xs
xsm
sm
md
lg

บทความ

x

เตะหมูเข้าปาก____ในกระทรวงสาธารณสุข?

เผยแพร่:   โดย: อาจารย์ ดร. อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์

อาจารย์ ดร. อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์
สาขาวิชา Business Analytics and Intelligence
สาขาวิชาวิทยาการประกันภัยและการบริหารความเสี่ยง
คณะสถิติประยุกต์
ผู้อำนวยการศูนย์คลังปัญญาและสารสนเทศ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์


กราบเรียน พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา (นายกรัฐมนตรี)

ขอขอบพระคุณนายกรัฐมนตรีที่เข้าใจความลำบากของพี่น้องประชาชนผู้ใช้บริการบัตรทองซึ่งได้รับการบริการอย่างไม่เต็มที่จากโรงพยาบาลของกระทรวงสาธารณสุข เนื่องจากกระทรวงสาธารณสุขได้รับงบประมาณจาก สปสช. ไม่เพียงพอ มีการจัดซื้อยาเองและนำส่วนลดจากองค์การเภสัชกรรมไปเป็นสวัสดิการพนักงาน สปสช. เช่น ซื้อรถตู้ จ้างเหมารถรับส่งพนักงาน ไปดูงานต่างประเทศ ซื้อชุด uniform ให้พนักงาน ตลอดจนมีการจัดตั้งกองทุนย่อยต่างๆ (vertical program) ที่ สปสช. นำเงินไปบริหารเองอันเป็นปัญหาที่ทางวิชาการเรียกว่าปัญหาตัวการ-ตัวแทน ประกอบกับประเทศไทยเข้าสู่ aging society เต็มวัยเมื่อคนไทยแก่ชราทำให้ค่ารักษาพยาบาลเพิ่มขึ้นเพราะเจ็บป่วยมากขึ้น

การที่นายกรัฐมนตรีจัดสรรงบกลางห้าพันล้านบาทเพิ่มเติมให้กระทรวงสาธารณสุขเพื่อนำไปแก้ปัญหาโรงพยาบาลขาดทุนนั้นเท่ากับเป็นการต่อลมหายใจให้โรงพยาบาลในกระทรวงสาธารณสุขที่ขาดทุนหนักให้สามารถมีเงินไปจ้างบุคลากรและซื้อยาเพื่อมารักษาประชาชนต่อไปได้ เป็นการต่อลมหายใจให้กับสุขภาพของประชาชนผู้ใช้บัตรทองที่เจ็บป่วย

แต่น่าเสียดายอย่างยิ่งที่เจตนารมณ์อันดีงามของนายกรัฐมนตรีถูกแปรเปลี่ยนเป็นการเตะหมูเข้าปากหมา เพราะเงินห้าพันล้านบาทนั้นไม่ได้ถึงโรงพยาบาลเต็มเม็ดเต็มหน่วย แต่กลับไปผ่านการบริหารจัดสรรเงินของ สปสช. ผู้สร้างปัญหาการเงินให้กับโรงพยาบาลมาโดยตลอด อันเป็นปัญหาตัวการ-ตัวแทน (Principal-agent problem) เนื่องจากตัวแทนคือ สปสช. จะรักษาผลประโยชน์ของตัวเองมากกว่าจะรักษาผลประโยชน์ของตัวการคือโรงพยาบาลในกระทรวงสาธารณสุข ทำให้เงินดังกล่าวไม่ถึงโรงพยาบาลที่กำลังประสบปัญหาอย่างหนักดังนี้

เงินเกือบสี่พันล้านจากห้าพันล้านบาทหรือร้อยละ 80 ถูกจัดสรรให้ สปสช. ซึ่ง สปสช. ได้ไปจัดสรรสำหรับจ่ายค่าบริการผู้ป่วยในและเด็กเกิดใหม่ สามพันสามร้อยกว่าล้านบาท ทั้งนี้ สปสช. ยังกุมเงินและอำนาจในการจ่ายเงิน ซึ่งโรงพยาบาลที่ขาดทุนย่อยยับไม่น่าจะได้รับเงินมาชดเชยการขาดทุนแสนสาหัส และโรงพยาบาลบางโรงพยาบาลที่ไม่มีปัญหาทางการเงินมากนักอาจจะได้รับเงินดังกล่าว เป็นการให้ยาไม่ถูกขนาน เปรียบเสมือนจ่ายพาราเซตามอลให้กับคนที่เป็นโรคเบาหวานซึ่งไม่น่าจะช่วยอะไร เท่าไหร่นัก

นอกจากนี้ยังจัดสรรให้ สปสช. ไปจ่ายหนี้ค่าน้ำยาล้างไตและอื่นๆ ที่สปสช. ไปก่อหนี้ไว้อย่างผิดกฎหมาย โดยการจัดซื้อยาและน้ำยาล้างไต ทั้งๆ ที่ตนเองไม่มีอำนาจใดๆ ทางกฎหมายที่จะทำเช่นนั้นและออฟไซด์การทำงานของหน่วยบริการคือโรงพยาบาล ปัญหานี้ทำให้โรงพยาบาลราชวิถีต้องเข้ามาจัดซื้อยาแทน สปสช. กว่าหมื่นล้าน แต่หนี้ก้อนเดิมที่ก่อไว้กับองค์การเภสัชกรรม ก้อนนี้เป็นการจ่ายโดยผิดกฎหมาย สปสช. ไม่มีอำนาจทางกฎหมายใดๆ ที่จะจ่ายได้ ดังนั้นเงินสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินควรต้องเข้ามาดำเนินการตรวจสอบการใช้เงินก้อนนี้จำนวนหกร้อยล้านบาท เพราะทำโดยไม่มีอำนาจ ผิดพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ

