xs
xsm
sm
md
lg

ผู้จัดการสุดสัปดาห์

x

ขายพ่วง “ตู่-ป้อม-ป๊อก” สัญญาณชัดๆ จาก “ก๊วน 3 ป.”

เผยแพร่:   โดย: MGR Online

พี่น้อง 3ป. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณและพล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา
ผู้จัดการสุดสัปดาห์ - กลายเป็นวาระสำคัญประจำปี กับการเปิดบ้านสี่เสาเทเวศน์ เพื่อให้ หัวหน้ารัฐบาล ผู้นำเหล่าทัพ และข้าราชการระดับสูง เข้าอวยพรวันคล้ายวันเกิด “ป๋าเปรม” พล.อ. เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ เช่นเดียวกับปีนี้ที่ได้มีการเปิดบ้านให้ “บิ๊กตู่” พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) และคณะรัฐมนตรี พร้อมผู้นำเหล่าทัพเข้าอวยพรเนื่องในวันคล้ายวันเกิดครบรอบ 97 ปี โดยเป็นการเปิดบ้านให้เข้าอวยพรล่วงหน้า ก่อนวันคล้ายวันเกิดจริงในวันที่ 26 สิงหาคมนี้

บรรยากาศก็เป็นไปอย่างชื่นมื่นเช่นเดียวกับปีที่ผ่านๆมา นอกเหนือจาก “บิ๊กตู่” แล้วก็ยังมีคีย์แมนของรัฐบาล คสช.ทั้งในส่วนของฝ่ายบริหาร และกองทัพไปกันอย่างพร้อมเพรียง และที่ขาดไม่ได้ก็ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี พี่ใหญ่ของรัฐบาล คสช.

นอกเหนือบรรยากาศการแสดงไมตรีจิตระหว่างกันของผู้ใหญ่ในบ้านเมืองแล้ว สปอตไลท์จับจ้องด้วยว่าในวาระสำคัญนี้จะมีการแสดง “สัญญะ” ทางการเมืองใดๆ ออกมาหรือไม่

โดยเฉพาะข้อสังเกตตลอด 2-3 ปีให้หลังมา ภายหลังจากที่ คสช.เข้ามายำอำนาจและปกครองบ้านเมือง ก็มีกระแสวิพากษ์วิจารณ์และจับจ้องความเคลื่อนไหวทั้งหน้า-หลังฉากของ พล.อ.ประวิตร ว่ามีความพยายามในการ “เทียบชั้น” กับ พล.อ.เปรม อยู่เนืองๆ พูดกันหนักจนตั้งสมญานามให้เป็น “ป๋าป้อม” ไปแล้วด้วยซ้ำ

ซึ่งเมื่อวันที่ 24 ส.ค.ที่ผ่านมา ณ บ้านสี่เสาเทเวศร์ ก็มีคำพูดที่น่าสนใจในโอวาทช่วงหนึ่งของ “ป๋าเปรม” ที่สะท้อนถึงโครงร่างการจัดการอำนาจภายในของรัฐบาล คสช. ว่า “..ตั้งแต่วันที่ตู่ (พล.อ.ประยุทธ์) ได้เป็นนายกฯ ป้อม (พล.อ.ประวิตร) คิดว่าตู่พูดเก่งหรือไหม พูดคล่องไม่ต้องมีโพย ยอดเยี่ยมเลย ขอบใจตู่ กับคนที่มา และคนที่ไม่ได้มา ที่ได้สละกำลังกายกำลังใจถวายความจงรักภักดี และใช้สติปัญญาเพื่อดูแลชาติบ้านเมือง นับว่านายกฯ และพวกเราได้ทำหน้าที่ให้ดีที่สุด เพื่อให้คนไทยมีความสุขตามที่ตั้งใจไว้ ทั้งนี้ความเป็นมิตร ทั้งตู่ และป้อม มีโดยทั่วไป แต่ความเป็นมิตรระหว่างพวกเราแสดงถึงความร่วมมือร่วมใจ ทั้งโดยตรงและโดยอ้อม เพื่อช่วยให้รัฐบาลของตู่ ที่มีพี่ป้อม และพี่ป๊อก (พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา) แม้ว่าจะติดภารกิจไม่ได้มา เป็นผู้คอยดูแลน้องตู่ เพื่อให้การทำงานทุกอย่างเรียบร้อย..”

