xs
xsm
sm
md
lg

ผู้จัดการสุดสัปดาห์

x

“เทือก” ขึ้นหม้อ คสช.เสื่อมจนหน้ามืด ต้องกลับมาใช้บริการ

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


ผู้จัดการสุดสัปดาห์ - ช่วงนี้สปอตไลท์การเมืองกลับไปสาดส่อง “กำนันเทือก” สุเทพ เทือกสุบรรณ คนดีแห่งมวลมหาประชาชน กปปส.อีกครั้ง หลังมีความเคลื่อนไหวที่สอดรับกันอย่างมี “นัยสำคัญ” ต่อโรดแมป “ไปต่อ” อยู่โยงบริหารบ้านเมืองต่อไปของ “ขุนทหาร คสช.” ภายหลังการเลือกตั้งครั้งต่อไป

แม้จะยังไม่มีความชัดเจนใดๆ ว่าการเลือกตั้งทั่วไปครั้งแรกภายใต้รัฐธรรมนูญ 2560 จะจัดขึ้นได้เมื่อใด แต่ทุกขุมข่ายการเมืองก็เริ่มขยับเขยื้อนวาดฝันถึง “คูหาเลือกตั้ง” ที่ถวิลหากันแล้ว

โดยเฉพาะรายของ “กำนันสุเทพ” ผู้เคยแผดเสียงประกาศหลายวาระว่า ไม่คิดหวนกลับมาเล่นการเมือง หรือตั้งพรรคการเมืองใหม่อย่างแน่นอน ทั้งบนเวทีการชุมนุม กปปส.เมื่อราว 4 ปีก่อน หรือตลอด 3 ปี กว่าที่ผ่านมาในช่วงที่รัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)

เป็น “กำนันสุเทพ” ที่ประกาศตัวของมุ่งมั่นทำความดี ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศในด้านต่างๆ โดยมีคีย์เวิร์ดสำคัญคือ “ปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง” เป็นธงที่ชูมาตลอดตั้งแต่เป็นผู้นำมวลชน กปปส.

แต่ไม่ทันไร ปี่กลองเลือกตั้งยังไม่ทันเชิด “ลุงกำนัน” คนดีของมวลมหาประชาชนก็ “ลายออก” กลายสภาพกลับมาเป็น “เทพเทือก” นักการเมืองเขี้ยวลากดินคนเดิม เมื่อคำสัมภาษณ์เกี่ยวกับการตั้งพรรคการเมืองเริ่มแปร่งหู โดยระบุว่า “ขณะนี้ยังไม่ได้คิด แต่ก็ไม่ปฏิเสธเพราะเป็นเรื่องของอนาคต อะไรที่จำเป็นต่อชาติบ้านเมืองเราทำทั้งนั้น”

ฟังผิวเผินก็อาจจะมองว่าเป็นการ “แทงกั๊ก” แบ่งรับแบ่งสู้ตามสไตล์นักการเมือง แต่หากพิจารณาปูมหลังของอดีตผู้จัดการรัฐบาลผู้ทรงอิทธิพล และคว่ำหวอดอยู่ในวงการการเมืองไทยมากว่า 40 ปี ก็ต้องบอกว่านี่คือคำยืนยันชัดเจนแล้วว่า จะมีการตั้งพรรคการเมืองพะยี่ห้อ “สุเทพ เทือกสุบรรณ” อย่างแน่นอน

และจะเป็นพรรคการเมืองที่มีนโยบายเพียงอย่างเดียวคือ สนับสนุน “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรี อีกคำรบ อย่างที่ “กำนันสุเทพ” ผู้ปราวรณาตัวเป็น “พ่อยก คสช. - ติ่งลุงตู่” มาอย่างเหนียวแน่น

นอกเหนือจากความชัดเจนจากคำพูดของ “กำนันสุเทพ” แล้ว ก็ยังมี “เดอะมาร์ค” อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ คนคุ้นเคยของ “พี่เทพ” การันตีอีกเสียงว่า งานนี้เอาแน่

