xs
xsm
sm
md
lg

ผู้จัดการสุดสัปดาห์

x

อยู่กันไปทั้งชาติ กับภารกิจปฏิรวบประเทศ 20 ปี ของ “ระบอบวงษ์สุวรรณ”

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


ผู้จัดการสุดสัปดาห์ - ปฏิเสธไม่ได้ว่า วาระ “ปฏิรูปประเทศ” ถือเป็น “ธงนำ” ในการเข้ายึดอำนาจของ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557

และก็ปฏิเสธไม่ได้อีกเช่นกันว่า 3 ปีกว่าที่ผ่านมา การปฏิรูปประเทศ ที่อุตส่าห์ประกาศเป็น “วาระแห่งชาติ” ในหลายกรรมหลายวาระยังไม่ไปไหน กลับเป็นเพียงการ “ปฏิลูบ” คือ ลูบไปลูบมา ยังไม่มีเรื่องใดออกมาเป็นรูปธรรม จนถูกปรามาสว่าหนีไม่พ้น “เสียของ” เป็นแน่แท้

เป็นการเสียของที่หนักหนายิ่งเสียกว่าการรัฐประหาร ปี 2549 ของ คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) เสียอีก เนื่องด้วย “โอกาส- อำนาจ-เวลา” ที่ คสช. โดย “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช.นำมาใช้นั้นมากกว่าที่ คมช.เคยใช้แบบเทียบกันไม่ติด

แต่การปฏิรูปภายใต้การปกครองของ คสช.กลับมีเพียงการแต่งตั้งตัวบุคคลเข้ามาขับเคลื่อนการปฏิรูปในชื่อสภา คณะกรรมการ แบบหยุบหยับเต็มไปหมด ไล่ตั้งแต่ สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) กับจำนวนสมาชิก 250 คน ที่อยู่ในตำแหน่งราว 11 เดือน ก่อน “อัตวินิบาต” ตัวเองด้วยการโหวตคว่ำร่างรัฐธรรมนูญ 2558 จนต้องหมดวาระไปยกคณะ ทิ้งมรดกไว้เป็นรายงานข้อเสนอของ สปช. 37 วาระปฏิรูป 6 วาระพัฒนา รวม 505 ข้อ ที่ถูกมองว่า “ครอบจักรวาล-ไม่มีอะไรใหม่” และไม่คุ้มค่ากับงบประมาณราว 700 กว่าล้านบาทที่สูญเสียไป

ก่อนที่จะมีการแต่งตั้ง สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ที่ลดจำนวนสมาชิกเหลือ 200 คน มารับไม้ต่อ โดยตัดความผูกพันกับกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญออกไป จนทำให้ สปท.ได้อยู่ในตำแหน่งนานกว่าคือ 1 ปี 10 เดือน หรือราว 22 เดือน สูญเสียงบประมาณไปมากกว่า 1 พันล้านบาท แลกมาด้วย ข้อเสนอต่างๆ 188 เรื่องที่ส่งมอบให้กับ “รัฐบาล คสช.” ไปก่อนสิ้นวาระเมื่อต้นเดือนสิงหาคม 2560 ที่ผ่านมา

และในช่วงคาบเกี่ยวกัน ต้นปี 2560 ที่ผ่านมา รัฐบาล คสช.ก็ได้ยกระดับการดำเนินการปฏิรูปประเทศ พ่วงด้วยการสร้างความปรองดอง ผ่าน คณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง หรือที่รู้จักกันในนาม “ป.ย.ป.” ซึ่งเป็นเรื่องเร่งด่วน ถึงขนาดหัวหน้า คสช.ต้องใช้อำนาจตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญชั่วคราวตั้งขึ้นมาหลังเปิดศักราชใหม่มาไม่นาน

ย้อนไปเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2560 ก็ได้มีการจัด “อีเวนต์เปิดตัว” ป.ย.ป.ขึ้นที่ทำเนียบรัฐบาล โดยที่ “นายกฯตู่” ในฐานะประธาน ป.ย.ป.เข้าร่วมด้วย ซึ่งก็เห็นว่าเป็นการประชุมเชิงปฏิบัติการหรือที่คนในรัฐบาลเรียกว่า “เวิร์กชอป” เพื่อวางแนวทางการทำงานของ ป.ย.ป. ก่อนจะมีผลสรุปเป็น “27 วาระปฏิรูปเร่งด่วน” ออกมา

