xs
xsm
sm
md
lg

เตือน34จว.ลุ่มน้ำ อิทธิพลพายุ"ขนุน"ท่วมฉับพลัน

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: MGR Online

ผู้จัดการรายวัน360- กรมอุตุฯ ประกาศ "พายุขนุน" ไม่กระทบไทยโดยตรง แต่อาจส่งผลให้เกิดฝนตกหนักต่อเนื่อง ในภาคเหนือ กลาง ตะวันออก และอีสาน ปภ.เตือน 34 จังหวัดลุมน้ำ รับมือน้ำท่วมฉับพลัน ตลอดเดือนต.ค.นี้ กรมชลฯ เผยระดับน้ำใต้เขื่อนเจ้าพระยาจะเพิ่มสูงขึ้น อยุธยาประกาศ 6 อำเภอ 409 หมู่บ้าน เป็นพื้นที่ภัยพิบัติน้ำท่วม ส่วนในภาคอีสาน ลุ่มน้ำชี 6 จังหวัด น้ำท่วมพื้นที่การเกษตรแล้วกว่า 1.7 แสนไร่ ภาคใต้น้ำป่าจากเทือกเขาพะโต๊ะ ไหลบ่ากัดเซาะถนนสายชุมพร-ระนอง ขาด

ประกาศกรมอุตุนิยมวิทยา ฉบับที่ 10 เมื่อเวลา 16.00 น. วานนี้ (15 ต.ค.) รายงานว่า พายุไต้ฝุ่น“ขนุน”(KHANUN)บริเวณทะเลจีนใต้ตอนบน มีศูนย์กลางอยู่ทางด้านตะวันออกของเกาะไหหลำ ประเทศจีน หรือที่ ละติจูด 20.6 องศาเหนือ ลองจิจูด 112.6 องศาตะวันออก ความเร็วลมสูงสุดใกล้ศูนย์กลางประมาณ 120 กม.ต่อชั่วโมง กำลังเคลื่อนตัวทางทิศตะวันตกค่อนทางเหนือ ด้วยความเร็ว 28 กม.ต่อชั่วโมง

คาดว่า พายุนี้จะเคลื่อนผ่านเกาะไหหลำ ประเทศจีน เข้าสู่อ่าวตังเกี๋ยในวันนี้ (16 ต.ค. 60) และจะอ่อนกำลังลงอย่างรวดเร็ว โดยเปลี่ยนทิศทางลงมาทางใต้ และมีแนวโน้มเคลื่อนขึ้นชายฝั่งเวียดนามตอนกลาง ทั้งนี้เนื่องจากบริเวณความกดอากาศสูงจากประเทศจีนได้แผ่ลงมาปกคลุมประเทศเวียดนามและลาวตอนบน พายุนี้ไม่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อประเทศไทย

อนึ่ง ร่องมรสุมพาดผ่านภาคกลางตอนล่าง ภาคใต้ตอนบน และภาคตะวันออก ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามันและภาคใต้มีกำลังแรงขึ้น ลักษณะเช่นนี้ทำให้ประเทศไทยมีฝนตกต่อเนื่อง และมีฝนตกหนักบางแห่ง จึงขอให้ประชาชนติดตามประกาศจากกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างใกล้ชิดในระยะนี้

ขณะที่พยากรณ์อากาศ 24 ชั่วโมงข้างหน้า ลงวันที่ 15 ตุลาคมระบุว่า ประเทศไทยมีฝนตกต่อเนื่อง และมีฝนตกหนักบางพื้นที่บริเวณภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ฝั่งตะวันตก เว้นแต่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีฝนน้อยกว่าภาคอื่นๆ ขอให้ประชาชนบริเวณดังกล่าวระวังอันตรายจากฝนตกหนักและฝนที่ตกสะสมไว้ด้วย ส่วนคลื่นลมในทะเลอันดามันและอ่าวไทย มีกำลังแรงขึ้นโดยมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร

