xs
sm
md
lg

ยื่นปลาซิวให้คนจน มอบเรือประมงแก่นายทุน

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


"ปัญญาพลวัตร"
"พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต"

สภาพการบ้านเมืองในเวลานี้ทำให้นึกถึงคำรำพึงของ วอลแตร์ นักปรัชญาชาวฝรั่งเศสในยุคการฟื้นฟูปัญญา ความว่า “ข้าพเจ้าเบื่อหน่ายบรรดาคนที่บริหารปกครองบ้านเมืองจากซอกเล็กๆ ของห้องใต้หลังคาเต็มที พวกนี้ปกครองโลกด้วยกระดาษราคาสองเซ็นต์… ปราศจากความสามารถในการปกครองภรรยาหรือบ้านเรือนของตนเอง เลยต้องหันมาสนุกสนานกับการกำหนดระเบียบแก่จักรวาล”

สามปีกว่าแล้วที่สภานิติบัญญัติและรัฐบาลของประเทศไทยเต็มไปด้วยบรรดาข้าราชการ อดีตข้าราชการและนายทุน ซึ่งเพลิดเพลินกับการออกกฏหมายและใช้กฎหมายในการปกครองประเทศ กลุ่มคนเหล่านี้มาใช้อำนาจแทนนักการเมือง ผู้ถูกขับไล่ออกไปจากสนามอำนาจเมื่อต้นปี 2557

“นายใหม่” ที่ “กบ” เลือกด้วยความหวังว่าจะดีกว่านายเก่า สามปีผ่านไป บรรดากบทั้งหลายเริ่มตระหนักว่า ช่างมีความแตกต่างกันน้อยเสียเหลือเกิน แทบไม่มีนัยสำคัญใดๆ เลย

ดุเหมือนว่าเข้าสู่ภาวะที่ว่า สำหรับประชาชนแล้ว จะมีอะไรแตกต่างกันเล่าระหว่างการถูกขย้ำและกลืนกินโดยฝูงสิงโต กับการกัดแทะโดยฝูงหมาป่า

ความแยบยลในการกัดแทะประชาชนถูกจารึกลงในกฎหมายและร่างกฎหมาย ด้วยภาษาที่เป็นนามธรรม ซับซ้อน และศัพท์เฉพาะที่ยากแก่การเข้าใจ หากมิได้มีคนรู้ทันช่วยกันถอดรหัสและขยายความเข้าใจออกไป มหันตภัยในอนาคตของประเทศก็ถูกซ่อนเอาไว้อย่างแนบเนียนภายใต้สำนวนภาษาที่ดูเหมือนมีความจริงใจในการสร้างประโยชน์แก่ประชาชนและสังคมโดยรวม

ครั้นเมื่อมีคนรู้ทันนำมาเสนอภาพอีกมุมต่อสาธารณะ ต่างก็ออกมาปฏิเสธกันพัลวัลว่ามิได้มีเจตนาทำเช่นนั้น ดังเช่น การเก็บค่าน้ำเกษตรกร แต่คำถามคือ หากมิได้มีเจตนาเก็บค่าน้ำเกษตรกรตั้งแต่เริ่มต้น แล้วไยไม่สั่งการให้ข้าราชการที่จัดทำร่างพระราชบัญญัติมิให้บัญญัติในลักษณะดังกล่าว หรือหากข้าราชการยังดันทุรังเขียนมาแล้ว ไยไม่ตัดบทบัญญัติเรื่องนี้ออกไปเสียตั้งแต่การประชุมคณะรัฐมนตรี แต่กลับปล่อยให้มีมติผ่านไปสู่สภานิติบัญญัติ

การออกมาบอกว่าไม่ได้มีเจตนา “เก็บค่าน้ำเกษตรกร” เป็นการพูดหลังการถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางแล้ว การพูดในช่วงเวลาเช่นนั้นย่อมมิอาจบอกได้ว่าผู้พูดมีความจริงใจ แต่กลับมีนัยของการฉวยโอกาสและปัดความรับผิดชอบเสียมากกว่า