จนดูเหมือนว่าวาระปฏิรูปของ คสช.นั้นมะรุมมะตุ้มอยู่แค่การแบ่งหัวข้อ จำนวนวาระ ทั้งที่สาระไส้ในก็วนเวียนอยู่กับประเด็นเก่าๆ ไม่ว่าจะเป็น 11 วาระปฏิรูปที่ คสช.เคยประกาศ และนำไปยัดใส่ไว้ในรัฐธรรมนูญชั่วคราว 2557 ก่อนจะมาเป็นวาระปฏิรูป 37 วาระ และ วาระพัฒนา 6 วาระ505 ข้อเสนอที่ สปช.ชงไว้ก่อนถูกยุบไป หรือจะเป็น 12 วาระปฏิรูปที่ สปท. เสนอให้บรรจุไว้ในรัฐธรรมนูญ 2560 รวมทั้งการบ้าน 188 ข้อเสนอที่ส่งให้กับ “นายกฯตู่” ไปแล้ว ก็ยังจะมี 27 วาระปฏิรูปเร่งด่วน ของ ป.ย.ป.

ซึ่งไม่ว่าจะจำนวนเท่าไรก็ยังไม่มีเรื่องใดเป็นรูปธรรมจริงๆ ซึ่ง “นายกฯ ตู่” ก็ย้ำมาตลอดว่า ทั้งหมดที่ผ่านมาเป็นการวางโครงสร้างการปฏิรูปไว้ให้รัฐบาลชุดต่อไป

นี่ยังไม่รวมประเด็นปลีกย่อย ที่ถูกแยกไปปฏิรูปต่างหาก อย่างเรื่องการ “ปฏิรูปตำรวจ” ที่มีการใช้อำนาจหัวหน้า คสช.มาตรา 44 ออกมาหลายคำสั่ง แต่ก็เน้นแก้ไขปัญหาเฉพาะการแต่งตั้งโยกย้ายในแต่ละคราว เพื่อแก้ปัญหาให้แก่ “ผู้มีอำนาจ” ในการแต่งตั้งโยกย้ายตำรวจเท่านั้น

รวมไปถึงการที่ ครม.แต่งตั้งคณะกรรมการปฏิรูปสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่มี “บิ๊กสร้าง” พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ อดีตผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.สส.) เป็นประธานคณะกรรมการฯ เมื่อต้นเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา

ล่าสุดก็มี “ไฟต์บังคับ” ตามที่ มีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) วางไว้ในรัฐธรรมนูญ 2560 แล้วมายัดใส่ในกฎหมายลูก พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) แผนและขั้นตอนการดำเนินการปฏิรูปประเทศ พ.ศ. 2560 ที่กำหนดให้รัฐบาลต้องแต่งตั้ง “คณะกรรมการปฏิรูปประเทศ” จำนวน 11 คณะ ตามประเด็นที่ระบุไว้ในมาตรา 8 ของกฎหมายฉบับดังกล่าว

จนเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2560 ที่ประชุม ครม. ซึ่ง “นายกฯตู่” เป็นประธานก็ได้เคาะรายชื่อ กรรมการปฏิรูป “ลอตแรก” ออกมาจำนวน 120 คนใน 11 คณะ ที่ว่าเป็นลอตแรกก็เพราะ พ.ร.บ.แผนและขั้นตอนการดำเนินการปฏิรูปประเทศฯ ได้กำหนดไว้ในมาตรา 14 ว่า ในแต่ละคณะ ให้ประกอบด้วย ประธานกรรมการปฏิรูป 1 คน และกรรมการปฏิรูปจํานวนไม่เกิน 13 คน รวมแล้วก็คณะละ 14 คน เบ็ดเสร็จแล้ว 154 คน ยังมีที่นั่งให้ช่วงชิงกันอีก 34 เก้าอี้ กับวาระที่อยู่ยาวๆ 5 ปี ค่าตอบแทนเป็นเบี้ยประชุมครั้งละ 6 พันบาท ประชุมได้ไม่เกินเดือนละ 8 ครั้ง หรือมีรายได้ประมาณ 4.8 หมื่นบาทต่อคน

หลายคนถึงกับอุทานประมาณว่า “..ตั้งกันอีกแล้วเหรอวะ!!” อย่าง อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ถึงกับบอกว่า “สำลักการปฏิรูป” ด้วยความที่วนเวียนอยู่กับการตั้งความหวัง แต่ไม่มีความคืบหน้า-รูปธรรมใดๆ