ทั้งนี้รายละเอียดจากรายงานการประชุมเรื่องการใช้เงินห้าพันล้านบาทก้อนนี้ ได้เขียนไว้ว่า

การชำระหนี้หนี้ GPO (องค์การเภสัชกรรม)

ได้ประสานขอข้อมูลจาก GPO เพื่อขอทราบยอดหนี้ของหน่วยบริการในสังกัด สป. สธ. เขต ๑-๑๒ (ยกเว้นเขต ๑๓ กทม.)
- ยอดหนี้ค้างจ่าย GPO จำนวน ๒,๕๙๘.๓๔ ล้านบาท (ณ วันที่ ๓๐ มิ.ย. ๒๕๖๐)
- ได้มีการชำระหนี้แล้ว ๒๑๐.๒๕ ล้านบาท (ณ วันที่ ๑๕ ส.ค. ๒๕๖๐)

ได้ประสานขอข้อมูลจากสำนักงานเขตสุขภาพ ผ่าน CFO เขต โดยมีแบบรายงานให้กรอกข้อมูลแล้วส่งกลับ ข้อมูลล่าสุดที่ส่งกลับมามี ๓๗.๖๗% ข้อมูลจาก ๓๒๔ แห่ง จาก ๘๖๐ แห่ง (ณ วันที่ ๑๕ ส.ค. ๒๕๖๐)
- หน่วยบริการได้จัดทำแผนชำระหนี้การค้าทั้งหมด (รวม GPO + อื่นๆ) ๒,๕๘๒.๐๔ ล้านบาท
- ได้มีการชำระหนี้การค้าทั้งหมด (รวม GPO + อื่นๆ) แล้ว ๗๖๓.๕๔ ล้านบาท เฉพาะหนี้ GPO ๑๐๖.๓๘ ล้านบาท (ทั้งหมด ๑๒ เขต)

และมีเงินเพียงหนึ่งพันล้านบาทที่ได้รับการจัดสรรให้มาจ่ายค่าตอบแทนและค่าล่วงเวลาค้างจ่าย ซึ่งหมอหรือพยาบาลจบใหม่ตกเบิกกันเกือบเก้าเดือนอันเคยเป็นปัญหามาก่อน

ทั้งนี้รายรายงานการประชุมเรื่องการใช้เงินห้าพันล้านบาท ได้เขียนไว้ว่า
- ได้โอนเงิน ๑,๐๐๐ ล้านบาท ให้หน่วยบริการเมื่อวันที่ ๑๘ ก.ค. ๒๕๖๐
- ได้ประสานขอข้อมูลจากสำนักงานเขตสุขภาพ ผ่าน CFO เขต โดยมีแบบรายงานให้กรอกข้อมูลแล้วส่งกลับ

ข้อมูลล่าสุดที่ส่งกลับมามี ๓๗.๖๗% (ณ วันที่ ๑๕ ส.ค. ๒๕๖๐)
- หน่วยบริการได้จัดทำแผนชำระหนี้อื่นๆ ไว้ ๑,๐๐๐ ล้านบาท
- ได้มีการชำระหนี้ค่าตอบแทนแล้ว ๒๕๕.๘๒ ล้านบาท (ทั้งหมด ๑๒ เขต) (ณ วันที่ ๑๕ ส.ค. ๒๕๖๐)
จะมีการจัดประชุม CFO เพื่อติดตามความก้าวหน้าในวันจันทร์ที่ ๒๑ ส.ค. ๒๕๖๐ เวลา ๑๐.๐๐-๑๓.๐๐ น. ที่ห้องประชุมชัยนาทนเรนทร ชั้น 2 อาคาร 1 ตึกสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข

กล่าวโดยสรุป เงินที่นายกรัฐมนตรีจัดสรรให้มาแก้ไขปัญหาโรงพยาบาลขาดทุน พบความก้าวหน้าว่าในวันที่ ๑๕ ส.ค. ๒๕๖๐ จ่ายลงไปที่โรงพยาบาลแล้ว 255 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 5 ของเงินทั้งหมด และเมื่อจ่ายให้ครบตามจำนวนจะคิดเป็นร้อยละ 20

น่าคิดว่าการจ่ายเงินห้าพันล้านบาทนี้ ได้ช่วยแก้ไขปัญหาโรงพยาบาลขาดทุนได้ตรงจุดหรือไม่

จึงขอกราบเรียนให้นายกรัฐมนตรีได้ทราบ และโปรดพิจารณาเพื่อประโยชน์ของพี่น้องประชาชนอย่างแท้จริง



กำลังโหลดความคิดเห็น...