ร่างกฎหมายบางอย่างก็ซ่อนเงื่อน เพาะเมล็ดพันธุ์แห่งความหายนะไว้แก่ภาคการเกษตรของไทยอย่างรุนแรง ที่เห็นชัดคือ “ร่างพ.ร.บ. คุ้มครองพันธุ์พืช” ซึ่งอ้างว่าเกษตรกรไทยได้รับประโยชน์ แต่เกษตรกรที่ยากจนซึ่งมีอยู่นับล้านครอบครัวจะได้ประโยชน์อย่างไรเล่า หนทางมิอาจมองเห็นได้ ที่จะได้ประโยชน์แน่ๆ คือ นายทุนธุรกิจอุตสาหกรรมเกษตร ผู้มั่งคั่งร่ำรวยมีเงินตรา ความรู้ และเทคโนโลยีสูงพอที่จะปรับปรุงพันธุ์ และทำให้เป็นสมบัติของบริษัทตนเอง อันเป็นการสร้างบ่วงผูกมัดรัดตรึงให้เกษตรกรผู้ยากจนต้องพึ่งพาเมล็ดพันธุ์จนวันตาย

เราเห็นภาพประชาชนแสดงความยินดีปรีดาต่อการเข้ามาบริหารประเทศของ คสช.และคาดหวังว่าจะมีการปฏิรูป นักกฏหมายและเนติบริกรถูกเรียกใช้เพื่อสร้างกฎเกณฑ์อันนำไปสู่การมีสังคมใหม่จากจินตนาการผ่านกฎหมายที่ยกร่างขึ้นมา ทว่าผู้คนอาจลืมไปว่าการเจริญเติบโตของสังคมเป็นการพัฒนาผ่านเงื่อนไขของกาลเวลาภายใต้ปฏิสัมพันธ์ของตัวแปรที่ซับซ้อนของประวัติศาสตร์ มิใช่แต่เพียงเรื่องของการตรรกะที่อ้างในกฎหมายเท่านั้น

หลายคนกำลังสำลักความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยไม่สำเนียกถึงการครอบงำของกลุ่มทุนยักษ์ใหญ่ที่ครอบงำระบบเศรษฐกิจ และยังไม่รู้ตระหนักถึงการคืบคลานเข้ามากลืนกินชีวิตของผู้คนในสังคม ที่ลึกลงไปถึงระดับจิตวิญญาณ และบางคนได้ปลื้มกับการเมืองที่ปลอดจากนักการเมืองโดยไม่สำเนียกถึงการริดรอนอำนาจทางการเมืองของประชาชน ที่ถูกดำเนินการในนามของความเจริญโตทางเศรษฐกิจและความมั่นคงของชาติ

โลกทัศน์ของคนในระบบราชการนั้นมีความใกล้ชิดอย่างยิ่งกับโลกทัศน์ของนายทุน เมื่ออยู่ในอาณาบริเวณของการพัฒนาเศรษฐกิจ นั่นคือการมองเห็นแต่ตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจเป็นหลัก การปกปักรักษาทรัพยากรธรรมชาติ การป้องกันผลกระทบจากสิ่งแวดล้อม วิถีและวัฒนธรรมของชุมชน และแม้กระทั่งสิทธิและชีวิตมนุษย์ ถูกมองว่าเป็นอุปสรรคต่อการสร้างความเจริญของประเทศ การใช้อำนาจพิเศษในนามความเจริญเพื่อยกเลิกกลไกในการปกป้องสิ่งดังกล่าวจึงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องซ้ำแล้วซ้ำเล่า

คนจนและเกษตรกรถูกมองว่าเป็นกลุ่มที่น่ารำคาญ ชอบเรียกร้อง ขอนั่น ขอนี่อยู่เรื่อยไป จึงมีนโยบายปัดความรำคาญด้วยการโยนเศษเงินไปให้เดือนละสองสามร้อยบาท นัยว่าเป็นการเยียวยา ปลอบประโลมให้อยู่ในความสงบ และจะได้อ้างว่า นี่ไง รัฐบาลไม่ได้ช่วยคนรวยเพียงอย่างเดียว แต่ยังเจือจานไปยังคนจนด้วย

