประสานงานอาเซียนที่สามารถสร้างความพอใจในอียูหลายด้าน รวมไปถึงกระแสการเมืองระหว่างประเทศ ก็เป็นเหตุที่ทำให้อียูเห็นว่า ควรจะเข้ามาคุยกับเรา เป็นการผสมผสานหลายปัจจัย .... ความผ่อนคลายตรงนี้ จะมีผลต่อด้านจิตใจนักลงทุนมากขึ้น ถือว่าเป็นข่าวดี” รมว.ต่างประเทศ กล่าว

กระแสการเมืองระหว่างประเทศที่ว่านั้น อาจมีความเป็นอย่างที่ ผศ.ดร.จันจิรา สมบัติพูนศิริ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่ให้สัมภาษณ์ “บีบีซีไทย” ว่า “.... ท่าทีของสหรัฐฯ ภายใต้การนำของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ที่กระชับความสัมพันธ์กับไทยก็เป็นแรงกระตุ้นให้อียูจำเป็นดำเนินนโยบายการทูตในแบบใหม่ด้วยเช่นกัน...มาตรการไม้แข็งที่ใช้ตลอดสามปีไม่ได้ผล และยิ่งผลักไทยให้เข้าไปพึ่งพิงจีนมากขึ้น เมื่อมาตรการลงโทษไม่ได้ผล อียูก็คงต้องเปลี่ยนวิธีการ โดยใช้มาตรการจูงใจแทน ว่าถ้าไทยทำแบบนี้ก็จะได้รับผลดีตามมาโดยเฉพาะทางด้านเศรษฐกิจ....”

ผศ.ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย ผอ.ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ก็มีความเห็นสอดคล้องกันว่า อียูนั้นไม่อยากจะถูกทิ้งล้าหลังในเรื่องความร่วมมือทางด้านเศรษฐกิจ เนื่องจากจีน ญี่ปุ่นนั้นต่างก็เพิ่มระดับความสัมพันธ์ทางด้านเศรษฐกิจในภูมิภาคอาเซียนอย่างมากในระยะสามปีที่ผ่านมา และภายหลังก็มีสหรัฐฯ เริ่มเข้ามาด้วยทำให้อียูต้องเริ่มเปิดทางให้มีการเจรจาการค้าเสรีกับไทยอีกครั้งหนึ่ง โดยประเมินว่าหลังการปรับระดับความสัมพันธ์จะส่งผลให้การลงุทนและการค้าขายที่มาจากอียูน่าจะเพิ่มขึ้นปีหน้าและอาจทำให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวมากกว่าเดิมราว 0.3%

ส่วน รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ นักวิชาการอิสระ เห็นว่า นอกจากประเด็นที่ว่าสถานการณ์ทางการเมืองของไทยมีพัฒนาการไปทางประชาธิปไตยมากขึ้นอย่างชัดเจนแล้ว อียูไม่อยากจะตกขบวนรถไฟสายเศรษฐกิจในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งไทยก็เป็นประเทศที่สำคัญในภูมิภาคนี้ และมีโอกาสในการขยายตัวทางเศรษฐกิจสูงในปีหน้า "ท่าทีของสหรัฐฯแสดงชัดเจนว่ามาตอกหมุดในเอเชียอย่างเห็นชัด ทำให้อียูไม่กล้าตกขบวน พัฒนาการทางด้านการเมืองของไทยเป็นเหมือนกับข้ออ้างเพื่อไม่ให้อียูเสียหน้าในการกลับเข้ามาสู่ภูมิภาคนี้อีกครั้งหนึ่ง"

ผลประโยชน์ในทางเศรษฐกิจในพ.ศ.นี้ ก้าวล้ำหน้าคำว่าประชาธิปไตยแบบกินไม่ได้ไปเสียแล้ว ดังนั้น ประเด็นที่เป็นสาระสำคัญหลักจริงๆ ที่น่าจับตาหลังการปรับระดับความสัมพันธ์ครั้งนี้ จึงอยู่ที่ 2 เรื่อง คือ การแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย หรือ ไอยูยู ที่อียูยังให้ใบเหลืองแก่ประเทศไทยอยู่ในเวลานี้ และอีกเรื่องก็คือ การเจรจาเอฟทีเอระหว่างไทยกับอียู ที่หยุดชะงักไปหลังรัฐประหาร