เป็น “อภิสิทธิ์” ที่ให้สัมภาษณ์ 3 วันติดต่อกันในเรื่องที่ “พี่เทพ” จะตั้งพรรคการเมืองล้วนๆ ในเชิงแสดงความกังวลว่า หากมีการตั้งพรรคใหม่โดย “สุเทพ” ขึ้นมาจริง ย่อมกระทบกับฐานเสียงของพรรคประชาธิปัตย์อย่างแน่นอน พร้อมกับ “ตีกัน” นโยบายการสนับสนุน “ประยุทธ์” กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีหลังเลือกตั้งด้วยว่า เป็นวิธีที่ไม่เหมาะสมเท่าไร

การที่คนระดับอดีตนายกฯอย่าง “เดอะมาร์ค” วนเวียนสัมภาษณ์ในประเด็นเดิมๆอยู่หลายวันขนาดนี้ ก็ย่อมสะท้อนแล้วว่า เรื่องนี้มีมูล

ที่น่าแปลกใจก็ตรงที่ “ลุงกำนัน” ผู้ยึดหลัก “ปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง” เป็นสรณะ กลับสนใจส่งพรรคการเมืองส่งชิงชัยในสนามเลือกตั้ง ทั้งที่การปฏิรูปภายใต้รัฐบาล คสช.ไม่ได้คืบหน้าแม้แต่น้อย

กลับกันหากรักษาจุดยืนขอตัวเองในสมัยที่เป็นแกนนำ กปปส. เมื่อบ้านเมืองยังไม่ได้รับการปฏิรูปควรที่จะขัดขวางการเลือกตั้งให้ล้มคว่ำไปเหมือนเมื่อครั้งทำกับการเลือกตั้ง 2 กุมภาพันธ์ 2557 ด้วยซ้ำ

ไม่เพียงแต่ละจุดยืนเดิมแบบที่ไม่เกรงใจ “ติ่ง กปปส.” แล้ว ยังก้มหน้าก้มตาสนับสนุน “นายกฯ ประยุทธ์” ผู้ทำภารกิจการปฏิรูปประเทศไม่ลุล่วง ทั้งที่มีอำนาจ-เวลาเหลือล้นกว่า “คณะรัฐประหาร” ในอดีตแทบทุกคณะด้วยซ้ำ

ถือเป็นการนำคำหรูอย่าง “ปฏิรูป” มาบังหน้า แต่ก็ยังยึด “ผลประโยชน์” เป็นที่ตั้งตามสไตล์ “นักการเมืองน้ำเน่า” คนเดิม

สาเหตุที่ “สุเทพ” ยังลนลานออกมาส่งสัญญาณการตั้งพรรคการเมืองหนุน “ประยุทธ์” สืบทอดอำนาจหลังการเลือกตั้ง ก็คงเป็นเพราะข่าวหนาหูเรื่อง “ดีลชินสุวรรณ” การซูเอี๋ยกันของ “บุคคลระดับนำ” ใน “รัฐบาล คสช.” และ “ระบอบทักษิณ” ที่นับวันชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ

ท่ามกลางข่าวว่า “บิ๊ก คสช.” มองยาวไปถึงการ “เลือกตั้งรอบหน้า” ที่ถางทางอยู่โยงในฝ่ายคุมอำนาจต่อไปผ่านรัฐธรรมนูญใหม่ กฎหมายลูก รวมไปถึงคณะกรรมการยุทธศาสตร์-คณะกรรมการปฏิรูปฯ หากแต่การจะอยู่ในอำนาจอย่างมี “เสถียรภาพ” ของ “ขุนทหาร” นั้นยังขาด “จิ๊กซอว์” ที่สำคัญอย่างเสียงของ “ผู้แทนราษฎร” ในสภาฯ ซึ่งเป็นกลไกสำหรับของระบอบประชาธิปไตยผ่านการเลือกตั้ง