เตือน 34จว.รับมือน้ำท่วมฉับพลัน

นายชยพล ธิติศักดิ์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เปิดเผยว่า ขณะนี้สถานการณ์น้ำในหลายพื้นที่ อยู่ในระดับเฝ้าระวัง และระดับวิกฤติ โดยเฉพาะบริเวณแม่น้ำที่มีปริมาณน้ำจากทางตอนบนไหลมาสมทบ หรือมีฝนตกในพื้นที่รับน้ำบริเวณลุ่มน้ำ การเพิ่มขึ้นของระดับน้ำในแม่น้ำสายต่างๆ จะส่งผลให้เกิดน้ำล้นตลิ่ง น้ำท่วมขัง น้ำไหลหลากในพื้นที่ลุ่มต่ำริมน้ำ และน้ำท่วมฉับพลัน ในพื้นที่นอกแนวคันกั้นน้ำ

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันนี้ ถึงวันที่ 30 ต.ค.นี้ ทาง ปภ.ได้ประสาน 34 จังหวัดริมแม่น้ำ ในพื้นที่ ภาคเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ให้เฝ้าระวัง ประกอบด้วย

แม่น้ำลาว ได้แก่ จ.เชียงราย , แม่น้ำยม ได้แก่ จ.แพร่ พิษณุโลก สุโขทัย และพิจิตร , แม่น้ำปิง ได้แก่ จ.เชียงใหม่ ลำพูน ตาก และกำแพงเพชร

แม่น้ำเจ้าพระยา ได้แก่ จ.นครสวรรค์ ชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี นนทุบรี และ สมุทรปราการ , แม่น้ำป่าสัก ได้แก่ จ.เพชรบูรณ์ และลพบุรี , แม่น้ำสะแกกรัง ได้แก่ จ.อุทัยธานี , แม่น้ำท่าจีนได้แก่ จ.สุพรรณบุรี และนครปฐม , แม่น้ำชี ได้แก่ จ.หนองบัวลำภู ชัยภูมิ ขอนแก่น มหาสารคาม ร้อยเอ็ด ยโสธร และกาฬสินธุ์ , แม่น้ำมูล ได้แก่ จ.นครราชสีมา บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี เตรียมพร้อมรับมือผลกระทบจากปริมาณน้ำที่เพิ่มสูงขึ้น

โดยติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด ควบคุมการเปิด -ปิด การระบายน้ำให้สอดคล้องกับระดับการขึ้น - ลง ของน้ำทะเล พร้อมจัดเจ้าหน้าที่เฝ้าระวังสถานการณ์ วิเคราะห์แนวโน้มและปัจจัยเสี่ยงจากปริมาณน้ำท่า น้ำฝน รวมถึงปริมาณน้ำไหลผ่าน หากสถานการณ์มีแนวโน้มขยายวงกว้าง ให้จัดชุดเจ้าหน้าที่พร้อมวัสดุอุปกรณ์ เครื่องจักรกลด้านสาธารณภัย เตรียมพร้อมปฏิบัติการแก้ไขปัญหาและช่วยเหลือประชาชนอย่างทันท่วงที พร้อมแจ้งเตือนประชาชนที่อาศัยในพื้นที่เสี่ยงภัย ให้ขนย้ายสิ่งของขึ้นที่สูง ปฏิบัติตามประกาศเตือนภัยอย่างเคร่งครัด หากสถานการณ์รุนแรงให้อพยพไปยังพื้นที่ปลอดภัย

ทั้งนี้ ขอให้ประชาชนติดตามสถานการณ์น้ำการบริหารจัดการน้ำ การระบายน้ำ และพยากรณ์อากาศ รวมถึงปริมาณฝนในพื้นที่ หากมีประกาศเตือนภัยให้ปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด กรณีได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ภัยสามารถติดต่อได้ทางสายด่วนนิรภัย 1784 ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อประสานให้การช่วยเหลือโดยด่วนต่อไป