“ท่านทูตดอน” ประเมินว่า ในส่วนของไอยูยูนั้น อียูมีท่าทีที่ดีต่อไทย มีความคืบหน้าสูงทีเดียว เพียงแต่ยังไม่ได้มีผลออกมาว่าไทยพ้นจากใบเหลืองหรือไม่ และจะออกมาเมื่อไหร่ เหตุที่ยังไม่ออกเนื่องจากอียูเคยบอกกับไทยว่าเพราะไทยทำได้ดีมากจนต้องขอเก็บเป็นตัวอย่างให้ประเทศต่างๆ ได้รับรู้ อย่างไรก็ตาม เรื่องการฟื้นระดับความสัมพันธ์ทางการเมืองกับไทยกับเรื่องไอยูยูเป็นคนละเรื่องกัน แต่ถือเป็นสัญญาณที่ดี เพราะเรื่องการฟื้นฟูระดับความสัมพันธ์ทางการเมืองเป็นนโยบายใหญ่ของอียู ส่วนเรื่องไอยูยูเป็นนโยบายย่อยเท่านั้นย่อมมีผลต่อกันได้

ขณะที่การเจรจาเอฟทีเอนั้น กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ได้รับคำสั่งให้เตรียมพร้อมเจรจาต่อทันทีได้ทุกเมื่อ หลังจากสำนักงานพาณิชย์ในต่างประเทศ ณ กรุงบรัสเซลส์ รายงานว่า เมื่อวันที่ 11 ธ.ค. 2560 คณะมนตรีการต่างประเทศของอียู ลงมติให้รื้อฟื้นความสัมพันธ์ทางการเมืองกับไทยในทุกระดับ รวมถึงการเจรจาข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) ไทย-สหภาพยุโรป (อียู) โดยให้คณะกรรมาธิการยุโรป พิจารณาความเป็นไปได้ที่จะเริ่มเจรจากันต่อภายหลังการเลือกตั้งของไทย ถือเป็นก้าวสำคัญในการสานต่อความสัมพันธ์หุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างไทยกับอียู หลังจากฝ่ายอียูระงับการเยือนไทยของผู้แทนระดับสูงตั้งแต่เดือน มิ.ย. 2557

ทั้งนี้ การเจรจา FTA ไทย-อียูได้เจรจาครั้งแรกเมื่อปี 2556 และได้ชะลอการเจรจาหลังเจรจากันมาแล้ว 4 ครั้ง โดยการเจรจา FTA กับอียู ถือเป็นความท้าทาย เพราะกระทรวงพาณิชย์ ไม่ได้มุ่งหวังเพียงแต่การลดภาษีนำเข้าสินค้า แต่จะมีประเด็นอื่นที่เชื่อมโยงกับการค้า ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการแข่งขันทางการค้า ทรัพย์สินทางปัญญา ความโปร่งใส และการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้เสีย หากการเจรจา FTA มีความคืบหน้าสามารถหาข้อสรุปได้จะช่วยดึงดูดการลงทุน และทำให้เกิดการปรับปรุงกฎหมายและกฎระเบียบภายในประเทศให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากลมากขึ้น

เพจเฟซบุ๊ก European Union in Thailand หรือ อียูประจำประเทศไทย ระบุว่า คณะรัฐมนตรีต่างประเทศสหภาพยุโรป หรืออียู ได้มีการตกลงที่จะปรับความสัมพันธ์ด้านการเมืองกับประเทศไทย รวมไปถึงด้านสิทธิมนุษยชน เสรีภาพขั้นพื้นฐาน และแผนการดำเนินงานสู่ประชาธิปไตย โดยผลสรุปการประชุมของคณะรัฐมนตรีต่างประเทศสหภาพยุโรปเกี่ยวกับประเทศไทย (Council Conclusions on Thailand) เมื่อวันจันทร์ที่ 11 ธ.ค. 2560 มีดังนี้