แม้ว่าเส้นทาง “นายกฯ คนนอก” จากแรงสนับสนุนของ “พรรค คสช.” ที่มีฐานเสียงจาก ส.ว.สรรหา 250 เสียงอยู่เป็นทุนจะค่อนข้างแบเบอร์จับวางใครก็ได้เป็นผู้นำประเทศในหนต่อไป แต่ “ทีม เสธ.” ก็ถอดบทเรียนแล้วว่า หากไม่มีเสียง ส.ส.ในสภาฯ เป็นฐานให้ ก็อาจจะนำพา “เรือแป๊ะ” ไปไม่รอด เพราะขนาด 3 ปีกว่าที่ผ่านมา อำนาจเต็มมือ ไร้ฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ยังเกือบล่องจุ๊นไปกับประเด็นอ่อนไหวอยู่บ่อยๆ
จนทำให้เกิดทฤษฎีสมคบคิดแตะมือกันของ “ขุนทหาร-ระบอบแม้ว”

ส่งผลให้ “คนหัวเน่า” ที่ทำท่าจะตกขบวนอย่าง “เทพเทือก” ต้องทะลุกลางปล้องขึ้นมา ขวาง “ดีลชินสุวรรณ” ไม่ให้สำเร็จ มิเช่นนั้นมีหวัง “อดยากปากแห้ง” ยาวๆ เพราะขนาด 2 ขั้วอำนาจยังไม่ดีลกัน “กำนันสุเทพ” ผู้ปูพรมให้ คสช.เข้ามายึดอำนาจ ยังถูกกันออกนอกวง ไม่สามารถเคลมผลงานได้อย่างที่ตั้งใจ

จึงมีการจุดพลุ “พรรคสุเทพ” ขึ้นมาเป็นคู่เทียบ “ดีลชินสุวรรณ” ให้ “ขุนทหาร” ชั่งน้ำหนักแล้วเลือกใช้เมื่อถึงเวลา ก็เป็นไปตามประสา “นายพลกองทัพไทย” ที่ล้วนแล้วแต่ผ่าน “โรงเรียนเสนาธิการ” ถนัดการวางแผนจรยุทธ์ คงไม่มุ่งไปที่แผนการเดียวแบบสุดซอย และย่อมต้องมีทางเลือกให้เลือกใช้หลายทาง

เมื่อทางเลือกแรกอย่าง “ดีลชินสุวรรณ” การประสานประโยชน์กับ “ระบอบทักษิณ” กำลังไปได้สวย การหันมาตกแต่งทางเลือกที่ 2 อย่าง “พรรคสุเทพ” ให้เข้ารูปเข้ารอย ก็ไม่ผิดอะไร

หรือในอีกทางหนึ่งก็เป็นการเดินเกมแก้เกี้ยวหลังดีลชินสุวรรณถูกจับได้ไล่ทัน จนทำให้คะแนนนิยมของรัฐบาลทหารต่ำเตี้ยเรี่ยดิน โดยเฉพาะใน “กลุ่มคนไม่เอาทักษิณ” และต้องหันมาใช้บริการของ “ลุงกำนัน” ซึ่งเป็นคนเคยค้ามาเคยขี่ด้วยกันมาแต่หนหลัง มา “ลับ ลวง พราง” เพื่อคลี่คลายสถานการณ์เฉพาะหน้า รวมทั้งเป็นทางเลือกใหม่

แว่วว่ามีการเสนอโมเดล “พรรคสุเทพ” ส่งตรงไปบน “ตึกไทยคู่ฟ้า” ไว้แล้ว สูตรผสมก็ไม่มีอะไรใหม่ ใช้วิชายุทธ์ของ “กำนันเทือก” กวาดต้อนลิ่วล้อเก็บแต้มในพื้นที่ปักษ์ใต้ บวกกับภาคเหนืออีกบางส่วน แชร์ที่นั่งมาจากพรรคประชาธิปัตย์ให้มากที่สุด รวมกับทางภาคอีสานที่ต้องปะทะกับ “พรรคทักษิณ” ก็ใช้ “เสี่ยเป็ด”เนวิน ชิดชอบ ผู้ยิ่งใหญ่แห่งอีสานใต้ ออกหน้าบู๊กับ “นายเก่า” เช่นเคย โดยมี “น้ำเลี้ยง” ต่อท่อมาจาก “อาณาจักรทุนสีน้ำเงิน” ที่พร้อมทุ่มไม่อั้น