ระดับน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยาเพิ่ม

นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า ศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ(SWOC)กรมชลประทาน ได้ติดตามสถานการณ์น้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยา หลังจากที่ได้มีการทยอยเพิ่มการระบายน้ำผ่านท้ายเขื่อนเจ้าพระยา พบว่า ปริมาณน้ำทางตอนบน ที่สถานี C.2 อ.เมืองฯ จ.นครสวรรค์ มีน้ำไหลผ่าน 2,804 ลบ.ม.ต่อวินาที ระดับน้ำต่ำกว่าตลิ่ง 1.48 ม. เพิ่มขึ้นจากเมื่อวันที่ 14 ต.ค. 8 ซม. เขื่อนภูมิพล และเขื่อนสิริกิติ์ ยังคงงดการระบายน้ำ เพื่อเก็บกักน้ำในช่วงปลายฤดูฝนให้ได้มากที่สุด สำหรับสำรองไว้ใช้ในช่วงฤดูแล้งหน้า ที่กำลังจะมาถึงอีกใน 1 เดือนข้างหน้า ส่วนที่เขื่อนเจ้าพระยา มีปริมาณน้ำไหลผ่านท้ายเขื่อน 2,616 ลบ.ม.ต่อวินาที ทำให้ระดับน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยา ตั้งแต่เวลา 06.00 น. ของวันที่ 14 ต.ค. ถึง 06.00 น. วันที่ 15ต.ค. บริเวณ จ.สิงห์บุรี และอ่างทอง เพิ่มขึ้น 3 ซม. ส่วนที่ จ.พระนครศรีอยุธยา ระดับน้ำบริเวณบ้านป้อม จ.พระนครศรีอยุธยา เพิ่มขึ้น 4 ซม. ที่บริเวณบ้านบางหลวงโดด เพิ่มขึ้น 6 ซม. และบริเวณ อ.บางบาล เพิ่มขึ้น 3 ซม.

ทั้งนี้ กรมชลประทาน ได้บริหารจัดการน้ำ เพื่อลดผลกระทบในพื้นที่ตอนล่าง โดยการทดระดับน้ำ บริเวณเหนือเขื่อนเจ้าพระยาที่ไหลมาจาก จ.นครสวรรค์ เพื่อชะลอน้ำไว้ให้อยู่ในเกณฑ์ควบคุม พร้อมกับใช้ระบบชลประทานทั้งฝั่งตะวันออก และฝั่งตะวันตก รับน้ำเข้าไปอย่างเต็มศักยภาพ ปัจจุบันรับน้ำเข้าไปรวมกันวันละ 530 ลบ.ม.ต่อวินาที และใช้พื้นที่ลุ่มต่ำทั้งสองฝั่งรับน้ำเข้าไปเก็บไว้ในทุ่งต่างๆ รวม 12 ทุ่ง ช่วยบรรเทา และลดยอดปริมาณน้ำที่จะไหลผ่านลงสู่พื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่างได้มากกว่า 1,156 ล้าน ลบ.ม. ยังสามารถรับน้ำรวมกันได้อีกกว่า 340 ล้าน ลบ.ม.

สำหรับสถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ทั่วประเทศ ณ วันที่ 15 ต.ค. มีปริมาณน้ำในอ่างฯ รวมกันทั้งสิ้น 57,036 ล้านลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 81 ของความจุอ่างฯรวมกันทั้งหมด เป็นน้ำใช้การได้ 33,509 ล้านลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 47 สามารถรองรับน้ำได้อีก 14,195 ล้าน ลบ.ม. เฉพาะลุ่มน้ำเจ้าพระยา 4 เขื่อนหลักมีปริมาณน้ำรวมกันทั้งสิ้น 19,111 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 77 ของความจุอ่างฯ รวมกันทั้งหมด มีปริมาณน้ำใช้การได้ 12,415 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 68 สามารถรองรับปริมาณน้ำได้รวมกันอีกกว่า 5,765 ล้าน ลบ.ม.