1. คณะรัฐมนตรีต่างประเทศสหภาพยุโรป ยังคงยืนยันถึงความสำคัญของความสัมพันธ์ระหว่างสหภาพยุโรปและประเทศไทย คณะรัฐมนตรีฯ เล็งเห็นถึงคุณค่าของบทบาทที่ประเทศไทยมีในฐานะประเทศผู้ประสานการเจรจาและสนับสนุนการขยายความร่วมมือระหว่างกลุ่มประเทศ อียู-อาเซียน (EU-ASEAN Dialogue Relations) ในปัจจุบัน

2. คณะรัฐมนตรีขอย้ำถึงข้อเรียกร้องให้ประเทศไทยมีการคืนสู่กระบวนการทางด้านประชาธิปไตยอย่างเร่งด่วนที่สุด โดยผ่านการเลือกตั้งที่น่าเชื่อถือและมีส่วนร่วมจากทุกฝ่าย รวมถึงความเคารพต่อสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพขั้นพื้นฐาน

3. คณะรัฐมนตรียังคงมีความกังวลเกี่ยวกับสิทธิทางการเมือง สิทธิพลเมือง และเสรีภาพ ซึ่งได้ถูกลดรอนไปอย่างรุนแรงในประเทศไทยหลังจากการรัฐประหารเมื่อปี พ.ศ.2557 เสรีภาพในการแสดงออกและการชุมนุมยังคงถูกจำกัดอยู่เป็นอย่างมาก ผ่านกฎหมายและคำสั่งของ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) หลายฉบับ นอกจากนี้นักเคลื่อนไหวภาคประชาสังคมและนักปกป้องสิทธิมนุษยชนยังคงเผชิญกับการคุกคามทางกฎหมาย

คณะรัฐมนตรีตอกย้ำถึงความสำคัญของเสรีภาพขั้นพื้นฐานดังกล่าวที่ต้องได้รับการฟื้นฟูขณะที่ประเทศไทยดำเนินการไปสู่ประชาธิปไตย และขอย้ำถึงความสำคัญของเสรีภาพขั้นพื้นฐานดังกล่าวซึ่งมีความเชื่อมโยงกับบทบาทของภาคประชาสังคมในระบอบประชาธิปไตยที่มีประสิทธิภาพ ด้วยเหตุนี้สหภาพยุโรปจะยังคงสนับสนุนองค์กรภาคประชาสังคมและนักปกป้องสิทธิมนุษยชนต่อไป

4. คณะรัฐมนตรีส่งเสริมให้ผู้มีอำนาจของไทยดำเนินการตามข้อเสนอแนะที่ประเทศไทยได้ให้คำมั่นระหว่างการทบทวนรายงานสถานการณ์สิทธิมนุษยชนภายใต้กลไก UPR (Universal Periodic Review) ครั้งที่สองของประเทศไทย (พฤษภาคม 2016)

5. คณะรัฐมนตรีพึงสังเกตว่าการประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับใหม่เมื่อวันที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2560 ซึ่งระบุว่าการเลือกตั้งทั่วไปจะเกิดขึ้นภายใน 150 วันหลังจากมีการประกาศใช้กฏหมายประกอบรัฐธรรมนูญที่จำเป็น 4 ฉบับ

คณะรัฐมนตรียังตั้งข้อสังเกตว่าการเตรียมความพร้อมในทางนิติบัญญัติเพื่อจัดการเลือกตั้งกำลังมีความคืบหน้าในบริบทนี้

คณะรัฐมนตรี ยอมรับแถลงการณ์ของหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2560 ซึ่งระบุว่าการเลือกตั้งทั่วไปจะมีขึ้นในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2561

คณะรัฐมนตรีเรียกร้องให้มีการประกาศใช้กฏหมายประกอบรัฐธรรมนูญที่เหลืออยู่อย่างเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ และให้เคารพกำหนดการการจัดการเลือกตั้งตามที่ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญ

