xs
xsm
sm
md
lg

คำพูดที่ ‘ซ่อม’ ไม่ได้ของรองนายกรัฐมนตรี

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: อาจารย์ ดร. อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์


อาจารย์ ดร. อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์
สาขาวิชา Business Analytics and Intelligence
สาขาวิชาวิทยาการประกันภัยและการบริหารความเสี่ยง คณะสถิติประยุกต์
ผู้อำนวยการศูนย์คลังปัญญาและสารสนเทศ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์


“ผมก็เคยโดนซ่อม จนเกินกำลังจะรับได้ สลบไปเหมือนกัน แต่ผมไม่ตาย”
“ถ้าไม่อยากโดนซ่อม ก็ไม่ต้องเข้ามาเป็นนักเรียนเตรียมทหาร ก็ไม่ต้องเข้ามาเรียน ไม่ต้องมาเป็นทหาร เราเอาคนที่เต็มใจ การเข้าเป็นนักเรียนเตรียมทหารต้องเตรียมใจเรื่องการธำรงวินัย”

พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม


“ผมขาประจำโดนซ่อมหนักอยู่แล้ว”
พลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย


“คดีนักเรียนเตรียมทหารเสียชีวิต ในรั้วโรงเรียนเตรียมทหาร เป็นเรื่องปกติ โรงเรียนเหล่านี้มีลักษณะคล้ายๆ แบบนี้เป็นประจำ”
พลตำรวจเอกจักร์ทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ






Phillip Zimbardo ศาสตราจารย์ทางด้านจิตวิทยาสังคมแห่งมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด แคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกาได้ทดลองชื่อ Stanford Prison Experiment หรือการทดลองคุกแห่งสแตนฟอร์ดโดยการคัดเลือกผู้มีสุขภาพจิตดี ส่วนใหญ่เป็นชนชั้นกลางและคนผิวขาว สุ่มเข้าไปสวมบทบาทผู้คุมในคุกและนักโทษ ทั้งหมดเป็นนักศึกษาหัวกะทิของโลกจากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด โดยได้รับทุนวิจัยจากกองทัพเรือสหรัฐอเมริกา

การทดลองนี้เป็นการให้สวมบทบาท มีคุกจริงที่สร้างจำลองขึ้นในมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด และนักศึกษาเหล่านี้สมัครใจมาเข้ารับการทดลองเอง โดยได้รับค่าตอบแทนวันละ 15 เหรียญสหรัฐฯ ในขณะนั้นหรือประมาณ 90 เหรียญในปัจจุบัน ให้กินอยู่หลับนอนและอาศัยในคุกจำลองราว 7-14 วัน ทุกคนที่เข้ามาต้องสุขภาพกายดี สุขภาพจิตดี ไม่มีประวัติอาชญากรรมและการใช้ยาเสพติด

นักศึกษาที่สวมบทบาทเป็นผู้คุมแม้ไม่ได้ถูกสั่งอะไรจาก Zimbardo ก็แสดงอำนาจบาตรใหญ่ ใช้อำนาจในการ “ซ่อม” นักโทษโดยป่าเถื่อน ลงโทษอย่างรุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ ในขณะที่นักโทษก็ตกอยู่ในสภาพจำยอมและยอมรับการมีอำนาจเหนือกว่าของผู้คุม ต่างคนต่างก็รับเอาบทบาทที่อุปโลกน์สมมุติเข้าไปเป็นตัวตนของตัวเองและแสดงอำนาจในทางที่ก้าวร้าวป่าเถื่อนมากขึ้นเรื่อย ๆ นักโทษได้รับความกดดัน ถูกซ่อมมากขึ้นเรื่อย ๆ จนท้ายที่สุดก็กรีดร้อง ได้รับความกดดันจนใกล้บ้า มีปัญหาสุขภาพจิตมากขึ้นเรื่อย ๆ และเริ่มมีคนทนไม่ไหวจนขอออกจากการทดลอง การทดลองที่ตั้งใจจะดำเนินการสองสัปดาห์ก็ต้องยกเลิกลงไปเมื่อ Zimbardo เห็นว่าควรยุติก่อนที่จะเกิดผลร้ายมากไปกว่านี้ การทดลองยุติลงภายในหนึ่งสัปดาห์ แต่กระนั้นก็ตามการทดลองคลาสสิคนี้ก็ถูกบรรจุสอนในตำราจิตวิทยาทั่วไปและตำราจิตวิทยาสังคมไปทั่วโลก