อยุธยา 6 อำเภอเป็นพื้นที่ภัยพิบัติ

สถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ท้ายเขื่อนเจ้าพระยา ใน อ.สรรพยา จ.ชัยนาท พบว่ามีบ้านเรือนประชาชนถูกน้ำท่วมไปแล้วกว่า 2,300 หลังคาเรือน ใน 7 ตำบล คือ ต.เขาแก้ว ต.ตะหลุก ต.บางหลวง ต.หาดอาษา ต.สรรพยา ต.โพนางดำออก และ ต.โพนางดำตก

ล่าสุดเกิดแนวกระสอบทรายกั้นน้ำใน ต.โพนางดำออก พังทลาย จากแรงดันของน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา มีมวลน้ำมหาศาลทะลักเข้าท่วมบ้านเรือนประชาชน ในชุมชนวัดมะปราง และบริเวณใกล้เคียง ทำให้ประชาชนบางส่วนต้องขนของอพยพขึ้นมา พักอาศัยกินมานอนอยู่ในเพิงพักชั่วคราวริมถนน ซึ่งจากจำนวนผู้อพยพที่ขึ้นมาอยู่ริมถนน ทำให้การหุงหาอาหารไม่สะดวก ส่งผลให้ร้านอาหารประเภทจานด่วน อย่างก๋วยเตี๋ยว และอาหารตามสั่ง มียอดขายที่เพิ่มขึ้นกว่า 2 เท่าตัว เพราะลูกค้าส่วนใหญ่บอกว่าสถานที่ในปัจจุบันไม่เอื้ออำนวยต่อการปรุงอาหารเอง

เมื่อตรวจสอบที่เขื่อนเจ้าพระยา ต.บางหลวง อ.สรรพยา จ.ชัยนาท พบว่าปริมาณน้ำเหนือที่ผ่าน จ.นครสวรรค์ เข้าสู่เขื่อนเจ้าพระยายังคงสูงขึ้นโดยวัดได้ 2,814 ลบ.ม. ต่อวินาที ขณะที่เขื่อนเจ้าพระยา คงการระบายน้ำไว้ที่ 2,616 ลบ.ม. ต่อวินาที ส่งผลให้ระดับน้ำท้ายเขื่อนเริ่มทรงตัวอยู่ที่ 15.85 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง

นายสุจินต์ ไชยชุมศักดิ์ ผวจ.พระนครศรีอยุธยา ประกาศให้ 6 อำเภอ ในพื้นที่ อาทิ อ.พระนครศรีอยุธยา , อ.เสนา ,อ.ผักไห่ ,อ.บางบาล ,อ.บางปะอิน และอ.บางไทร รวม 67 ตำบล 409 หมู่บ้าน เป็นเขตภัยพิบัติอุทกภัยอย่างเป็นทางการ และยังประกาศให้เขตชุมชนฝั่งตรงข้ามเกาะเมือง-ชุมชนริมแม่น้ำนอกเขตคันกั้นน้ำเป็นพื้นที่ภัยพิบัติเช่นกัน

ส่วนที่ จ.อ่างทอง เริ่มวิกฤตขาดแคลนเต็นท์ช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม หลังเขื่อนเจ้าพระยาระบายน้ำลงสู่ท้ายเขื่อนอย่างต่อเนื่อง ทำให้มีผู้ประสบภัยน้ำท่วมขยายวงกว้าง ล่าสุด มวลน้ำได้ไหลเอ่อเข้าท่วมบ้านเรือนประชาชนแล้ว จำนวน 25 ตำบล 71 หมู่บ้าน รวมทั้งหมด 1,567 หลังคาเรือน ใน 5 อำเภอ คือ อ.เมืองฯ อ.วิเศษชัยชาญ อ.ป่าโมก อ.ไชโย และอ.โพธิ์ทอง และล่าสุดมีระดับน้ำสูงเลยจุดวิกฤต ที่ 8 เมตรแล้ว โดยบริเวณสถานีวัดระดับน้ำ C7A หน้าศาลากลางจังหวัดอ่างทอง มีระดับอยู่ที่ 8.79 ม. จากระดับตลิ่ง 9.32 มีปริมาณน้ำไหลผ่าน 2,590 ลบ.ม.ต่อวินาที