6. คณะรัฐมนตรีตั้งข้อสังเกตถึงการตัดสินใจของผู้นำทางทหารในการลดการดำเนินคดีต่อพลเรือนในศาลทหารหลายคดีลง ตั้งแต่วันที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2559 ทั้งการกระทำความผิดเกี่ยวกับความมั่นคง และความผิดเกี่ยวกับการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ คณะรัฐมนตรีฯ เรียกร้องให้ผู้มีอำนาจของไทยไม่ดำเนินคดีต่อพลเรือนในศาลทหาร ซึ่งรวมถึงความผิดเกี่ยวกับการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพที่เกิดขึ้นก่อนวันที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2559

7. คณะรัฐมนตรีทบทวนผลสรุปการประชุมเมื่อเดือนมิถุนายน พ.ศ.2557 ที่ระบุว่าสหภาพยุโรปตัดสินใจที่จะทบทวนความสัมพันธ์กับประเทศไทย และอาจจะพิจารณาดำเนินการมาตรการอื่นๆ ต่อไปตามสถานการณ์ เมื่อพิจารณาจากความคืบหน้าที่กล่าวไปข้างต้น คณะรัฐมนตรีจึงเห็นว่ามีความเหมาะสมที่จะเริ่มกลับมาปรับความสัมพันธ์ด้านการเมืองกับประเทศไทยอย่างช้าๆ

8. คณะรัฐมนตรีตัดสินใจที่จะกลับเข้าสู่การติดต่อทางการเมืองในทุกระดับกับประเทศไทยเพื่ออำนวยความสะดวกการเจรจาในประเด็นที่มีความสำคัญร่วมกัน อันรวมถึงด้านสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพขั้นพื้นฐาน และแผนการดำเนินงานสู่ประชาธิปไตย สหภาพยุโรปและประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปจะใช้จากการเจรจาติดต่อดังกล่าวอย่างเต็มที่เพื่อหยิบยกประเด็นข้อกังวลเหล่านี้

9. คณะรัฐมนตรีอยากเห็นความก้าวหน้าในความสัมพันธ์ที่เพิ่มขึ้นกับประเทศไทย หลังจากการจัดการเลือกตั้งที่น่าเชื่อถือและมีส่วนร่วมจากทุกฝ่ายและการปรับปรุงของสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชน สหภาพยุโรปหวังให้ผู้มีอำนาจของไทยจะดำเนินการให้ประเทศไทยมีสภาพแวดล้อมทางการเมืองที่ฝ่ายค้านและภาคประชาสังคมสามารถทำงานได้อย่างเสรี

10. ในบริบทนี้ คณะรัฐมนตรีขอให้คณะกรรมาธิการยุโรปสำรวจความเป็นไปได้ในการกลับมาเจรจาข้อตกลงเขตการค้าเสรีระหว่างยุโรป-ไทย (EU-Thailand Free Trade Agreement)

11. การลงนามในกรอบข้อตกลงว่าด้วยความเป็นหุ้นส่วนและความร่วมมือ (Partnership and Cooperation Agreement - PCA ) และการเจรจาข้อตกลงเขตการค้าเสรี (FTA) กับประเทศไทย จะสามารถดำเนินการได้กับรัฐบาลพลเรือนที่ได้รับการเลือกตั้งภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่

12. คณะรัฐมนตรีย้ำอีกครั้งว่าจะยังคงพิจารณาทบทวนความสัมพันธ์กับประเทศไทย โดยให้ความสำคัญกับประเด็นในด้านต่อไปนี้:

- การยกเลิกข้อจำกัดเสรีภาพในการแสดงออกและเสรีภาพสื่อ ตลอดจนเสรีภาพในการชุมนุมและการรวมกลุ่ม การยกเลิกข้อจำกัดเกี่ยวกับกิจกรรมทางการเมืองของพรรคการเมืองและองค์กรภาคประชาสังคม รวมถึงการเคารพและสนับสนุนการทำงานของนักปกป้องสิทธิมนุษยชน

- การจัดการเลือกตั้งที่น่าเชื่อถือและมีส่วนร่วมจากทุกฝ่าย อันสอดคล้องกับมาตรฐานสากลซึ่งนำไปสู่สถาบันทางประชาธิปไตยที่ทำงานได้อย่างเต็มที่และมีประสิทธิภาพ

- การเข้าประจำตำแหน่งของรัฐบาลพลเรือนที่ได้รับการเลือกแบบประชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่