ขีดเส้นหนาๆที่ประโยค “รัฐบาลของตู่ ที่มีพี่ป้อม และพี่ป๊อก เป็นผู้คอยดูแลน้องตู่ เพื่อให้การทำงานทุกอย่างเรียบร้อย” เป็นการให้โอวาทที่ตอกย้ำถึงความสัมพันธ์กลมเกลียวกันของ คีย์แมน 3 คน หรือ “ก๊วน 3 ป.” ของรัฐบาล คสช. ทั้ง “บิ๊กตู่-บิ๊กป้อม” ตลอดจน “บิ๊กป๊อก” พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย พี่รองของรัฐบาล คสช.และเหล่าบูรพาพยัคฆ์ ที่ติดภารกิจไม่ได้เข้าร่วมการอวยพร “ป๋าเปรม” ด้วย

เป็น “ก๊วน 3 ป.” ที่กุมอำนาจเบ็ดเสร็จในรัฐบาล ตลอดจนการ “สืบทอดอำนาจ” ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

ยิ่งไปกว่านั้นหากจำกันได้เมื่อราว 2 สัปดาห์ก่อน ในวันคล้ายวันเกิดครบรอบ 72 ปีของ พล.อ.ประวิตร เมื่อวันที่ 11 ส.ค.ที่ผ่านมา ณ ที่ทำการมูลนิธิอนุรักษ์ป่ารอยต่อ 5 จังหวัด หรือ “มูลนิธิป่ารอยต่อ” ภายในกรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็กรักษาพระองค์ (ร.1 รอ.) ที่มีการเปิดให้บรรดาน้องๆ เข้าอวยพร “เป็นการภายใน” แต่ก็มีบรรดานายทหาร ตำรวจ ข้าราชการ นักธุรกิจ ตบเท้าเข้าอวยพรกันอย่างเนืองแน่น

ไคลแม็กซ์ของวันนั้นคือการประกาศ “วรรคทอง” ที่ออกจากปาก “น้องตู่” น้องเล็กแห่งก๊วน 3 ป. ที่ว่า “ท่านอยู่กับผมทั้งชาติแหละ” เป็นการประกาศให้สังคมภายนอกได้รับรู้ถึงสัมพันธภาพอันแน่นแฟ้นของ 2 พี่น้องเสือตะวันออก ที่ดูแลกันมาในอดีต และจะยืนหยัดเป็น “แพ็คคู่” กันต่อไปในอนาคต

นอกเหนือจากการประกาศให้สังคมภายนอกได้รับรู้แล้ว ยังถูกมองว่าเป็นการประกาศ “สัญญะ” ให้ “ใคร” ได้ยินได้ฟังด้วยหรือไม่

อย่างน้อยก็เป็นการลบภาพจำในเรื่องอนาคตอันง่อนแง่นของ พล.อ.ประวิตร ที่ในช่วงไม่ถึงปีที่ผ่านมา มีกระแสข่าวในทำนองว่า จะไม่ได้ไปต่อ ถึง 2 หน เป็น 2 หนที่เคยพูดเปรยว่า ลือกันหนัก จนตัวเองคิดว่าหลุดตำแหน่งไปแล้วด้วยซ้ำ

ครั้งหนึ่งเมื่อช่วงปลายปี 2559 ที่มีการปรับ “ครม.ประยุทธ์ 4” ซึ่งก็มีกระแสข่าวว่า พล.อ.ประวิตร ได้ยื่นใบลาออกจากตำแหน่งในรัฐบาล แต่เมื่อประกาศรายชื่อออกก็ยังมีพี่ใหญ่ยืนตระหง่านอยู่ในตำแหน่งเดิม