ย้ำคิดย้ำทำ แต่งตั้งบุคคล คณะกรรมการ เสมือนหนึ่งว่า “บิ๊ก คสช.” คิดว่าการปฏิรูปประเทศคือการแต่งตั้งบุคคลเข้ามาให้มากที่สุดเท่านั้น

ไม่เพียงเท่านั้น รายชื่อบุคคลที่ออกมา 120 ราย ที่อ้างว่าเป็นผู้มีความรู้ ผู้เชี่ยวชาญ ผู้มีประสบการณ์ นั้นก็ถูกมองว่าเป็น “คนหน้าเดิม” ที่วนเวียนอยู่กับตำแหน่งแห่งที่ในช่วงรัฐบาล คสช.เรืองอำนาจ

เอาแค่ประธานคณะกรรมการฯ ชุดต่างๆ ทั้ง 11 ชุด ก็คุ้นหูคุ้นหน้าคุ้นตากันเป็นอย่างดี ไล่ตั้งแต่ 1. ประธานฯ ด้านการเมือง เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รายนี้มีตำแหน่งเป็นที่ปรึกษาและกรรมการเตรียมการเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดองของ ป.ย.ป.ด้วย

2. ประธานฯ ด้านการบริหารราชการแผ่นดิน กฤษดา บุญราช ปลัดกระทรวงมหาดไทย ก็เป็น “ปลัดคู่บุญ” ของ “บิ๊กป๊อก” พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย

3. ประธานฯ ด้านกฎหมาย บวรศักดิ์ อุวรรณโณ เข้ามาช่วยงาน คสช.ตั้งแต่ยังมีสถานะเป็น “คณะปฏิวัติ” จนมารับตำแหน่งรองประธาน สปช. และประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ที่ถูก “หักหลัง” อย่างเจ็บแสบ จนทำท่าจะไม่เผาผีกัน ก่อนรีเทิร์นกลับมารับตำแหน่งประธานคณะกรรมการที่ปรึกษาเพื่อกำกับการปฏิรูปกฎหมาย ของ ป.ย.ป.

4. ประธานฯ ด้านกระบวนการยุติธรรม อัชพร จารุจินดา อดีตเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา ก็เป็นกรรมการร่างรัฐธรรมนูญชุดของนายมีชัย

5. ประธานฯ ด้านด้านเศรษฐกิจ ประสาร ไตรรัตน์วรกุล อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย และเป็นกรรมการคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.) ที่แต่งตั้งโดย คสช.

6. ประธานฯด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รอยล จิตรดอน ที่ได้รับการยกให้เป็น “กูรูน้ำ” เป็นผู้อำนวยการสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร (องค์การมหาชน) (สสนก.) มาอย่างยาวนาน แต่ก็ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นที่ปรึกษา พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) เพิ่มอีกตำแหน่งหนึ่งในยุค คสช.

7. ประธานฯ ด้านสาธารณสุข น.พ.เสรี ตู้จินดา อดีตอธิบดีกรมการแพทย์ ก็เป็นประธานคณะที่ปรึกษา นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข รวมทั้งมีบทบาทในการพิจารณาแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการสาธารณสุขหลายฉบับในยุค คสช.

8. ประธานฯ ด้านสื่อสารมวลชน จิรชัย มูลทองโร่ย ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (สปน.) ก่อนหน้านี้เคยมีข่าวว่ารัฐบาลจะต่ออายุราชการให้นายจิรชัย แต่สุดท้ายก็เงียบไปทำให้นายจิรชัยจะเกษียณอายุราชการในเดือนกันยายนนี้ เคยมีบทบาทโดดเด่นในฐานะ ประธานคณะกรรมการสอบความผิดทางละเมิดคดีข้าว ของ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ด้วย

9. ประธานฯ ด้านสังคม ปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา อดีต รมว.เกษตรและสหกรณ์ ใน “ครม.ประยุทธ์ 1” ก่อนถูกปรับออกแล้วมารับตำแหน่งสมาชิก สปท

10. ประธานฯ ด้านพลังงาน พรชัย รุจิประภา อดีต รมว.เทคโนโลยีสารเทศ (ไอซีที) ใน “ครม.ประยุทธ์ 1” ก่อนถูกปรับออก

และ 11. ประธานฯ ด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ ปานเทพ กล้าณรงค์ราญ อดีตประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) หลังหมดวาระก็มารับตำแหน่งสมาชิก สปท.