หากแต่แค่โมเดล “สุเทพ-เนวิน” ผลลัพธ์คงเหมือนที่ผ่านๆ มา ไม่สามารถแหกด่าน “แม้วฟีเวอร์” ในพื้นที่อีสานที่มีเก้าอี้ ส.ส.ให้ช่วงชิงมากที่สุดไปได้ จึงเตรียม “ไม้เด็ด” จัดแจงอัญเชิญ “ลุงตู่” ถอดหัวโขนหัวหน้า คสช.มาสวมบทนักการเมืองเต็มตัว นั่งแท่น “หัวหน้าพรรค” เพื่อกระชากเรตติ้งจาก “ติ่งลุงเทพ” ที่ยังมีอยู่พอสมควร

โดยมีข้อแม้ว่า “ลุงตู่” ไม่ต้องเปลืองตัวลงสมัคร ส.ส. หาเสียงเสร็จก็ไปพักผ่อนบนหอคอย แล้วรอเวลารับการอัญเชิญขึ้นแท่น “นายกฯคนนอก” ตามแผนเดิม

โมเดลนี้เห็นว่า “บิ๊กตึกไทยฯ” ไม่ใช่แค่แบ่งรับแบ่งสู้เท่านั้น แต่ดูจะสนใจไม่น้อย เพราะส่วนตัวก็เริ่มหลงเสน่ห์การเมือง ดูได้จาก “ทัวร์ลุงตู่” ที่สั่งจัดประชุม ครม.สัญจรรายเดือนให้ครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศ ไม่ต่างจากการหาเสียงของรัฐบาลเลือกตั้ง

ถามว่าทำไม “บิ๊ก คสช.” ถึงหันกลับมาให้ความสำคัญกับ “กำนันเทือก” ผู้ซึ่งครั้งหนึ่งเคยถูกตัดพ้นวงจรอำนาจ กระทั่งต่อสายถึงบิ๊กๆทั้งหลาย ก็ยังไร้สัญญาณตอบรับจากเลขหมายที่ท่านเรียก

ก็ตอบไม่ยากว่า ก็ด้วยกระแสศรัทธาใน “รัฐบาล คสช.” เข้าสู่ยุคเสื่อมเต็มตัว ด้วย “สังคมไทย” จับได้ไล่ทันแล้วว่า รัฐบาลทหาร ก็ไม่ต่างจาก รัฐบาลเลือกตั้ง ซ้ำร้ายในบางเรื่องยังแย่กว่าด้วยซ้ำ กระทั่งเรตติ้งส่วนตัวของ “ลุงตู่” ก็ไม่อาจกอบกู้กระแสศรัทธาที่ต่ำตม-ด่ำดิ่งอย่างหนักได้

สภาพของ “รัฐบาล คสช.” ก็ไม่ต่างจาก “คนกำลังจมน้ำ”ที่ย่อมไขว่คว้าทุกสิ่งที่เห็นไว้เป็นเครื่องยึด เพื่อเอาชีวิตให้รอด ยิ่งหากเห็นใครปรากฏตัวหรือยื่นมือมาช่วย ก็จะคว้าไว้ก่อน โดยไม่ดูหัวดูหางว่าเป็นมิตรหรือศัตรู

