xs
xsm
sm
md
lg

ผู้จัดการสุดสัปดาห์

x

“น้ำท่วม-น้ำแล้ง-น้ำไม่พอใช้” แก้ได้ด้วย “สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ” จริงหรือ?

เผยแพร่:   โดย: MGR Online

วรศาสน์ อภัยพงษ์ อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำ
ผู้จัดการสุดสัปดาห์ - หลัง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ใช้อำนาจตาม ม.44 ตั้ง “สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ” ขึ้นตรงสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นเจ้าภาพ พร้อมเตรียมคลอด “พระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. ….” กำหนดยุทธศาสตร์การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ แก้วิกฤตน้ำท่วมน้ำแล้งอย่างยั่งยืน เชื่อว่า หลายคนอยากรู้ว่าทิศทางการบริหารน้ำของประเทศเคลื่อนตัวไปอย่างไร
“วรศาสน์ อภัยพงษ์” อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำ และเลขานุการคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) หนึ่งในมดงานขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ เปิดอกให้สัมภาษณ์ “ผู้จัดการสุดสัปดาห์” ในทุกมิติ

ทำไมถึงต้องมีเจ้าภาพหลักกำกับดูแลบริหารน้ำทั่วประเทศ
ปัจจุบันเราใช้ระเบียบสำนักนายกฯ ว่าด้วยการบริหารจัดการน้ำโดยมีคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) เป็นแนวทางในการดำเนินการ ซึ่งอำนาจ กนช. มีนโยบายในเรื่องอะไรหลายๆ อย่าง แต่มันยังไม่เป็นอำนาจทางกฎหมาย ทำให้การบริหารจัดการน้ำมันยังขาดเอกภาพชัดเจน ยังมีเรื่องของการบูรณาการ จัดการงบประมาณอะไรต่างๆ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการบริหารจัดการ เรื่องในเชิงนโยบายก็ยังไม่ชัดเจน ส่วนนี้เป็นหนึ่งในนโยบายยุทธศาสตร์การบริหารจัดการน้ำที่ทำมาตั้งแต่ตอน คสช. เข้ามาเมื่อปี 2558 เริ่มดำเนินการตามยุทธศาสตร์ เริ่มแก้ปัญหา มีความชัดเจน เรื่องยุทธศาสตร์การบริหารจัดการในเรื่องของการออกกฎหมายเพื่อรองรับอนาคตข้างหน้า ให้ประเทศไทยมีกฎกติกา ที่ผ่านมาถามว่ามีกฎหมายเกี่ยวกับน้ำไหม? ต้องบอกว่ามันก็แยกส่วนกันในมิติกฎหมายสิ่งแวดล้อม การพัฒนาพื้นที่ชลประทาน เป็นต้น

แต่เมื่อเมืองไทยพัฒนาขึ้นไปเรื่อยๆ มันก็เห็นอุปสรรคหลายๆ อย่าง และเราก็พบว่าปัจจุบันเรื่องน้ำท่วมน้ำแล้งมันค่อนข้างรุนแรงขึ้น แต่ว่าการแก้ไขปัญหาให้ตรงจุดมันยังขาดการทำงานร่วมกันที่ชัดเจน ตรงนี้เป็นสิ่งหนึ่งที่รัฐบาลพยายามทำให้เป้าหมายมันชัดขึ้นในการบริหารจัดการน้ำ อย่างล่าสุด ในพื้นที่ภาคเหนือ มีการสำรวจว่าพื้นที่ไหนพื้นที่เสี่ยงภัยแล้ง พื้นที่ไหนเป็นพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม ชี้จุดให้ชัดเลยตรงไหนเสี่ยงมากรัฐจะเข้าไปแก้ไขปัญหาจุดนั้นให้ชัดเจน และจุดอื่นๆ ที่มีความเสี่ยงน้อยก็จะมีมาตรการรองรับ เป็นต้น