นายวีร์รวุทธ์ ปุตระเศรณี ผวจ.อ่างทอง พร้อมด้วย นางทักษณิภร ปุตระเศรณี นายกเหล่ากาชาดจังหวัดอ่างทอง และเหล่ากาชาดจังหวัดอ่างทอง ได้นำเครื่องอุปโภคบริโภคมามอบให้ นางวงเดือน อ่องลออ ผู้ประสบอุทกภัย ที่ใช้ไม่ไผ่ทำเป็นเต็นท์เพิงพักได้ดำเนินการประสานขอเต็นท์ช่วยเหลือผู้ประภัยน้ำท่วมจากศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เขต 16 ชัยนาท ในการนำเต็นท์มาทำการช่วยเหลือผู้ประสบภัยจำนวน 2 เต้นท์ อย่างเร่งด่วนต่อไป

ลุ่มน้ำชี 6 จังหวัดอีสานยังอ่วม

ศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ (SWOC)กรมชลประทาน รายงานสถานการณ์น้ำ วันที่ 15 ต.ค.60 มีสถานการณ์น้ำท่วมในบริเวณ ลุ่มน้ำปิง คือที่ จ.เชียงใหม่ พื้นที่น้ำท่วม 2 อำเภอ ได้แก่ อ.หางดง และ อ.สันป่าตอง เนื่องจากเมื่อวันที่ 12 ต.ค.ที่ผ่านมา เวลา 02.00 น. เกิดน้ำป่าไหลหลากเข้าท่วมที่พักอาศัย เส้นทางคมนาคม ถนนสาย 108 เชียงใหม่–หางดง ปริมาณน้ำลดลงเข้าสู่ภาวะปกติ แต่ยังคงมีพื้นที่น้ำท่วมขังในพื้นที่ลุ่มต่ำ คาดว่าจะเข้าสู่ภาวะปกติภายใน 10-12 ชม.

ส่วนที่ ลุ่มน้ำชี พื้นที่น้ำท่วมรวม 173,797 ไร่ แยกเป็นรายจังหวัดได้ดังนี้ จ.ยโสธร พื้นที่น้ำท่วมลุ่มต่ำทางการเกษตรในพื้นที่ 3 อำเภอ ได้แก่ อ.ค้อวัง อ.คำเขื่อนแก้ว และ อ.เมืองฯ เนื่องจากน้ำเอ่อล้นตลิ่งจากแม่น้ำชีเข้าท่วมพื้นที่การเกษตร 87,035 ไร่ จ.ร้อยเอ็ด พื้นที่น้ำท่วมลุ่มต่ำทางการเกษตรในพื้นที่ 1 อำเภอ ได้แก่ อ.พนมไพร เนื่องจากน้ำเอ่อล้นตลิ่งจากแม่น้ำชีเข้าท่วมพื้นที่การเกษตร 15,362 ไร่ จ.ชัยภูมิ ปัจจุบันมีน้ำไหลเอ่อเข้าท่วมพื้นที่การเกษตร และชุมชนโดยรอบบึงละหาน ต.บ้านกอก ต.ละหาน ต.หนองใหญ่ อ.จัตุรัส ริมฝั่งลำน้ำชีท้ายบึงละหาน และ อ.บ้านเขว้า การช่วยเหลือได้แจ้งเตือนให้ประชาชนรับทราบสถานการณ์ จ.ศรีสะเกษ น้ำท่วมพื้นที่การเกษตรใน อ.กันทรารมย์ เนื่องจากน้ำเอ่อล้นตลิ่งรวมพื้นที่น้ำท่วม 3,000 ไร่ จ.มหาสารคาม มีน้ำล้นตลิ่งเข้าท่วมพื้นที่ใน 4 อำเภอ ได้แก่ อ.โกสุมพิสัย อ.กันทรวิชัย และ อ.เมืองฯ และ อ.เชียงยืน มวลน้ำได้ไหล่บ่าเข้าพื้นที่การเกษตร ซึ่งระดับน้ำทรงตัวหรือเพิ่มขึ้นเล็กน้อย การให้ความช่วยเหลือ ชลประทานจังหวัดได้ติดตั้งเครื่องสูบน้ำเคลื่อนที่ เครื่องสูบน้ำด้วยไฟฟ้า และเครื่องจักรเพื่อเสริมคันกั้นน้ำ จ.อุบลราชธานี พื้นที่น้ำท่วม 2 อำเภอ ได้แก่ อ.เมืองฯ และ อ.เขื่องใน รวมพื้นที่น้ำท่วม 68,400 ไร่