อีกครั้งหนึ่งก็เมื่อราวเดือน พ.ค.2560 นี่เอง ที่มีข่าวว่า พล.อ.ประวิตร ป่วยหนัก จนไม่อาจทำงานต่อไปได้ สอดรับกับการหายหน้าไปเกือบ 2 สัปดาห์ของเจ้าตัว ทำให้มีกระแสข่าวว่าจะหลุดออกจากวงจรอำนาจอีกครั้ง ก่อนจะกลับมาประจำการอีกครั้งด้วยสภาพที่อิดโรย ซูบเซียว รวมทั้งจังหวะการพูดจาที่ช้าลงไปอย่างปิดปกติ

ไม่นานมานี้ พล.อ.ประยุทธ์ ก็พูดถึงเหตุการณ์ในครั้งนั้นว่าเป็นเพราะบทบาทของสื่อมวลชนที่วิพาก์วิจารณ์รัฐบาลอย่างหนัก จนส่งผลกระทบต่อตัว พล.อ.ประวิตรว่า “..บรรดาที่ออกมาด่าทหารทุกวัน ด่าจนรองนายกฯ ของผมป่วยแล้ว”

หากแต่การประกาศ “ขายพ่วง” มี “ตู่” ต้องมี “ป้อม” ในครั้งนี้ หากเป็นรัฐบาลหรือผู้กุมอำนาจในยามปกติทั่วไป ก็เสมือนการแสดงให้เห็นถึง “เสถียรภาพ” ในรัฐบาล อันนำมาซึ่งความมั่นใจของประชาชนทั่วไป แต่ในช่วงสถานการณ์ที่ไม่ปกตินี้ก็มี “กระแสตีกลับ” ที่สะท้อนผ่านผลการสำรวจความคิดเห็นหรือ “โพล” ที่ออกมาในจังหวะเวลาเดียวกัน

ทั้ง “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) สำรวจเรื่อง “3 ปี ของนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” และ “กรุงเทพโพล” ศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพ สำรวจเรื่อง "ประเมินผลงาน 3 ปี รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา" โดยทั้ง 2 โพลมีผลที่สอดคล้องไปในทิศทางเดียวกันว่า กระแสความนิยมของ รัฐบาล คสช.รวมไปถึงตัว พล.อ.ประยุทธ์ กำลังอยู่ในช่วงตกต่ำอย่างหนัก หรืออาจจะพูดได้ว่าตกต่ำที่สุดตั้งแต่เข้ามายึดอำนาจ 22 พ.ค.2557 เลยทีเดียว

ไม่เท่านั้น “สื่อบางสำนัก” ที่มีจุดยืนสนับสนุนรัฐบาลทหารมาโดยตลอด ก็ “รับลูก” นำผลโพลดังกล่าวไปขยายผลเป็นข่าวใหญ่ ประมาณรัฐบาล คสช.เริ่มเสื่อม ความนิยมต่ำเตี้ยเรี่ยดิน ร่วมสหบาทา “บิ๊ก คสช.” จนมองได้ว่ามี “ปัจจัยแทรกบางประการ” ที่หวังจะกระตุกความอหังการของ “น้องตู่-พี่ป้อม” ที่เริ่มแสดงตัวชัดในการฝังรากอยู่เป็นผู้กุมอำนาจประเทศต่อไปแบบยาวๆ

แต่ด้วยเหตุผลกลใดไม่ทราบได้ แทนที่จะนำผลโพลที่ชี้ว่าคะแนนนิยมของตัวเองและรัฐบาลอยู่ในช่วงขาลงอย่างหนักไปทบทวนเพื่อพิจารณาแก้ไขการทำงานที่อาจจะไม่เป็นที่พึงพอใจของประชาชน พล.อ.ประยุทธ์ กลับ “ตบหน้า” โพลทั้ง 2 สำนักด้วยการประกาศในระหว่างการประชุมคณะรัฐมนตรีนอกสถานที่อย่างเป็นทางการ หรือ “ครม.สัญจร” ที่ จ.นครราชสีมา เมื่อวันที่ 21 ส.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งมีช่วงหนึ่งที่ พล.อ.ประยุทธ์ พูดถึงการเลือกตั้งครั้งต่อไป และมีเสียงประชาชนตะโกนเชียร์ว่าจะเลือก พล.อ.ประยุทธ์กลับมาเป็นนายกฯอีกครั้ง

ทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวตอบไปว่า “ไม่รู้จะเข้าไปได้อย่างไร เราไม่ได้เป็นคนลงไม่ได้เลือกตั้ง ก็ไปดูกันต่อ ทุกอย่างเป็นเรื่องชะตากรรมของบ้านเมือง และผมก็ต้องรับชะตากรรมอยู่แล้ว”

เมื่อถอดรหัสคำตอบของ พล.อ.ประยุทธ์ ก็จะพบว่า ไม่ปฏิเสธโอกาสในการกลับมานั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรีอีกครั้ง โดยโยนให้เป็นเรื่องของชะตากรรม แม้มีความแน่นนอนแล้วว่า พล.อ.ประยุทธ์ จะไม่ได้ลงเลือกตั้งครั้งต่อไปก็ตาม แต่ก็อย่าลืมว่ารัฐธรรมนูยฉบับล่าสุดเปิดช่อง “นายกฯ คนนอก” ไว้แบบที่ พล.อ.ประยุทธ์ไปกางมุ้งรอที่ทำเนียบรัฐบาล โดยที่ไม่ต้องแวะคูหาเลือกตั้งด้วยซ้ำ

และถือเป็นการประกาศรับตำแหน่ง “นายกฯคนนอก” ในรัฐบาลชุดต่อไป ที่ชัดเจนที่สุดนับตั้งแต่ คสช.เข้ามามีอำนาจก็ว่าได้

ความมั่นใจของ พล.อ.ประยุทธ์ ยังสะท้อนผ่านคำพูดที่มีต่อผลโพลด้วยว่า “..ไอ้โพลแบบนี้มันทำที่ไหนอยากรู้นัก เขียนแบบนี้มันทำให้รู้สึกท้อแท้จริงๆ มันคิดได้อย่างไร แล้วเอาไปถามใคร อีกประเภทหนึ่งบอกว่าวันนี้คะแนนลุงตู่ลดลงเหลือ 7.4 ขณะที่ปีก่อนคะแนนอยู่ที่ 7.5 มันลดลงเรื่อยๆ แต่ผมไม่ได้สนใจตรงนี้ เพราะคนไทยนิสัยขี้เบื่อ ปีแรกชื่นชม ปีที่สองเบื่อหน่าย ปีที่สามยิ่งเบื่อใหญ่ เหมือนกับการดูละครที่เปลี่ยนไปดูดาราหน้าใหม่..”

รวมทั้งอีกท่อนที่บอกว่า “..ไม่ต้องเอาผลโพลมาให้ดู เพราะไม่สนใจ และถึงจะได้ความนิยมศูนย์เปอร์เซ็นต์ ผมก็ยังอยู่ ไม่ต้องเขียนให้คะแนนนิยมน้อยลงไปเรื่อยๆ เพราะผมยังจะอยู่ต่อไปตามกฎหมาย..”

เรียกว่าไม่ฟังอีร้าคร่าอีลมอะไร ก้มหน้าก้มตาประกาศ “อยู่ต่อๆ” เพียงอย่างเดียว แถมเป็นการอยู่ต่อโดยที่มี พล.อ.ประวิตร ที่ต้องอยู่ด้วยกันไปทั้งชาติ

แล้วอะไรทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ แสดงความมั่นใจแบบสุดๆ ทั้งที่ผลสำรวจผ่านโพลก็ตกต่ำต่อเนื่อง หรือกระทั่งเสียงบ่นของชาวบ้านร้านตลาดถึงความลำบากยากแค้นในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา

ก็ต้องบอกว่า “เงื่อนไข-กลไก” ต่างๆที่มีการวางไว้อย่างรัดกุมผ่านรัฐธรรมนูญ 2560 รวมไปถึงกฎหมายลูกต่างๆทั้งที่มีผลบังคับใช้แล้ว และที่กำลังทยอยออกมา โดยเฉพาะการที่ให้สมาชิกวุฒิสภาแต่งตั้ง 250 เสียง ที่มีรากเง้ามาจากรัฐบาล คสช.ร่วมโหวตเลือกนายกฯคนต่อไป ซึ่งก็เหมือนการไปกางมุ้งให้ พล.อ.ประยุทธ์ในทำเนียบรัฐบาลนั่นเอง

