xs
xsm
sm
md
lg

ผู้จัดการสุดสัปดาห์

x

สงครามน้ำ

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


"ปัญญาพลวัตร"
"พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต"

สังคมไทยยุคสมัยนี้มีมุมมองไปในทางที่เป็นปรปักษ์กับน้ำ มองน้ำด้วยความหวาดกลัว ทำให้มีความพยายามเข้าไปจัดการหรือทำสงครามกับน้ำ ประสงค์จะกำราบน้ำให้สยบอยู่ภายใต้การควบคุม ทุ่มเททรัพยากรลงไปอย่างมหาศาลเพื่อการนี้ แต่ดูเหมือนว่ายิ่งทำไป ยิ่งใช้ยุทธศาสตร์มากเท่าไร ชัยชนะที่คาดหวังไว้กลับห่างไกลยิ่งขึ้น

กระแสคลื่นของความตื่นกลัวน้ำ เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล ตั้งแต่เกิดเหตุมหาอุทกภัยปี 2554 กล่าวได้ว่ารัฐไทยประสบความพ่ายแพ้อย่างยับเยินต่อมวลวารีที่ทะลักหลากเข้ามาบุกรุกพื้นที่ราบลุ่มภาคกลางและนครหลวงของประเทศ หลากชีวิตต้องจบสิ้นลง และทรัพย์สินของผู้คนที่อาศัยในบริเวณดังกล่าวก็ถูกทำลายเสียหายอย่างไม่อาจประมาณได้

หลังจากพ่ายศึกน้ำในครั้งนั้น รัฐไทยได้ดำเนินการจัดตั้งคณะกรรมการขึ้นหลายชุด ระดมหน่วยงานทั้งเก่าและใหม่เพื่อรับมือหลายหน่วยงาน มีการประชุมกันนับครั้งไม่ถ้วน มีการวางแผนยุทธศาสตร์บริหารจัดการน้ำที่ทุ่มเทงินงบประมาณมหาศาลนับแสนล้านบาท มีการคิดและทำโครงการนับร้อยพันโครงการจนกล่าวได้ว่า “น้ำ” เป็นเหตุผลที่สร้างความชอบธรรมแก่หน่วยงานในการขอใช้งบประมาณกันอย่างสนุกสนาน

ในภาคเอกชน โดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรมก็เช่นเดียวกัน มีการระดมทรัพยากรเพื่อสร้างกำแพงเป็นแนวป้องกันน้ำ มิให้รุกล้ำเข้าไปสู่อาณาจักรโรงงานของตนเอง ประดุจป้องกันข้าศึกมิปาน ส่วนชาวบ้านชาวเมือง ก็มีแบบแผนความคิดไม่แตกต่างกัน นั่นคือการสร้างแนวป้องกันการรุกล้ำของน้ำกันทั่วหน้า โดยเฉพาะผู้ที่ตั้งถิ่นฐานติดกับลำน้ำ หรือผู้ที่เคยมีประสบการณ์ถูกน้ำท่วมมาแล้ว

หากมองย้อนไปในอดีต อันที่จริงหน่วยงานของรัฐหลายหน่วยงานที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับเรื่องน้ำก็ได้ดำเนินการจัดการน้ำมาอย่างต่อเนื่องยาวนานหลายสิบปีแล้ว แต่ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นกลับกลายเป็นว่า ยิ่งทำก็ยิ่งไม่อาจควบคุมจัดการน้ำได้อย่างที่ต้องการ ความเสียหายที่เกิดจากการความพยายามเข้าไปควบคุมน้ำกลับปรากฎมากยิ่งขึ้น

เราลองมาประมวลหลักคิดและวิธีการจัดการน้ำที่ผ่านมาว่ามีอะไรบ้าง หลักคิดรากฐานต่อ “น้ำ” ของรัฐราชการไทยและทุนอุตสาหกรรมเป็นหลักคิดแบบตะวันตก นั่นคือ น้ำเป็นวัตถุธรรมชาติที่ไร้ชีวิตหรือเป็นทรัพยากรธรรมชาติที่มนุษย์ต้องตักตวงนำมาใช้เป็นประโยชน์ให้มากที่สุด เพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจทั้งในภาคอุตสาหกรรม ภาคเกษตร และภาคบริการ วิธีคิดแบบนี้เป็นการมองน้ำแบบแยกส่วนออกจากระบบนิเวศน์สังคมของมนุษย์โดยรวม ภายใต้ทัศนะแบบนี้ทำให้น้ำกลายเป็นเพียงเครื่องมือในการรับใช้มนุษย์ และในทางกลับกัน น้ำก็อาจกลายเป็นศัตรูในการทำลายล้างมนุษย์ได้เช่นเดียวกัน วิธีคิดแบบนี้ก่อตัวมาเป็น “วัฒนธรรมแบบคนแยกน้ำ”