รูปแบบการบริหารจัดการน้ำ ต่อไปต้องมีความเข้มข้นเรื่อยๆ ท่านนายกฯ กำหนดเป้าหมายว่า พื้นที่รุนแรง พื้นที่เสี่ยงมาก อย่างน้อยต้องแก้ไข 70%ใน 2 ปีนี้ และในภาพรวม 7 ปีข้างหน้าต้องจัดการให้ลุลวง 50% ซึ่งอนาคตเรื่องของการแก้ปัญหาจะลุล่วงได้นั้นทุกส่วนต้องเข้ามาช่วยกัน

ยกตัวอย่าง ภาคอีสานใน 8 พื้นที่ รวม 104 - 105 ล้านไร่ เป็นพื้นที่ที่เราวิเคราะห์ออกมาแล้วว่าเสี่ยงภัยแล้ง ประมาณ 59,000 ไร่เสี่ยงภัยแล้งรุนแรง นอกเหนือจากนั้นเสี่ยงภัยแล้งปานกลางเสี่ยงภัยแล้งน้อยตาลำดับ เรามีระบบข้อมูลวางแผนการจัดการ ขณะเดียวกันพื้นที่น้ำท่วมทางภาคใต้ ปัจจัยหนึ่งมาจากสิ่งกีดขวางลำน้ำซึ่งเป็นผลจากประเทศพัฒนาเจริญขึ้น ไม่ว่าจะเป็นนถนน คมนาคม เข้าข่ายสิ่งกีดขวางลำน้ำแทบทั้งสิ้น เพราะว่าช่องเปิดอาจจะน้อยไป กีดขวางลำน้ำ ช่องทางน้ำอาจน้อยไป รัฐบาลมีแนวทางว่าต้องแก้ปัญหาให้เสร็จในสิ้นปีนี้ จัดการสิ่งกีดขวางทางน้ำภาคใต้ 111 แห่ง เหล่านี้ต้องไม่ใช่อุปสรรคในการบริหารจัดการน้ำในช่วงภาวะที่มีน้ำมากๆ เป็นต้น

ฉะนั้น เมื่อทุกส่วนราชการเห็นเป้าหมายที่ชัดเจน งบประมาณที่จะไปลงพื้นที่เหล่านี้มันก็จะไม่ทับซ้อน นี่คือสิ่งที่เราพยายามผลักดันให้ทุกคนเห็นเป้าหมายเห็นความรุนแรง ซึ่งเราจะทำอย่างนี้ทั่วประทศ จัดสรรงบประมาณที่มีจำนวนจำกัดในการบริหารจัดการน้ำแก้ปัญหาในพื้นที่ครับ

สำนักงานทรัพยากรน้ำฯ มีแนวทางการบริหารน้ำอย่างไร
มีท่าน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นประธาน สำนักงานที่ทำเรื่องเกี่ยวกับน้ำ 30 องค์กร ร่วมเข้ามาดูเรื่องยุทธศาสตร์ ทำตามพันธกิจเป้าหมายสอดคล้องตรงกัน ลดความทับซ้อนโครงการ ในเรื่องเอกภาพการใช้งบประมาณ เช่น ถ้ามีโครงการไปลงตรงนี้แล้ว โครงการอื่นจะไม่มีทางไปทำให้มันซ้ำซ้อน เพราะว่าโครงการอื่น สมมติ พื้นที่กรมชลประทาน ไปทำหนึ่งโครงการมีพื้นที่รับประโยชน์ 50,000 ไร่ สำนักงานอื่นก็ไม่จำเป็นต้องเข้าไปทำเรื่องน้ำในพื้นที่ 50,000 ไร่นั้น เพราะว่าพื้นนี้มีหน่วยงานดูแลแล้ว เพราะฉะนั้นในมิติของเอกภาพในการบริหารงบประมาณก็ชัดเจนขึ้น ไม่มีความทับซ้อน ลดการใช้งบประมาณที่ไม่จำเป็นบางจุด มีประสิทธิภาพในการบริหารงบประมาณนำไปใช้อย่างเหมาะสมถูกต้อง การวางโครงการจะไม่เหมือนสมัยก่อนที่ทำสิ่งก่อสร้างแล้วไม่มีประชาชนเข้ามาใช้ประโยชน์ เราเคยมีปัญหาในเรื่องของ ฝายราษีไศล อ.ราษีไศล จ.ศรีสะเกษ สร้างขึ้นมาแล้วประชาชนไม่ยอมรับ สำนักงานนี้จะดูแลในภาพรวม จะวางโครงการที่ประชาชนไม่ต่อต้าน