โดยเฉพาะช่วงเดือนที่ผ่านมาที่ “บิ๊ก คสช.” จ้องเผชิญกับข้อกล่าวหาร้ายแรงกับคิวที่ปล่อยให้ “หนูปู” ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร หลบหนีไม่โผล่ไปฟังคำพิพากษาศาลคดีปล่อยปละละเลยให้เกิดการทุจริตโครงการรับจำนำข้าว เมื่อวันที่ 25 สิงหาคมที่ผ่านมา ทำให้ทั้ง “น้องตู่” หรือ “พี่ป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ต่างตกอยู่ในอาการพูดไม่ออก-บอกไม่ถูก ส่อให้เห็นถึงพิรุธ เพิ่มน้ำหนักทฤษฎีที่น่าเชื่ออย่าง “รัฐบาล คสช.” เป็นผู้เปิดทาง ตลอดจนเป็นผู้นำ “สาวปู” หลบหนีอาญาแผ่นดินไปได้

สอดรับกับข้อมูลที่ว่ารถที่นำ “หนูปู” ไปยังจุดหมายก่อนหลบหนีออกนอกประเทศ หลุดรอดไปทางชายแดน “สระแก้ว” โดยผ่าน “ด่านทหาร” ที่อยู่ในความรับผิดชอบของ “กองกำลังบูรพา” ซึ่งอยู่ในอาณัติของ “บูรพาพยัคฆ์” เสียด้วย ทั้งๆ ที่วันนี้มี “รองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคง” เป็น “พี่ใหญ่บูรพาพยัคฆ์” ที่มีลูกน้องดูแลด่านทหารแถบนั้นแบบเบ็ดเสร็จ แต่ก็ปล่อยให้ “ผู้ต้องหาวีไอพี” หลุดรอดไปได้อย่างเหลือเชื่อ

ภาระหนักตกมาที่ “บิ๊กเจี๊ยบ” พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผู้บัญชาการทหารบก และ “บิ๊กแดง” พล.ท.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ แม่ทัพภาคที่ 1 ต้องออกมา “กลืนเลือด” รับหน้าแทน “พี่ป้อม” โดยยอมรับว่าเป็นความบกพร่องของกำลังพลในสังกัดเอง

ถัดมาก็เป็นคิวของ “พี่รอง” พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่เจอแฉว่าไปลงนามอนุมัติให้ “กลุ่มกระทิงแดง” ใช้ประโยชน์ประกอบกิจการ ขยายโรงงานในพื้นที่สาธารณะป่าชุมชนห้วยเม็ก ที่ จ.ขอนแก่น ทั้งๆ ที่มีเสียงคัดค้านจากชาวบ้านในพื้นที่ จนกลายเป็นกระแสโจมตีรัฐบาลขุนทหาร ที่เอื้อประโยชน์ให้กับนายทุนใหญ่ โดยมีเสียงลือเรื่องการเรียกรับผลประโยชน์อันมิชอบตามมา ซึ่งเรื่องนี้ “น้องป๊อก” ก็ใช้วิทยายุทธ์เดียวกับ “พี่ป้อม” จัดแจงโยนบาปให้ “ผู้ใต้บังคับบัญชา” ที่เสนอเรื่องขึ้นมา ก่อนออกตัวว่าตัวไม่ไม่มีนอกมีใน

ไม่เพียงแต่ผลงานงามหน้าที่สร้างรอยด่างให้กับรัฐบาล คสช.เท่านั้น หลายมาตรการและหลายนโยบายก็ล้มเหลวไม่เป็นชิ้นดี จนต้องถอยกรูดแบบไม่มีทรง อาทิ การศิโรราบต่อ “พระผู้ใหญ่” สั่งปลดเด้งผู้อำนวยการสำนักพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) พ้นตำแหน่ง เพื่อหยุดภารกิจการตรวจสอบการทุจริตเงินทอนวัด กระทั่งการไล่เบี้ยยึดทรัพย์ผู้รับผิดชอบความเสียหายจากคดีรับจำนำข้าวก็ไม่มีความคืบหน้า ตลอดจนการดำเนินคดี “หนุ่มโอ๊ค" พานทองแท้ ชินวัตร ในคดีฟอกเงินจากคดีเงินก็กรุงไทย-กฤษฎานคร ก็หวังใช้ในการเรียกคะแนนนิยมคืนมา ก็ไม่สามารถเดินได้สุดทางเนื่องจากมี “ดีลพิเศษ” ของ “บิ๊ก คสช.” กับ “ระบอบทักษิณ” ค้ำคออยู่ เป็นต้น