จะเห็นได้ว่าทุกรายมีความผูกโยงกับ “ฐานอำนาจ คสช.” แทบทั้งสิ้น ซึ่งก็ต้องยอมรับว่าเมื่อเป็นคณะกรรมการของ คสช. ก็ต้องใช้ “คนของ คสช.” แต่อย่าลืมว่าคณะกรรมการฯชุดนี้มีวาระถึง 5 ปี คาบเกี่ยวไปถึงรัฐบาลชุดหน้าอย่างแน่นอน หากมีการเลือกตั้งตาม “โรดแมป คสช.” ดังนั้นจึงหนีไม่พ้นการถูกวิจารณ์ว่า เป็นการวางขุมข่ายไว้สืบทอดอำนาจของ คสช. แม้ว่าจะเปิดช่องให้รัฐบาลชุดต่อไปจะเปลี่ยนแปลงตัวบุคคลได้ก็ตาม

อีกทั้งในแง่ความเหมาะสมก็ยังมีเครื่องหมายคำถามตัวเบ้อเริ่มเหมือนกัน ที่น่าเป็นห่วงน่าจะเป็นคณะพลังงาน ที่นำมาโดย พรชัย รุจิประภา โดยมีทีมงานอย่าง ดุสิต เครืองาม อดีต สปท. น้องชาย วิษณุ เครืองาม มนูญ ศิริวรรณ นักวิชาการด้านพลังงาน ปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ อดีต รมว.พลังงาน ที่จุดยืนด้านพลังงานชัดเจนมาเป็นองค์คณะ

เช่นเดียวกับ "คณะปฏิรูปสื่อสารมวลชนฯ" ที่ จิรชัย มูลทองโร่ย ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี จับพลัดจับผลูได้เป็นประธาน มีทีมงานอย่าง พล.อ.อ.คณิต สุวรรณเนตร อดีตสมาชิก สปท. และอดีตประธานกรรมาธิการ (กมธ.) ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการสื่อสารมวลชน ที่เคยผลักดันร่างกฎหมายคุมสื่อฯ พร้อมกับสร้างความฮือฮากับชื่อ สุทธิชัย หยุ่น ผู้บริหารเครือเนชั่น เจ้าของวลีอหังการ “ผิดจากนี้ไม่ใช่เรา” ผู้ซึ่งเพิ่งถูกศาลสั่งปรับกรณี "ไม่สุจริต" กีดกันผู้ถือหุ้นเข้าร่วมประชุมมาหมาดๆ ด้วย

ไม่เพียงเท่านั้นหากสแกนลงลึกไปที่ตัว 120 กรรมการก็ยังพบอีกว่า หลายคนมีร่องรอยความใกล้ชิดกับ “พี่ใหญ่ คสช.” อย่าง “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม ในระดับแนบแน่น จนถูกมองว่ามีการแต่งตั้ง “เด็กบิ๊กป้อม” อยู่พอสมควร แม้จะไม่โจ๋งครึ่มจนดูน่าเกลียดเหมือนสภาฯหรือกรรมการชุดอื่นที่ตั้งในสมัย คสช. แต่ก็พอจะเป็นหัวเชื้อในการคุมทิศทางการทำงานในแต่ละคณะได้ไม่มากก็น้อย

จนเจ้าตัว พล.อ.ประวิตร ต้องชี้แจงข้อวิจารณ์ “เหล้าเก่า ในขวดใหม่” และประเด็นคนใกล้ชิดแบบกำปั้นทุบดินว่า “มีคนอยู่แค่นี้ ก็รู้จักกันทั้งนั้น เขาทำงานได้ก็แล้วกัน”

จนน่าสงสัยว่าคนไทยทั้งประเทศ 70 ล้านคน มีคนขยัน-คนตั้งใจอยู่แค่หยิบมือนี่หรือ

แต่ที่เด็ดที่สุดคือวลีเด็ดของรองนายกฯ พี่ป้อมที่ยอมรับแบบหน้าชื่นตาบานว่า “มีทั้งคนดี คนไม่ดี เราเปิดโอกาสให้ทุกกลุ่มทุกฝ่ายเข้ามาทำงาน โดยการเสนอชื่อผ่านนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี และจำนำมาคัดเลือกอีก 2-3 รอบ แต่ไม่เสนอชื่อเข้ามาเอง ” ซึ่งทำให้สงสัยว่า ใครคือคนดี ใครคือคนไม่ดี แล้วรู้ทั้งรู้อยู่ว่าเป็นคนไม่ดี แล้วทำไมถึงยังแต่งตั้งเข้ามาอีก หรือว่าวิ่งวุ่นล็อบบี้กันเสียจนลืมดูตรวจสอบประวัติไปเสียเฉยๆ