อีกประเด็น เรื่องการบริหารจัดการเวลาเกิดภาวะวิกฤต ที่ผ่านมา การสร้างการรับรู้แก่ประชาชนสับสนไม่ชัดเจนว่าใครเป็นเจ้าภาพ สมมติ เกิดน้ำท่วมกรมป้องกันสาธารณภัยเข้ามาดูแล เขาก็ดูแลในเรื่องความปลอดภัย ทรัพย์สินและชีวิตประชาชนช่วยเหลือประชาชน แต่การบริหารมวลน้ำที่ถูกต้องตามหลักวิชาการ การที่จะลดความเสียหายจากปริมาณน้ำเยอะๆ มันต้องมีลักษณะเป็นซิงเกิลคอมมานด์ ท่านนายกฯ ก็จะมาดูส่วนนี้และดึงส่วนราชการซึ่งเป็นผู้ปฏิบัติหลักเท่านั้นไม่ใช่ตามสายบังคับบัญชา เข้ามานั่งดูปัญหาร่วมกันและบริหารจัดการจะเอาน้ำไปทางไหนคนเดือดร้อนน้อยที่สุด ทางเลือก 1. 2. 3. คืออะไรบ้าง จะเป็นซิงเกิลคอมมานด์ที่ชัดเจน

บทบาทกรมชลประทานเปลี่ยนไปหรือไม่
กรมชลประทาน หน่วยงานที่ทำเรื่องเกี่ยวกับน้ำมาอย่างยาวนาน 100 กว่าปีแล้ว พัฒนาพื้นที่ในลุ่มเจ้าพระยา พัฒนาในพื้นที่ทั่วประเทศ ประกาศเขตชลประทาน 30 ล้านไร่ ขณะเดียวกันเรายังมีพื้นที่อีก 149 ล้านไร่ ที่ไม่ได้อยู่ในเขตชลประทาน ใช้เกษตรน้ำฝนแหล่งน้ำธรรมชาติ เรามองกรมชลประทานในส่วนบทบาทใหญ่ อย่างเวลาน้ำท่วมแม่น้ำเจ้าพระยาก็สามารถบริหารจัดการลดปัญหาในพื้นที่ทั่วประเทศ เขามีบทบาทหลักแก้ปัญหาน้ำท่วมเรื่องภัยแล้งเขาก็ยังทำหน้าที่เหล่านี้อยู่ ส่วน กนช. กำลังจัดรูปแบบการบริหารจัดการ การบังคับบัญชาให้มีความกระชับให้มีพื้นที่รับผิดชอบที่ชัดเจน อย่างสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ออกแบบมาเป็นองค์กรที่เสนอแนะนโยบายและดูแลกำกับนโยบายส่วนนี้ให้มีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น กล่าวคือ ส่วนของการบริหารจัดการจะมีหน่วยงานมารับผิดชอบทำเชิงนโยบายในเรื่องการดูแลสภาวะน้ำแล้วน้ำท่วม จัดสรรน้ำให้เท่าเทียมกัน ไม่ว่าจะภาคส่วนของเกษตร ภาคส่วนอุตสาหกรรม หรือการท่องเที่ยว รวมทั้งระบบนิเวศด้วยจะเข้ามาดูภาพรวมของประเทศ ซึ่งถ้าเราไม่แก้ไข้ในส่วนนี้ความขัดแย้งจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