การที่รัฐบาล คสช.เริ่มออกอาการในยกท้ายๆ ก่อนการเลือกตั้ง กลายเป็นช่องที่ทำให้ “สุเทพ” สามารถสอดแทรกเข้าสู่วงจรอำนาจได้ แม้จะยังไม่ได้รับการเยียวยาในหลายเรื่องที่เคยถูกตีตกอย่างไม่ไว้หน้า แต่ก็แอบมีหวังว่า คสช.จะกลับมาใช้บริการ หลายๆ ความเคลื่อนไหวก็สะท้อนได้ว่า “สุเทพ” เริ่มกลับมามีที่ยืนในใจ “บิ๊ก คสช.” แล้ว

ทั้งการที่ คณะกรรมการปฏิรูปประเทศ ด้านกระบวนการยุติธรรม (ตำรวจ) เตรียมเข้าขอข้อมูล-ความเห็นของ “สุเทพ” ในฐานะอดีตรองนายกฯ ที่กำกับดูแลกิจการตำรวจ มาก่อน

หรือการที่ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ที่มี “บิ๊กกุ้ย” พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ เป็นประธาน สั่งถอด วิชา มหาคุณ อดีตกรรมการ ป.ป.ช.ออกจากคณะอนุกรรมการ ป.ป.ช. ที่ทำหน้าที่ไต่สวนคดีทุจริตจัดสร้างโรงพัก 396 แห่งทั่วประเทศ ที่มี “สุเทพ” เป็นผู้ถูกกล่าวหาคนสำคัญ อย่างว่าง่าย จากเหตุผลที่ “สุเทพ” อ้างว่า “อดีต ป.ป.ช.วิชา” มี “อคติ” ไม่พอใจตัวเองมาแต่เก่าก่อน จากกรณีที่ “สุเทพ” ในสมัยเรืองอำนาจเป็นประธาน ก.ตร. ใน “รัฐบาลอภิสิทธิ์” ไม่ชี้มูลความผิด “บิ๊กป๊อด” พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ อดีต ผบ.ตร. ซึ่งไม่สอดคล้องกับมติ ป.ป.ช. ที่ชี้มูลความผิดวินัยร้ายแรง ในคดีสลายการชุมนุมของ พันธมิตรฯ 7 ตุลาฯ 51

จนดูเหมือนหนังสือของ “สุเทพ” ที่มีถึงประธาน ป.ป.ช.ไม่ใช่แค่ “คำร้อง” แต่เป็น “คำสั่ง” ให้ถอด “อาจารย์วิชา” ออกมากกว่า โดย อ้างชื่อ “พี่ป๊อด” ผู้มีพระคุณของ “น้องกุ้ย” ประธาน ป.ป.ช.นั่นเอง

ด้วยสถานการณ์ของรัฐบาลขุนทหารที่ไม่สู้ดี บวกกับบทบาท “องครักษ์พิทักษ์ คสช.” ของ “กำนันเทือก” ตลอดเวลาที่ผ่านมาด้วยแล้ว ส่งผลให้ได้กลับมาประจำการเป็น “ม้าใช้ คสช.” เช่นเดิม

เพียงเท่านี้ก็กระชุ่นหัวใจ “กำนันเทือก” จากคนที่เคยมีติ่งเป็นล้านๆ ก็ยอมสยบขอมาเป็นหนึ่งในติ่งของรัฐบาลทหาร ที่พร้อมทำทุกวิถีทางแบบถวายหัวให้กับ “ขุนทหาร” อย่างเต็มใจ


กำลังโหลดความคิดเห็น...