วิธีการจัดการน้ำภายใต้ “วัฒนธรรมแบบคนแยกน้ำ” จึงออกมาในรูปแบบของการจัดการน้ำด้วยการ“หยุด” “กัก” “ขัง” “กั้น” และ “ไล่” น้ำ รูปธรรมที่เราเห็นได้อย่างชัดเจนคือ การสร้างเขื่อนเพื่อหยุดการไหลของน้ำ กักและขังน้ำให้อยู่นิ่งๆ และปล่อยออกมาตามที่ต้องการในแต่ละช่วง ครั้นน้ำไหลทะลักมามากเกินความต้องการ ก็รีบ “ไล่” ออกไปให้พ้นตัว ด้วยเครื่อง “ดันน้ำ”

ในการควบคุมการไหลของน้ำตามลำคลองต่างๆ เราสร้าง “ประตูน้ำ” ขึ้นมา แต่หลายครั้งหลายคราที่เจ้า “ประตูน้ำ” นี้สร้างความขัดแย้งระหว่างผู้คนที่อยู่เหนือกับคนที่อยู่ใต้มัน บางพื้นที่มีความขัดแย้งอย่างรุนแรง ยืดเยื้อ และยาวนาน ขณะที่บางพื้นที่ความขัดแย้งเกิดขึ้นเป็นระยะๆ ส่วนในเมืองหลวงอย่างกรุงเทพมหานครก็ยังมีสิ่งประดิษฐ์ที่เรียกว่า “อุโมงค์น้ำ” เพื่อใช้ระบายน้ำไล่น้ำที่ไม่ต้องการออกไปโดยเร็ว แต่ว่าเมื่อเจอกับบททดสอบที่หนักหน่วง กลายเป็นว่า เจ้าอุโมงค์น้ำนี้ หาได้มีประสิทธิผลดังคำคุยโวของผู้สร้างแต่อย่างใด

เมื่ออยากให้ลำคลองเก็บน้ำได้มากขึ้นและไหลเร็วขึ้น สิ่งที่คิดและทำคือการขุดลอกคลอง หนอง บึง สำหรับในบางพื้นที่นอกเขตเมืองในต่างจังหวัด หากคลองหรือลำน้ำใดมีต้นไม้สองข้าง ก็จะตัดต้นไม้ออกแล้วทำเป็นคันหรือไม่ก็เป็นถนนเลียบคลองขึ้นมา เพื่อกั้นแยกลำน้ำออกจากชุมชน ส่วนในเขตเมือง นอกขุดลอกแล้ว สิ่งที่นิยมทำกันในยามนี้คือ การสร้างกำแพงขวางกั้นระหว่างแม่น้ำลำคลองกับตัวเมือง หากใครยังไม่เคยเห็น ลองเดินทางไปยังจังหวัดที่มีแม่น้ำไหลผ่านตัวเมือง ก็ได้พบเห็นนวัตกรรม “กำแพงแม่น้ำ” ผุดขึ้นดังดอกเห็ด

ในสามสี่ปีที่ผ่านมาหน่วยงานของรัฐทั้งส่วนกลาง ภูมิภาค และท้องถิ่นได้นำเงินงบประมาณแผ่นดินจำนวนมหาศาลไปละเลงและละลายกับการขุดลอก แม่น้ำ คู คลอง หนองบึง และสร้างกำแพงกั้นแม่น้ำ การหาประโยชน์จาก “น้ำ” จึงเกิดขึ้นอย่างเป็นล่ำเป็นสัน

ไม่เพียงแต่การหาประโยชน์จากประเด็น “การมีน้ำมาก” หรือ “น้ำท่วม” เท่านั้น การขาดน้ำก็ถูกนำไปหาประโยชน์ได้พอๆกัน ซึ่งรู้จักกันในนาม “ภัยแล้ง” โครงการต่างๆ ภายใต้ข้ออ้างว่า ต้องเตรียมการหาพื้นที่กักเก็บน้ำเอาไว้ใช้ในยามขาดแคลนถูกผลักดันขึ้นมามากมาย บางหน่วยงานถึงกับวางแผนหมกเม็ดซื้อน้ำจากต่างประเทศในราคาแสนแพง ดีที่เรื่องถูกแฉออกมาเสียก่อน และถูกสังคมวิจารณ์อย่างรุนแรง จนทำให้รีบต้องเก็บเรื่องเอาไว้ แต่หากเผลอเมื่อไร โครงการอัปลักษณ์แบบนี้ก็จะออกมาอาละวาดได้ทุกเมื่อ