ขณะเดียวกัน เรามองว่าทั้งประเทศยังต้องการน้ำอยู่ประมาณ 48,000 ลบ.ม เป็นต้น อย่างในพื้นที่นอกเขตชลประทานเราจะหาน้ำที่ไหนไปให้เขา ฉะนั้น วิธีการรัฐมองว่าสามารถดึงน้ำจากต่างประเทศเข้ามาได้ รัฐมีนโยบายนำน้ำจากต่างประเทศเข้ามา หน่วยงานนี้จะเป็นหน่วยงานที่เข้าไปดูแลแนวทางเส้นทางและเจรจานำน้ำเข้ามาในอนาคต วางโครงสร้างองค์กรรองรับการแก้ไขปัญหาเรื่องน้ำนะครับ ยกตัวอย่างภาคตะวันออก หน่วยงานนี้จะเข้าไปจัดการเมื่อเอาน้ำเข้ามาในประเทศแล้วจะไปพักที่ไหนอย่างไร จัดการส่วนนี้อย่างไร ถ้าโครงการนี้เกิดขึ้นจริงมันก็จะมีการสร้างเขื่อนในประเทศกัมพูชา น้ำส่วนหนึ่งก็จะปล่อยมาในภาคตะวันอออกมา มารองรับการเติบโตในพื้นที่ ซึ่งทุกวันนี้เราทราบคำตอบดีอยู่แล้วว่าเราไม่สามารถสร้างเขื่อนขึ้นมาได้ จะสร้างเขื่อนกักเก็บน้ำที่ไหน ตามแผนที่เราวางไว้ 12 ปี ขยายเป็น 20 ปี

ตอนนี้แนวทางจัดการสถานการณ์น้ำท่วมทั่วประเทศเป็นอย่างไร
ต้องยอมรับอย่างหนึ่งว่าประเทศเราเติบโตและไม่ได้คำนึงถึงผังเมืองผังน้ำ อาจจะคำนึงถึงไม่มากนักเพราะฉะนั้นเราจึงเสียเส้นทางน้ำธรรมชาติทางระบายน้ำไป รวมทั้ง สิ่งกีดขวางลำน้ำที่เอกชนหรือรัฐไปพัฒนาขึ้นมา เราพบว่าจังหวัดใหญ่ๆ หลายจังหวัดตั้งอยู่ในพื้นที่ลุ่ม อย่าง จ.นครราชสีมา เป็นแหล่งชุมชน อ.พิมาย มีสายน้ำหลายสายไปชุมนุมกันตามธรรมชาติตามฤดูกาลจะเอ่อขึ้นมาแล้วลดลง เพราะฉะนั้นชุมชนพวกนี้เป็นชุมชนโบราณอยู่พื้นที่ลุ่มต่ำ เวลาเราไปพัฒนาพื้นที่ก็สูญเสียแห่งน้ำแก้มลิงต่างๆ ส่งผลให้น้ำท่วม ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทุกภาคเผชิญสถานการณ์เดียวกัน ในเรื่องของการท่วมตัวเมือง รัฐบาลมองว่าชุมชนที่มีความเสี่ยง 100 กว่าแห่งต้องมีแผนป้องกันชุมชนขึ้นมาให้ชัดเจน หน่วยงานที่รับผิดชอบ กรมโยธาธิการและผังเมืองต้องมีแผนในการป้องกันตัวเมือง ชุมชน เศรษฐกิจทั้งหลาย ขณะเดียวกัน ดำเนินการตามแผนเพื่อลดผลกระทบจากน้ำท่วมให้มาก ทุกตัวเมืองจะต้องมีระบบป้องกันน้ำท่วมของตัวเองเกิดขึ้นมาในอนาคต ซึ่งเราทำมานานแล้วแต่ประสิทธิภาพยังไม่ 100 เปอร์เซ็นต์ ยกตัวอย่าง กรุงเทพฯ มีระบบป้องกันน้ำท่วมชัดเจน มีอุโมงค์ มีระบบสูบ คันป้องกันน้ำท่วม ฯลฯ แต่ว่าการที่จะป้องกันน้ำท่วมกรุงเทพฯ ต้องลงทุนอีกเยอะ ถ้าฝนตกไม่เกิน 60 มม. จะระบายน้ำทันซึ่งเป็นความสามารถของเขา และถ้าสามารถพัฒนาไปถึง 80 มม. 100 มม. โอกาสน้ำท่วมกรุงเทพฯ ก็จะลดลง เมืองต่างๆ ก็เป็นลักษณะนี้เช่นเดียวกัน แผนป้องกันน้ำท่วมตัวเมืองเขตเศรษฐกิจทั่วประเทศทุกจังหวัดต้องมีแผนผู้ว่าราชการต้องรู้ต้องมีงบประมาณลงไปสนับสนุนอย่างชัดเจนครับ