เหตุการณ์ “ซ่อมจนตาย” ซี่โครงหักที่โรงเรียนเตรียมทหารและที่เกิดขึ้นในกองทัพนั้น จะเหมือนหรือต่างจาก Stanford Prison Experiment อย่างไรหรือไม่ การธำรงวินัยนั้นจำเป็นแต่ต้องมีขอบเขต คนดี ๆ สุขภาพจิตดี การศึกษาดี ร่างกายดี ประวัติดี หากมีอำนาจล้นพ้นไปจะเกิดปัญหาลุแก่อำนาจ ใช้อำนาจเกินกับสิ่งที่ควรทำหรือไม่ก็เป็นเรื่องที่น่าคิดไม่น้อยเช่นเดียวกัน

คุณนิธิพัฒน์ พันธุมจินดาได้แสดงความเห็นในเรื่องนี้ในฐานะนักกีฬาเอาไว้อย่างน่ารับฟังว่า

การ "ซ่อม" ทหารหรือนักกีฬา ในความเข้าใจของผม คือการพัฒนาบุคลากรในรูปแบบหนึ่ง ที่อาจไม่มีในตำราหรือหลักเกณฑ์ปฏิบัติ แต่ก็ต้องยอมรับว่าเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิบัติกันมาอย่างยาวนานและได้ผลมาโดยตลอด

การ "ซ่อม" เช่นการบังคับฝึกหนักจนเกินศักยภาพเดิมให้กับนักกีฬาหรือทหาร เพื่อสร้างความแข็งแกร่ง จนสามารถปรับปรุงพัฒนาศักยภาพตนเองให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น หรือการ "ซ่อม" ลงโทษเพื่อให้นักกีฬาหรือทหารนั้น ๆ เข้าใจในกฏระเบียบ และวินัยเพื่อปรับวิสัยตนเองให้เข้ากับบรรทัดฐานของทีมหรือกองทัพ

การ "ซ่อม" จึงเป็นการกระทำที่มีจุดมุ่งหมายในทางบวก ไม่ใช่การลงโทษเพื่อความสะใจของผู้ลงโทษ ไม่ใช่การลงมือกระทำเพื่อกลั่นแกล้ง และไม่ใช่การ"รุมซ้อม" ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด ๆ ทั้งสิ้น

ในสมัยที่ผมเริ่มฝึกเคนโด้ใหม่ ๆ ก็ถูกอาจารย์ทั้งที่เป็นคนเกาหลีและคนญี่ปุ่น "ซ่อม" มาหลายครั้งหลายหน โดยการซ่อมที่ถูกต้องนั้น คนซ่อมจะต้องเป็นคนมีประสบการณ์ระดับอาจารย์ที่จะเฝ้าสังเกตอาการลูกศิษย์อย่างพินิจพิเคราะห์ และสั่งหยุดทันทีเมื่อเห็นว่าผู้ถูกซ่อมไม่สามารถจะฝึกหรือรับการลงโทษต่อไปได้

การที่กล่าวว่าโดน "ซ่อม" จนสลบนั้น จึงไม่ใช่คำกล่าวที่น่าภาคภูมิใจ หรือควรเป็นเยี่ยงอย่าง เพราะถือว่า ผู้คุมซ่อมละเลยหน้าที่ของตนเอง

ปัญหาที่เกิดขึ้นในการ "ซ่อม" จนบาดเจ็บหรือเสียชีวิตนั้นก็คือ ผู้สั่งการซ่อม ไม่ใส่ใจในอาการผู้ถูกซ่อม ผู้สังการซ่อม เป็นแค่รุ่นพี่ หรือทหารยศสูงกว่าที่ไม่มีประสบการณ์ หรือหนักกว่านั้น คือเข้าใจคำว่า "ซ่อม" ว่าเป็นการ "รุมซ้อม"

การ "ซ่อม" ที่เกินเลย จนเกิดการผิดพลาด ย่อมต้องถือว่าเป็นความผิดของผู้สั่งซ่อม ซึ่งต้องรับผิดชอบตามความผิดนั้น เพื่อให้การ"ซ่อม"ไม่ใช่การใช้อำนาจอย่างไร้ขีดจำกัดด้วยความมั่นใจว่า อย่างไร ก็ไม่มีใครเอาผิดตนได้นะครับ

ปล. สาเหตุที่น้องทหารท่านนั้นเสียชีวิต อาจไม่ได้เกิดจากการ"ซ่อม" แต่ที่เขียนมานี่ ก็เพราะคำพูดของผู้ใหญ่บางท่านเอง ที่พูดราวกับว่า การซ่อมที่เกินเลย การซ่อมอย่างไร้ความรับผิดชอบเป็นเรื่องปรกติ ซึ่งผมรับไม่ได้ครับ