แล้วก็ยังมีการวางโครงข่ายอำนาจผ่านคำสวยหรูที่ว่า "ยุทธศาสตร์ชาติ" ซึ่ง คสช.วางไว้ไม่ต่ำกว่า 20 ปี ทั้งในส่วนของ “ชุดเล็ก” อย่างคณะกรรมการปฏิรูปประเทศ 11 คณะ ที่ประกาศรายชื่อไปแล้ว 120 คนในชุดแรก รวมทั้ง “ผู้คุมกฎตัวจริง" อย่าง "คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ" อีก 34 คน ที่กำลังจะมีการตั้งตัวบุคคลในเร็วๆนี้ ทั้งในส่วนของกรรมการโดยตำแหน่ง และผู้ทรงคุณวุฒิที่ได้รับเชิญเข้ามา

ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ ก็เตรียมประเดิมนั่งเป็นประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ ที่กำหนดไว้ให้นายกรัฐมนตรี เป็นประธานฯ ส่วน พล.อ.ประวิตร ก็ล็อคเก้าอี้รองประธานฯ คนที่ 3 ในฐานะรองนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีที่นายกรัฐมนตรีมอบหมาย

ที่สำคัญยังมีกรรมการโดยตำแหน่งทั้ง ปลัดกระทรวงกลาโหม, ผู้บัญชาการทหารสูงสุด, ผู้บัญชาการทหารบก, ผู้บัญชาการทหารเรือ, ผู้บัญชาการทหารอากาศ, ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ, เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.), ประธานกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ ประธานสภาหอการค้าไทย ประธานสภาอุตสาหกรรมไทย ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย และประธานสมาคมธนาคารไทย

หลักใหญ่ใจความอยู่ที่ส่วนผสมของบรรดา “ผู้นำเหล่าทัพ” นี่เองที่เป็นเหตุทำให้การจัดวาง “โผทหาร” บัญชีรายชื่อแต่งตั้งโยกย้ายนายทหารประจำปีนี้ ที่ควรจะเรียบร้อยนานแล้วมีปัญหา ก็ด้วยความที่ตำแหน่งหัวๆของแต่ละกองทัพมีเก้าอี้ในคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ จึงเป็นเหตุให้มีการจัดทำบัญชีโผนายพลยังยากมากขึ้น

ด้วยต้องวางแผนการส่งต่อไม้ของผู้นำเหล่าทัพในแต่ละกองทัพให้สมบูรณ์แบบที่สุด ซึ่งแค่การวางไลน์ให้ “ทหารบูรพาพยัคฆ์” น้องๆของก๊วน 3 ป.ได้เติบโตเกินหน้า “วงศ์เทวัญ - เบเร่ต์แดง” อย่างปัจจุบันนั้นยังไม่เพียงพอ

แต่ต้อง “เพอร์เฟ็กต์ที่สุด” ตามสไตล์ “มูลนิธิป่ารอยต่อ” โดยการวางตัวบุคคลที่ก้าวข้ามความเป็น “บูรพาพยัคฆ์” แต่ต้องเป็น “สายตรงวงษ์สุวรรณ” เข้าล็อคต่างๆในแต่ละกองทัพ เป็นที่มาของกระแสข่าวที่ว่า “เด็กป้อม” ไปอยู่ผิดที่ผิดทางในโผนายพลนับสิบตำแหน่ง จนทำให้โผสะดุดนั่นเอง

เมื่อรูปการณ์เป็นเช่นนี้ ประเทศไทยที่นอกจากจะต้องจมอยู่กับ “ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี” แบบยาวๆแล้ว ยังต้องเจอยัดเยียดเหมือนแพ็คเกจเหล้าพ่วงเบียร์

มี “ตู่ - ป้อม - ป๊อก” ที่จะอยู่กันไปทั้งชาติอีกด้วย


กำลังโหลดความคิดเห็น...