อนาคตประเทศไทยสามารถรับมือน้ำท่วมน้ำแล้งได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เรามีข้อมูลภาพรวมของประเทศแบ่งโซนชัดเจน เช่นพื้นที่รับความรุนแรงสูงสุดของประเทศไทยชี้เป้าไปเลยว่าพื้นที่ตรงนี้ต้องลดความรุนแรงลงมา ซึ่งต้องมีส่วนราชการเข้าไปช่วย พื้นที่แล้งมากจะต้องไม่มีแล้วจะต้องหายไป พื้นที่ที่เกิดแล้งทุกปีหรือน้ำท่วมทุกปีจะต้องหายไปให้ได้ แต่ว่าโครงการพวกนี้อย่างกรณีท่วมรุนแรงที่ จ.สงขลา การวางโครงการใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 7 ปีถึงจะแก้ปัญหาได้ เราตั้งเป้าว่าอย่างน้อยพื้นที่พวกนี้ต้องได้รับการป้องกันปัญหาน้ำแล้งและน้ำท่วมต้องหายไปภายใน 7 ปีในพื้นที่ประสบภัยรุนแรง ส่วนพื้นที่อยู่ในระดับปานกลางแล้งน้อยท่วมน้อย จะใช้มาตรการอื่นๆ เข้ามาสนับสนุนได้ เช่น การรับรู้ของประชาชน สิ่งปลูกสร้างการปลูกบ้านเรือนในที่สูง เป็นต้น

ยุทธศาสตร์บริหารจัดการน้ำดำเนินการครอบคลุมทั้งประเทศแล้วหรือยัง
จะครอบทั้งประเทศภายในระยะเวลาไม่เกินสิ้นปีนี้ครับ เราเสนอภาพรวมของการแก้ไขปัญหาผ่านทาง กนช. ทุกส่วนราชการนี้ต้องยึดเหล่านี้ไปดำเนินการ ที่สำคัญคือ ภายใต้ พ.ร.บ. ทรัพยากรน้ำ (พระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. ….) ที่อยู่ในวาระ 2 มีแผนแม่บทการบริหารจัดการลุ่มน้ำ ประเทศไทยมี 25 ลุ่มน้ำ ทุกลุ่มน้ำจะต้องมีแผนบริหารจัดการตนเอง ลุ่มน้ำไหนที่มีเขื่อนก็โชคดีไป หรืออย่างลุ่มน้ำยมไม่มีเขื่อนอะไรเลย พอฝนตกท่วมทุกปี พอฝนหยุดตกอยู่ในภาวะแล้งทั้งปี เขาจะอยู่อย่างไรทีนี้ก็ต้องมาพูดกันแล้วจะเอาเขื่อนหรือไม่ ฉะนั้น คนในลุ่มน้ำยมก็ต้องมาร่วมประชุมกันแล้วว่าจะมีเขื่อนหรือไม่มีเขื่อนในอนาคตข้างหน้า ถ้าคุณอยู่โดยไม่มีเขื่อนก็ต้องยอมรับสภาวะเสี่ยงแล้งเสี่ยงท่วมต่อไปอย่างไร เป็นต้น ฉะนั้น เขาจะมีแผนแม่บทบริหารจัดการต่อภาวะของเขาเอง ทั้ง 25 ลุ่มน้ำจะมีแผนแม่บทของเขา ทุกลุ่มน้ำจะมีโอกาสเกิดภาวะน้ำแล้งน้ำท่วมเกิดขึ้นทุกที่ แต่ละลุ่มน้ำต้องรองรับตรงนี้ด้วย และแผนที่ทำขึ้นมาส่วนราชการต้องไปทำโครงการจัดสรรงบประมาณจัดการ หากเกิดปัญหาติดขัดประการใด เสนอไปที่ กนช. จะพิจารณาเป็นเรื่องๆ ไป เราจะมีตัวชี้วัดหากส่วนราชการไม่ปฏิบัติจะมีความผิด เป็นต้น