ด้วยวาระดำรงตำแหน่ง 5 ปี ประหนึ่งเป็น “ผู้คุมกฎ” ที่มีอำนาจติดตามการทำงานของหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องให้ทำตามแผนงานปฏิรูปที่ คสช.วางไว้แบบบิดพลิ้วไม่ได้ หากหน่วยงานใดไม่ทำตามก็สามารถชงเรื่องให้นายกรัฐมนตรี หรือ “คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ” ที่จะแต่งตั้งขึ้นตาม พ.ร.บ.ยุทธศาสตร์ชาติ เพื่อดำเนินการ “ลงโทษ” ผู้บริหารหน่วยงานได้

ว่ากันแค่บุคคลที่พะโลโก้ “เด็กบิ๊กป้อม” ที่หน้าผากแบบชัดๆ ก็ตั้งแต่ ถวิล เปลี่ยนศรี อดีตเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) กุนซือส่วนตัว “บิ๊กป้อม” ที่ตอนนี้มีเก้าอี้ประธานคณะกรรมการ (บอร์ด) การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) อยู่ด้วย เอนก เหล่าธรรมทัศน์ ประธานฯด้านการเมือง ก็ทำงานใน ป.ย.ป.คณะที่มี “บิ๊กป้อม” เป็นประธาน กฤษดา บุญราช ประธานฯด้านการบริหารราชการแผ่นดิน ก็สายตรง “บิ๊กป๊อก” พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย ซึ่งก็คือๆ กันกับ “เด็กบิ๊กป้อม”

ส่วนสายทหารที่อาจจะมีชื่อน้อยกว่าที่คาด มีราว 10 จาก 120 คน โดยในแต่ละคณะมีกรรมการที่เป็น “ท็อปบูต” อยู่แค่ 1 รายเท่านั้น แต่ก็ก็แน่เป็นแช่แป้ง “พี่ป้อม” ดูแลมาทั้งสิ้น หากมียศ ท.ทหารนำหน้า ก็ฟันธงไปได้เลยว่าเป็น “สายตรงวงษ์สุวรรณ” ไปได้เลย พล.อ.อ.วีรวิท คงศักดิ์ ก็เตรียมทหาร รุ่นที่ 6 (ตท.6) รุ่นเดียวกับ “ป๋าป้อม” นั่นแหละ “เสธ.เอ็กซ์” พล.อ.ฐิติวัจน์ กำลังเอก ลูกชาย พล.อ.อาทิตย์ กำลังเอก และ พล.อ.จิระ โกมุทพงศ์ ก็เป็นมือไม้ของพี่ๆ คสช.ใน สปท. ผนึกเป็น “ดรีมทีมล็อบบี้ยีสต์” ใน สปท. กับ พล.ต.ท.ตรีทศ รณฤทธิวิชัย อดีตหน้าห้อง “บิ๊กป้อม” และ “นวยนิ่ม” พล.ต.ท.อำนวย นิ่มมะโน อดีตสมาชิก สปท. นั่งไม่รู้กี่ตำแหน่ง แล้วหลัง คสช. เข้ามามีอำนาจ ที่ได้รับการแต่งตั้งเป็นกรรมการปฏิรูปลอตแรกพร้อมหน้าพร้อมตา

รายชื่อกรรมการปฏิรูป 120 คนที่ออกมา ถูกมองว่า “มีตำหนิ” นอกจากโยงได้กับ “สายตรงวงษ์สุวรรณ” แล้ว ก็ยังเต็มไปด้วย “ผู้อาวุโส” ที่ย้อนแย้งคำพูดของ “นายกฯ ตู่” ที่เพิ่งกล่าวผ่านรายการ “ศาสตร์พระราชา สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน” ออกอากาศทางโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย เมื่อวันศุกร์ที่ 4 สิงหาคมที่ผ่านมาเกี่ยวกับ “การปฏิรูป” ว่า “..ต้องมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนทุกสาขาอาชีพ ทุกเพศ ทุกวัย ในฐานะที่เป็นเจ้าของประเทศ เป็นผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งหมด .. เราต้องฟังคนรุ่นใหม่ด้วย โดยช่องทางการมีส่วนร่วม และรับฟังความคิดเห็นนั้น จะต้องเปิดกว้างและทั่วถึง..”