ปรกฎการณ์เรื่องน้ำที่ผ่านมาย่อมเป็นสิ่งบ่งชี้ให้เห็นว่า หลักคิดและวิธีการจัดการน้ำของรัฐและหน่วยงานของรัฐไทยนั้นเป็นหลักคิดที่ผิดพลาด นอกจากไร้ประสิทธิผลผลแล้ว ยังเปิดโอกาสให้เจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องฉวยโอกาสแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ และสร้างปัญหาหนักหน่วงรุนแรงมากขึ้นตามลำดับ โดยเฉพาะการทำลายระบบนิเวศน์สายน้ำ และการสร้างผลกระทบต่อชุมชนริมน้ำ ดังนั้นหากรัฐยังไม่เปลี่ยนหลักคิด และยังดันทุรังทำงานโดยใช้แนวทางและวิธีการแบบเดิมๆ ปัญหาก็จะยิ่งขยายตัวมากขึ้น จนยากที่จะคลี่คลายลงไปได้ ไม่ว่าจะใช้หน่วยงานกี่หน่วยงาน คณะกรรมการสักกี่ชุด แผนยุทธศาสตร์กี่แผน หรืองบประมาณกี่แสนล้านบาทก็ตาม

หลักคิดที่ควรปรับคือ การหันกลับไปสู่ภูมิปัญญาดั้งเดิมของตะวันออก ผสานกับเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่เหมาะสมและเป็นมิตรกับธรรมชาติ หลักคิดและวัฒนธรรมดั้งเดิมเกี่ยวกับน้ำคือ การมองน้ำในฐานะ “พระแม่คงคา” หรือ การมองน้ำเป็นแหล่งกำเนิดชีวิต เป็นจิตวิญญาณและเปี่ยมด้วยชีวิตของสังคม รู้จักเคารพน้ำสร้าง “วัฒนธรรมคนร่วมน้ำ” ขึ้นมา

ด้วยหลักคิดแบบวัฒนธรรมคนร่วมน้ำจะนำไปสู่การศึกษาระบบนิเวศน์สายน้ำอย่างลึกซึ้ง จากระบบนิเวศน์ของแหล่งกำเนิดสายน้ำ สู่ระบบนิเวศน์ต้นน้ำ และระบบนิเวศน์กลางน้ำ หรือระบบนิเวศน์ของการน้ำในภาคเกษตร ภาคเมือง และภาคอุตสาหกรรม จวบจนไปถึง “ระบบนิเวศน์ปากน้ำ” ที่เชื่อมโยงระหว่างแม่น้ำกับทะเลและมหาสมุทร

เมื่อเข้าใจระบบนิเวศน์น้ำที่เชื่อมโยงกับมิติต่างๆของมนุษย์และสังคมแล้ว ก็จะทำให้ได้วิธีการอยู่ร่วมกับน้ำแบบใหม่ ที่ไม่ใช่การควบคุมน้ำแบบอหังการเช่นดังปัจจุบัน แต่เป็นการคิดแบบถ่อมตน นอบน้อม เคารพ และอยู่ร่วมกันกับสายน้ำดังที่บรรพบุรุษของเราเคยทำในอดีต

แนวทางและวิธีการพื้นฐานภายใต้วัฒนธรรมคนร่วมน้ำ คือ การใช้หลักคิดที่ว่า ต้นไม้กับสายน้ำจะต้องอยู่ร่วมกัน ดังนั้นในการพื้นฟูลำน้ำจะต้องไม่ตัดต้นไม้ริมน้ำ ในทางกลับกันจะต้องปลูกต้นไม้แนวริมแม่น้ำภายในรัศมีอย่างน้อยห้าเมตรเพื่อสร้างป่าเล็กๆริมแม่น้ำขึ้นมา หากพื้นที่ใดที่มีน้ำเชี่ยวไหลแรงก็สร้าง “ฝายมีชีวิต” อันเป็นภูมิปัญญาดั้งเดิมของชาวบ้านเพื่อช่วยชะลอน้ำ ส่วนการสร้างบ้านในพื้นที่ลุ่มน้ำ ก็ใช้สถาปัตยกรรมเรือนไทยเป็นตัวแบบ ซึ่งสามารถทำให้คนอยู่ร่วมกับน้ำได้อย่างราบรื่น

สิ่งสำคัญที่สุดในการสร้างวัฒนธรรมคนร่วมน้ำคือ การให้ประชาชนในพื้นที่มีส่วนร่วมในการสร้างสรรค์และออกแบบระบบนิเวศน์ของชุมชนน้ำ โดยผสานภูมิปัญญาท้องถิ่นกับเทคโลยีสมัยใหม่ที่เหมาะสม เพื่อทำให้คนสามารถอยู่ร่วมกับน้ำได้อย่างเป็นมิตร หากทำได้ ผมคิดว่าในอนาคต ความเป็นปรปักษ์ระหว่างคนกับน้ำก็จะลดลง และสงครามระหว่างคนกับน้ำก็จะยุติได้ในที่สุด


กำลังโหลดความคิดเห็น...