ขณะที่นโยบายต่อเกษตรกรไม่ว่าจะเป็นชาวนา ชาวไร่ข้าวโพด ไร่มันสัมปะหลัง ชาวสวนยางและสวนปาล์ม สิ่งที่รัฐบาลทำก็ไม่ได้ต่างจากนักเลือกตั้งในอดีตทำกันแต่อย่างใด นั่นคือทำในลักษณะที่ช่วยเหลือเฉพาะเป็นครั้งคราว ให้เงินอุดหนุนในรูปแบบต่าง ๆ รัฐบาลคิดน้อยหรือไม่คิดด้วยซ้ำที่จะสร้างกลไกเชิงสถาบันที่มีความยั่งยืนและสร้างความเป็นธรรมในเรื่องสนับสนุนปัจจัยการผลิตและตลาดแก่เกษตรกรปล่อยให้เกษตรกรถูกเอาเปรียบอย่างไม่ธรรมอย่างต่อเนื่อง ชาวนาก็ถูกโรงสีเอาเปรียบ ชาวไร่ก็ถูกนายทุนพืชไร่และบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเกษตรเอาเปรียบ ชาวสวนปาล์มก็ถูกโรงงานสกัดน้ำมันปาล์มและลานเทเอาเปรียบ

ไม่เห็นการปฏิรูปใดเลยที่จะเปลี่ยนแปลงความไม่เป็นธรรมที่เกษตรกรไทยเผชิญหน้าอยู่ให้มีความเป็นธรรมมากขึ้น สิ่งที่เห็นล้วนแล้วแต่การเปลี่ยนแปลงกฎหมาย ที่ยิ่งสร้างภาระและกดทับเกษตรกรให้จมอยู่ในกองทุกข์ยิ่งขึ้นไปอีก

สิ่งที่ผู้บริหารประเทศกระทำในยามนี้เราเรียกว่าเป็น “นโยบายยื่นปลาชิวให้คนจนและเกษตรกร แต่มอบเรือประมงและเครื่องมือจับปลาให้นายทุน” นั่นเอง

หากเรามีใจกระจ่างและใช้เหตุผลในการพิจารณาสถานการณ์ เราย่อมเห็นว่ามีความแตกต่างไม่มากนักเกี่ยวกับแบบแผนในการบริหารประเทศของนักเลือกตั้งและนักแต่งตั้ง ต่างก็เอื้อประโยชน์แก่นายทุน ต่างก็ยื่นเศษเนื้อแก่คนจน ต่างก็สร้างมายาคติในการบดบังปัญญาของผู้คนด้วยเรื่องที่คล้ายกัน ต่างก็สร้างเงื่อนไขของการปกปักรักษาอำนาจและผลประโยชน์

และที่สำคัญคือแม้กระทั่งการทุจริตคอรัปชั่น ที่เราคาดว่าน่าจะมีความแตกต่างกันให้เห็นบ้าง แต่กลับไม่เห็นมากนัก เพียงแค่ปีแรกของการเข้ามาที่ดูแข็งขันและภาพดีขึ้นบ้าง แต่เมื่อผ่านไปสองปี สามปี วงจรก็หวนกลับไปเหมือนเดิม หรืออาจยิ่งหนักกว่าเดิมในบางกรณี

มนุษย์ทั่วไปมีความอดกลั้นพอประมาณ แม้ความหวังของพวกเขาจะเลือนลาง แต่ความอดกลั้นลดลงเมื่อทราบว่าความจริงที่เกิดขึ้น ตรงข้ามกับความคาดหวังอย่างสิ้นเชิง อารมณ์ไม่พอใจของพวกเขาสะสมเพิ่มมากขึ้นตามลำดับ ยิ่งพวกเขาตระหนักรู้มากเท่าไรว่า ผู้บริหารประเทศมีนโยบายยื่นปลาซิวให้พวกเขา ขณะที่มอบเรือประมงให้นายทุนนักธุรกิจ ความไม่พอใจก็ย่อมสะสมมากขึ้น

หากแบบแผนของนโยบายและกฎหมายยังไม่เปลี่ยน ก็จะเป็นการสะสมเชื้อเพลิงของความขัดแย้งให้มากขึ้น ซึ่งจะไม่เป็นผลดีต่อสังคมในอนาคตเป็นอย่างยิ่ง


กำลังโหลดความคิดเห็น...