พ.ร.บ. ทรัพยากรน้ำ เอื้อประโยชน์ต่อประชาชนและประเทศชาติอย่างไร
อันดับแรกเราต้องเข้าใจว่าทรัพยากรน้ำประเทศเรามีจำกัด และประเทศโตขึ้นเรื่อยๆ เพราะฉะนั้นวันนึงเราจะมีน้ำไม่เพียงพอ ในปัจจุบันข้อมูลของประเทศไทยต่อหัวต่อคน 65 ล้านคน เราจะมีน้ำปริมาณหัวละ 3,200 ลบ.ม. ต่อคนต่อปี ปริมาณน้ำขนาดนี้เอาไปทำนาก็ได้ไม่เกิน 2.5 ไร่ และได้ครั้งเดียว ปริมาณน้ำจำนวนนี้หากเทียบดัชนีน้ำระดับโลกเราถือว่าประเทศไทยเข้าข่ายเสี่ยงที่จะขาดแคลนน้ำในอนาคตแล้ว และถ้าเราไม่ทำอะไรเลยอนาคตประเทศไทยมีปัญหาเรื่องน้ำแน่นอน ขณะเดียวกันเราก็มีปัญหาเรื่องคุณภาพน้ำด้วย น้ำในแหล่งน้ำสำคัญๆ เราอยู่ในเกณฑ์พอใช้เป็นส่วนใหญ่ คุณภาพดีก็เหลือน้อย ส่วนพอใช้ก็เป็นแหล่งเสื่อมโทรมมาก ซึ่งเป็นประเด็นของประเทศที่ต้องแก้ไขร่วมกัน ฉะนั้นกฎหมายที่ออกมาคุ้มครองแหล่งน้ำ หมายความว่าเรามีแหล่งเก็บน้ำ มีอ่างเก็บน้ำธรรมชาติค่อนข้างเยอะเป็นแสนๆ แห่ง ครึ่งนึงอยู่ภาคเอกชนครึ่งนึงอยู่ส่วนราชการ ซึ่งแหล่งน้ำธรรมชาติเหล่านี้จะถูกคุ้มครอง นั่นหมายความว่าขนาดต้องไม่เล็กลง ลองนึกภาพบึงบอระเพ็ดพื้นที่ 120,000 ไร่ ปัจจุบันเราไม่ได้คุ้มครองบึงบอระเพ็ดลดขนาดเหลือ 40,000 กว่าไร่ เราสูญเสียบึงบอระเพ็ดไปตั้ง 80,000 กว่าไร่ ฉะนั้น แหล่งน้ำอื่นๆ ก็เช่นเดียวกัน ถ้าลงพื้นที่จะพบว่าแหล่งน้ำถูกบุกรุกได้ง่ายขึ้นทั้งส่วนราชการบุรุกภาคเอกชนบุกรุกภาคประชาชนบุกรุก ต่อไปกฎหมายจะคุ้มครองเลยว่าแหล่งน้ำต้องไม่มีขนาดลดลง