13. สหภาพยุโรปพร้อมที่จะช่วยเหลือประเทศไทยให้บรรลุวัตถุประสงค์เหล่านี้ด้วยเจตนารมณ์ของความร่วมมือและความเป็นหุ้นส่วน

14. คณะรัฐมนตรีขอให้ผู้แทนระดับสูงของสหภาพยุโรปและคณะกรรมาธิการยุโรป ร่วมกันติดตามสังเกตการณ์และแจ้งให้คณะรัฐมนตรีฯ ทราบเกี่ยวกับความคืบหน้าที่เกิดขึ้น

นอกเหนือไปจากข่าวดีอียูกลับมาคบหากับไทย ยังมีการเปิดเผยรายงานการศึกษาของธนาคารโลกหรือเวิลด์แบงก์ เรื่อง Inclusive Growths Report “Riding the Wave : An East Asian Miracle for the 21 Century” ซึ่งนายปรเมธี วิมลศิริ เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ ออกมาให้รายละเอียดว่า เวิลด์แบงก์จัดไทยอยู่ในกลุ่มเดียวกันกับมาเลเซีย ซึ่งเริ่มหลุดพ้นจากความยากจน และกำลังก้าวสู่ความมั่งคั่งแล้ว

รายงานธนาคารโลกฉบับนี้เป็นการเสนอโมเดลใหม่ในการแก้ปัญหาความยากจนด้วยการสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน ควบคู่กับการลดความเหลื่อมล้ำ ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางของรัฐบาลที่บรรจุไว้ในยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี และแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 ที่เน้นการเติบโตอย่างทั่วถึง และลดความเหลื่อมล้ำ

เลขาฯสภาพัฒน์ แจกแจงว่า เมื่อพิจารณารวม “คนจน” และ “ผู้ที่เกือบจน” พบว่า มีแนวโน้มลดลงมากจาก 39.2 ล้านคนในปี 2531 เหลือเพียง 11.6 ล้านคนในปี 2559 โดยความยากจนยังกระจุกตัวอยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคใต้ และภาคเหนือ มีสัดส่วนร้อยละ 12.96, 12.35 และ 9.83 ของประชากรในแต่ละภาคตามลำดับ และจังหวัดที่มีสัดส่วนคนจนสูงสุด 10 ลำดับแรกในปี 2559 โดยเรียงลำดับจากสัดส่วนคนจนสูงที่สุดดังนี้ แม่ฮ่องสอน, นราธิวาส, ปัตตานี, กาฬิสินธุ์, นครพนม, ชัยนาท, ตาก, บุรีรัมย์, อำนาจเจริญ, และน่าน ตามลำดับ

นี่ไม่นับรวมเรื่องที่ธนาคารเพื่อการพัฒนาเศราฐกิจแห่งเอเชีย หรือ เอดีบี ที่ได้ปรับเพิ่มคาดการณ์การขยายตัวของจีพีดีไทย โดยมอบว่า เศรษฐกิจไทยฟื้นตัว ปรับขึ้นจีดีพีปีนี้และปี 2561 เป็น3.8%

ถึงนาทีนี้ ต้องบอกว่ารัฐบาล คสช. เริ่มเก็บตุนคะแนนไว้ในกระเป๋า เข้าถึงประชาชนเรียกเรตติ้งเพื่อเตรียมก้าวสู่สนามสู้กับนักเลือกตั้งแล้ว

“.... งานพีอาร์ต้องเร่งทำให้สังคมเห็นว่า สิ่งที่รัฐบาลทำมานั้นเดินมาถูกทางแล้ว และต้องมีการปรับกลยุทธ์งานประชาสัมพันธ์ให้เท่าทันกับฝ่ายที่อยู่ตรงข้ามรัฐบาล ที่พยายามดิสเครดิตมาตลอด....” นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี หัวหน้าดรีมทีมเศรษฐกิจ ปักธงลงชิงชัย พร้อมกับเดินหน้างานการท่องเที่ยวให้เป็นแกนนำในการผลักดันเศรษฐกิจฐานราก

และอีกไม่นานก็คงได้รู้ผลตอบรับจะออกมาเป็นเช่นใด


กำลังโหลดความคิดเห็น...