ศาสตราจารย์ ดร.นพนันท์ อรุณวงศ์ ณ อยุธยา แห่ง University of International Business and Economics ได้เขียนให้ข้อคิดที่น่าสนใจอย่างยิ่งเอาไว้ว่า

"ซ่อม" หรือถูกทำโทษนั้นเป็นเรื่องธรรมดาสำหรับนักเรียนเตรียมทหาร

ซ่อมจนสลบนั้นเป็นเรื่องปรกติ แต่ซ่อมโดยการถูกชกต่อยนั้นไม่ธรรมดา ซ่อมจนซี่โครงหักนั้นก็ไม่ธรรมดา ซ่อมจนตายนั้นยิ่งไม่ธรรมดา

นักเรียนเตรียมทหารปี 1 ไม่ใช่ นักเรียนแผนกวิชารบพิเศษ ไม่มีการฝึกปัญหาเชลย ไม่มีการถูกซ้อม เตะ กระทืบ เฆี่ยนตี ไฟลน โปรยรังมดแดง ผูกตา ผูกขา ผูกมือแล้วโยนลงทะเล ฯลฯ

เพิ่งเข้าไปเรียนได้แค่เดือนเดียว ยิงปืนสักนัดก็ยังไม่ได้ยิง อายุแค่ 19 ปี ร่างกายแข็งแรง ดึงข้อทดสอบเข้าเรียนได้ถึง 20 ครั้งนั้นไม่ธรรมดา รบพิเศษนาวิกโยธิน (รีคอน) ยังมีเกณฑ์ผ่านทดสอบแค่ 9 ครั้ง

หากแค่ถูกซ่อมโดยการวิ่ง ลุกนั่ง ดันพื้น ดึงข้อ แทงปลาไหล ม้วนหน้า ม้วนหลัง ฯลฯ ตามระเบียบของกองทัพ คงยากที่จะทำให้ห้วใจวายตายพร้อมด้วยซี่โครงหัก

รัฐบาลและกองทัพควรดำเนินการอย่างโปร่งใสตรงไปตรงมา ตั้งข้อหาทั้งวินัยและอาญาต่อผู้ควบคุมการฝึก ไม่ว่า "ฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา" "ทำร้ายร่างกายเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย" หรือ "กระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย" ตามพฤติการณ์ที่เกิดขึ้นจริง

กองทัพแห่งชาติไม่ใช่กองโจร และไม่ใช่กองกำลังส่วนตัวของใคร ระเบียบวินัยนั้นไม่ได้มีแค่สำหรับผู้ใต้บังคับบัญชาให้ปฏิบัติ แต่มีสำหรับผู้บังคับบัญชาให้ปฏิบัติด้วยเช่นกัน

ความเชื่อมั่นและศรัทธาของประชาชนที่มีต่อกองทัพนั้นสำคัญ เรือลอยอยู่ได้เพราะน้ำหนุน แต่เรือก็คว่ำจมได้เพราะน้ำเช่นกัน

คำพูดบางคำพูดของผู้มีอำนาจนั้นซ่อมไม่ได้จริง ๆ เกินกว่าจะซ่อมได้
เขาชื่อป้อม   เคยโดนซ่อมจนสลบไสล
สมองถูกควักออกไป   จนป่านนี้ยังไม่ได้เอาใส่คืน

เรืองเดช มวจ.และนญล. จันทรคีรี


ไม่น่าเชื่อว่าการเสียชีวิตของนักเรียนเตรียมทหารคนหนึ่งจะทำให้รองนายกรัฐมนตรีสูญเสียความเป็นมนุษย์ พูดได้ราวกับเกิดมาจากกระบอกไม้ไผ่ ไม่เคยมีพ่อมีแม่ ไม่เข้าใจและไม่เห็นใจหัวอกของคนเป็นพ่อเป็นแม่ที่สูญเสียเลือดในอก

การพูดเช่นนี้จะทำให้รัฐบาลเสียความนิยมเป็นอย่างมาก และนายกรัฐมนตรีน่าจะพิจารณาให้ถ้วนถี่ในช่วงของการปรับคณะรัฐมนตรี คำพูดแบบนี้จะทำลายรัฐบาลได้อย่างรวดเร็ว ขอฝากให้นายกรัฐมนตรีช่วยพิจารณาด้วย
กำลังโหลดความคิดเห็น...