น้ำป่าเซาะถนนชุมพร-ระนองขาด

เมื่อเวลา 12.30 น.วันที่ 15 ต.ค. ที่ถนนสาย อ.หลังสวน จ.ชุมพร ไป จ.ระนอง บริเวณหลัก กม.ที่ 26-27 หมู่ที่ 1 ต.พะโต๊ะ อ.พะโต๊ะ จ.ชุมพร น้ำป่าจากภูเขาพะโต๊ะ ไหลลงมายังขอบถนน บางส่วนไหลท่วมพื้นผิวจราจร อีกส่วนหนึ่งไหลกัดเซาะดินใต้ถนน ผิวการจราจรที่ลาดด้วยยางมะตอยเอสฟัสซ์ทรุดถล่มลง

ทั้งนี้ ภายหลังเกิดฝนตกติดต่อกันมาหลายวันใน อ.พะโต๊ะ ทำให้เกิดน้ำป่าที่สะสมบนภูเขาพะโต๊ะ ไหลลงมาจากภูเขาสูง ไหลข้ามถนน ลงไปในแม่น้ำหลังสวน ที่อยู่อีกด้านของถนน ทำให้ผิวการจราจรที่จุดดังกล่าว ซึ่งมีความยาวประมาณ 300 เมตร ได้ทรุดตัวลงอย่างรวดเร็ว ทำให้ถนนขาดทันที อย่างไรก็ตาม ทางจังหวัดได้พยายามถมผิวการจราจร เพื่อให้รถที่ความจำเป็นต้องผ่านจุดดังกล่าว สามารถผ่านไปได้ แต่ ต้องระมัดระวังอย่างมาก เพราะถ้าพลาดตกลงไปริมถนน อาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ เนื่องจากมีความสูงมาก

ดินสไลด์ต้นไม้โค่นทับทางขึ้นดอยสุเทพ

นายไพรินทร์ ลิ่มเจริญ ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย จ.เชียงใหม่ เปิดเผยว่า จากฝนที่ตกอย่างหนักตลอดทั้งคืน วัดปริมาณได้กว่า 120 มม. ทำให้บนเส้นทางถนนศรีวิชัย จากหน้าลานอนุสาวรีย์ครูบาเจ้าศรีวิชัย ทางขึ้นวัดพระธาตุดอยสุเทพราชวรวิหารตลอดถึงหน้าพระตำหนักภูพิงค์ฯ บ้านม้งดอยปุย มีดินสไลด์ทับผิวถนนตามรายทางหลายจุด เป็นระยะๆ อีกทั้งมีต้นไม้ใหญ่ล้มขวางถนน ไม่ต่ำกว่า 5 จุด จึงได้ประสานนายอำเภอเมือง เชียงใหม่ เจ้าหน้าที่ ปภ. ปกครองและเทศบาลตำบลสุเทพ ส่งชุดปฏิบัติการกำลังผสมเข้าดำเนินการแก้ไขแล้ว แต่มีเหตุตลอดเส้นทาง เนื่องจากฝนสะสม ทำให้ดินแต่ละจุดข้างทางขึ้นเขามีความเสี่ยงสไลด์ จึงได้ประสานเพื่อแจ้งเตือนนักท่องเที่ยวที่จะขึ้นดอยสุเทพระยะนี้ด้วย

นอกจากนี้ยังได้รับข้อสั่งการจาก ผวจ.เชียงใหม่ไปยังนายอำเภอทุกพื้นที่ ประสานองค์กรท้องถิ่นและเครือข่ายเพื่อเฝ้าระวังภัยธรรมชาติช่วงที่มีฝนตกหนักนี้ เพราะทุกพื้นที่โดยเฉพาะที่อยู่ใกล้ทางน้ำหลาก ที่ลาดเขิงเขา กว่า 900 หมู่บ้าน จะมีความเสี่ยงเกิดเหตุได้ตลอดเวลา
กำลังโหลดความคิดเห็น...