อันดับที่สอง คุ้มครองในเรื่องของคุณภาพแหล่งน้ำ กิจกรรมอะไรต่างๆ ที่ส่งผลให้แหล่งน้ำเสื่อมโทรมกฎหมายจะคุ้มครอง ซึ่งเป็นการรับประกันสิทธิของประชาชนที่จะเข้าถึงแห่งน้ำให้เกิดความเท่าเทียมกัน ปัจจุบันเราจะเห็นว่าแหล่งน้ำธรรมชาติใครมีต้นทุนสูงเขาก็จะสูบน้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติไปใช้งาน และพบว่าหลายแห่งมีข้อขัดแย้งเป็นต้นว่าท้ายน้ำไม่ได้น้ำต้นน้ำสูบหมด กลายเป็นปัญหาเชิงสังคม กฎหมายจะเข้ามาดูว่าแต่ละคนจะใช้น้ำเป็นพื้นฐานได้ไม่เกินเท่าไหร่ ฉะนั้น หลักประกันสิทธิท่านต้องมีน้ำอย่างน้อยเท่าไหร่ในพื้นที่ของท่าน แต่ไม่ใช่ว่ามีเท่ากันทุกท่านได้น้ำไปดำรงชีพเป็นพื้นฐาน มีการเรียงลำดับจัดสรรน้ำ ประชาชนทั่วไปจะใช้น้ำได้ตามพื้นฐานดำรงชีพเลี้ยงครอบครัวได้ มีการขออนุญาตใช้น้ำเพื่อเพิ่มมูลค่าธุรกิจของท่านลำดับ ลดข้อขัดแย้งจะเกิดขึ้นจากการใช้น้ำ และสิ่งสำคัญประชาชนผู้ใช้น้ำสามารถจดทะเบียนรวมตัวกัน 30 คน เพื่อคุ้มครองสิทธิ หมายความว่า เมื่อน้ำที่เอามาใช้ไม่เพียงพอก็รวมตัวไปบอกรัฐบาลว่าอยากให้เพิ่มต้นทุนในพื้นที่ได้ หรือมีใครมาละเมิดสิทธิน้ำที่เคยไหลมาลงแหล่งน้ำ อยู่ๆ หายไป ก็สามารถไปร้องเรียนเรียกร้องคณะกรรมการลุ่มน้ำให้ตรวจสอบตามกฎหมายที่บัญญัติไว้ครับ

ที่ผ่านมา เรายังไม่เคยมีกฎหมายน้ำนะครับ เรามีแต่จารีตประเพณี เรามีกลุ่มของประชาชนที่เข้มแข็งช่วยกันดูแลแต่พอถึงจุดหนึ่งเมื่อไม่มีกฎหมาย เวลานายทุนหรือผู้ที่มีกำลังสูงในเชิงสังคมเขาก็สามารถดึงทรัพยากรส่วนนี้ออกไปโดยไม่มีกฎหมายเข้าไปตัดสินว่าเขาทำถูกหรือผิด กฎหมายให้ทุกคนมีสิทธิและต้องรักษาสิทธิไม่ไปกระทบกระเทือนใคร เหล่านี้จะเกิดความเท่าเทียม การนำน้ำไปใช้ต้องเสนอแผนมาด้วยจะเอาน้ำไปเก็บที่ไหน ช่วงเวลาไหนที่ไม่กระทบกระเทือนกับประชาชนทั่วไป ซึ่งสำคัญที่ว่าคุณเอาน้ำไปเก็บไว้ หน้าแล้งน้ำไม่พอกฎหมายบอกว่าสามาถให้คุณเฉลี่ยน้ำกลับสู่สังคมได้ โดยภาครัฐมีค่าใช้จ่ายให้เป็นต้น แต่หากน้ำท่วมห้ามคุณปล่อยน้ำเข้ามาซ้ำเติมคุณต้องเก็บน้ำไว้ในพื้นที่คุณห้ามปล่ยออกมา เพราะฉะนั้นเอกชนจะเป็นพื้นที่กักเก็บน้ำเป็นแก้มลิงสามารถช่วยเหลือในภาวะน้ำแล้งและน้ำท่วมได้


กำลังโหลดความคิดเห็น...