คีย์เวิร์ดในวันนั้นคือ “คนรุ่นใหม่ - การปฏิรูป” แต่ 120 กรรมการปฏิรูปที่ออกมากลับไม่มีความใกล้เคียงในการสร้างความมีส่วนร่วมกับคนรุ่นใหม่แต่ประการใด

สิ่งที่ชัดเจนขึ้นมาคงเป็นคำของ “นายกฯ น้องตู่” ที่อวยพร “รองนายกฯ พี่ป้อม” เมื่อวันคล้ายวันเกิดครบ 72 ขวบ ช่วง 11 สิงหาคม 2560 ที่ผ่านมาอย่างหยาดเยิ้มว่า “ท่านอยู่กับผมทั้งชาติแหละ” ซึ่งไม่เพียงแต่ “2 พี่น้องบูรพาพยัคฆ์” จะประกาศผูกติดกันไปทั้งชาติแล้ว ยังวาง “เครือข่าย” ไว้ สอดคล้องไปกับ “ยุทธศาสตร์ชาติ” ที่ คสช.วางไว้ไม่ต่ำกว่า 20 ปี ซึ่งจะมี “ผู้คุมกฎตัวจริง” อย่าง “คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ” ที่กฎหมายผ่านไปก่อนหน้านี้ และกำลังจะตั้งในอีกไม่กี่วันข้างหน้าอยู่ “สืบทอดอำนาจอย่างยั่งยืน” อีกด้วย

ตามกลไกของ “คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ” ที่วางไว้ให้มีอำนาจเหนือกว่า “ฝ่ายบริหาร-นิติบัญญัติ” และล้อคตำแหน่งไว้ ทั้งในส่วนกรรมการโดยตำแหน่ง 8 คน ได้แก่ นายกรัฐมนตรี เป็นประธานฯ ประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นรองประธานฯ คนที่ 1 ประธานวุฒิสภา เป็นรองประธานฯคนที่ 2 รองนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีที่นายกรัฐมนตรีมอบหมาย เป็นรองประธานฯคนที่ 3

ถัดจากนั้น คือ ปลัดกระทรวงกลาโหม, ผู้บัญชาการทหารสูงสุด, ผู้บัญชาการทหารบก, ผู้บัญชาการทหารเรือ, ผู้บัญชาการทหารอากาศ, ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ, เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.), ประธานกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ ประธานสภาหอการค้าไทย ประธานสภาอุตสาหกรรมไทย ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย และประธานสมาคมธนาคารไทย เป็นกรรมการ

ยังมีกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ที่คณะรัฐมนตรีแต่งตั้งจากผู้มีสัญชาติไทยโดยการเกิด อายุไม่เกิน 70 ปี มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ หรือมีประสบการณ์ด้านการเมือง ความมั่นคง การบริหาราชการแผ่นดิน กฎหมาย เศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม การศึกษา วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และอื่นๆ จำนวนไม่เกิน 17 คน

รวมแล้วจะมีกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ 34 อรหันต์

ซึ่งแน่นอนว่าชุดแรกตัวประธานย่อมต้องเป็น พล.อ.ประยุทธ์ อย่างแน่นอน และก็เว้นที่นั่งให้ พล.อ.ประวิตร ที่รองประธานฯ คนที่ 3 ในฐานะรองนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีที่นายกรัฐมนตรีมอบหมาย แวดล้อมด้วยผู้นำเหล่าทัพที่ล้วนแล้วแต่ “สายตรงวงษ์สุวรรณ” แถมด้วยผู้ทรงคุณวุฒิอีก 17 ตำแหน่ง ที่คงมีการดึง “เด็กในเครือ” เข้ามาอีกหลายหน่อ

และคงเป็นการอัพเกรด “เรือแป๊ะ คสช.” กลายเป็น “อภิมหาเรือยอชต์วงษ์สุวรรณ” ในที่สุด

จนต้องย้ำอีกครั้งว่า “วาระการปฏิรูป” มันไม่มีอยู่จริง มีเพียงปฏิบัติการ “ปฏิลูบ - ปฏิรวบ” ใช้โรดแมป คสช.บังหน้า เพื่อสืบทอดอำนาจตัวเองก็ดี หรือกรุยทางให้ “ชนชั้นอำนาจ” ร่วมกัน “ปฏิรวบประเทศ”ต่อไป เป็นสมบัติผลัดกันชมของนักปกครองและผู้มีอำนาจต่อไปแบบชั่วกัลปาวสาน.


กำลังโหลดความคิดเห็น...