xs
xsm
sm
md
lg

ความเป็นชาติกับความเป็นประชาธิปไตย (จบ)

เผยแพร่:   โดย: ทับทิม พญาไท


ในหนังสือเรื่อง “The Nine Nations of North America” ที่ “Joel Garreau” ศาสตราจารย์ด้านกฎหมายแห่งมหาวิทยาลัย Lincoln อาจารย์พิเศษมหาวิทยาลัย Cambridge อดีตนักหนังสือพิมพ์วอชิงตัน โพสต์ และนักคิด นักเขียนอะไรอีกเยอะแยะมากมาย ตีพิมพ์เผยแพร่ตั้งแต่ช่วงปี ค.ศ.1981 นั้น ได้นำเอาลักษณะความแตกต่างทางด้านเศรษฐกิจ วัฒนธรรม ทัศนคติและค่านิยมทางสังคม ตลอดไปจนภูมิรัฐศาสตร์ หรือแม้แต่การกิน การอยู่ ฯลฯ มาใช้เป็นตัวจำแนก “ความเป็นชาติ” แต่ละชาติที่แฝงอยู่ภายใต้ “ชาติอเมริกา” ในทุกวันนี้ โดยแทบไม่ต้องไปสนใจเรื่องความเป็นซ้าย เป็นขวา ความก้าวหน้า หรือล้าหลัง กันซักกี่มากน้อย...

และสิ่งที่ “Joel Garreau” เรียกว่า “ธรรมชาติที่แท้จริงของความเป็นอเมริกา” หรือสิ่งที่ถูกสะท้อนออกมาในลักษณะไม่ต่างไปจาก “ความเป็นชาติ” ประกอบไปด้วยชาติถึง 9 ชาติ ดังต่อไปนี้...ชาติแรกนั้นเขาขนานนามว่า “New England” รวมเอารัฐต่างๆ ไล่ตั้งแต่รัฐ Maine, New Hampshire, Vermont, Rhode Island, Massachusettsไปจนถึง Connecticut ฯลฯ โดยมีเมือง Boston เป็นจุดศูนย์กลาง ชาติที่สองให้ชื่อว่า “The Foundry” อันเป็นเขตพื้นที่เสื่อมโทรมจากอุตสาหกรรมในแถบตะวันออกเฉียงเหนือของสหรัฐฯ ไล่ตั้งแต่ New York ไปถึง Milwaukee ย้อยลงมาทางชานกรุง Washington รวมเอาเมือง Chicago, Indianapolis, Pittsburgh, Cleveland ฯลฯ และอะไรต่อมิอะไรอีกเยอะแยะ วางเมือง Detroit เป็นเมืองหลวง ชาติที่สาม...ให้ชื่อว่า “Dixie” คือบรรดารัฐทางใต้ที่มักถูกหาว่าเป็นพวกคลั่งชาติ เหยียดชาติ มาโดยตลอด หรือรัฐที่เคยรวมตัวเป็น “สหพันธรัฐอเมริกา” ในยุคสงครามกลางเมืองนั่นเอง มีศูนย์กลางอยู่ที่ Atlanta ชาติที่สี่...ชื่อว่า “The Breadbasket” คือรัฐแถบกลางๆ ประเทศอเมริกาทุกวันนี้ ไล่ตั้งแต่ Iowa, Kansas, Minnesota, Nebraska, Dakota ฯลฯ โดยมี Kansas City เป็นเมืองหลวง ชาติที่ห้า...ชื่อว่า “The Island” แถบพื้นที่ตั้งแต่ตอนใต้ของ South Florida ไปจนถึงทะเลแคริเบียน วางเมืองหลวงไว้ที่ Miami ชาติที่หก...คือ “Mexamerica” อันเป็นพื้นที่ที่ยั้วเยี้ยไปด้วยบรรดา “ชาวเม็กฯ” ทั้งหลาย ไม่ว่า California, Arizona, Texas, New Mexico ฯลฯ มีนคร Los Angeles เป็นศูนย์กลาง ชาติที่เจ็ด...คือ “Ecotopia” ที่หนักไปทางสิ่งแวดล้อมยังคงสวยสดงดงาม ไล่ตั้งแต่แถบตะวันตกเฉียงเหนือของอ่าวแปซิฟิก ไปยันรัฐ Alaska โน่นเลย วางเมืองหลวงไว้ที่ San Francisco ชาติที่แปด...ชื่อว่า “The Empty Quarter” ไล่จาก Alaska มาทาง Nevada, Utah, Wyoming, Idaho ฯลฯ มีเมืองหลวงอยู่ที่ Denver ไปจนชาติที่เก้า...คือพื้นที่อันเต็มไปด้วยผู้พูดจาภาษาฝรั่งเศสมาตั้งแต่แรก ยกให้ Quebec City เป็นเมืองหลวงไปพลางๆ...

ด้วยการอาศัย “ความแตกต่าง” ที่ลึกลงไปยิ่งกว่าเรื่องแนวคิดทางการเมืองแบบฉาบๆ ฉวยๆ แบบเป็นขวา เป็นซ้าย ไปตามการปรุงแต่งโดยอารมณ์ ความรู้สึก ของแต่ละราย “ชาติ 9 ชาติ” ที่ว่านี้ อาจกลายไปเป็น “ประวัติศาสตร์แห่งอนาคต” ของชาติอเมริกาในทุกวันนี้เอาเลยก็ไม่แน่!!! หรืออาจพูดได้ว่า...เมื่อไหร่ก็ตามที่ “สายใยความผูกพันแห่งความเป็นชาติ” ซึ่งถูกวางเอาไว้บนพื้นฐานของสิ่งที่เรียกๆ กันว่า “ประชาธิปไตย” มันเกิดอ่อนเปลี้ย เพลียแรง หรือมันชักจะ “ไม่เวิร์ก” ขึ้นมาเมื่อไหร่ โอกาสที่ชาติอเมริกาทุกวันนี้ อาจต้องย่อยแยก แตกสลาย กลายสภาพเป็น 8 ชาติ 9 ชาติ ก็ใช่ว่า...จะเป็นไปไม่ได้เอาซะเลย!!!

คำถามจึงมีอยู่ว่า...สิ่งที่เรียกว่า “ประชาธิปไตย” ของอเมริกา อันถือเป็นอะไรที่วิเศษสูงส่งชนิดถูกนำไปใช้เป็นมาตรฐานในการบังคับและยัดเยียดให้ใครต่อใคร ต้องเป็นไปอย่างที่อเมริกาต้องการในทุกวันนี้ เอาเข้าจริงๆ แล้ว...มันยังมีฤทธิ์ มีเดช มากพอที่จะรองรับ “ความแตกต่าง” ทั้งสิ้น ทั้งปวง ได้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์หรือไม่ เพียงไร โดยเฉพาะถ้าหากมันไม่ได้มีสิ่งที่เรียกธรรมะ หรือศีลธรรม คุณธรรม คอยช่วยกำกับดูแล เพื่อให้มันเป็นไปตามครรลองที่ควรจะเป็น คือเป็น “ประชาธิปไตยของประชาชน โดยประชาชน และเพื่อประชาชน” อย่างแท้จริง ไม่ใช่ “ประชาธิปไตยของพ่อค้า โดยพ่อค้า และเพื่อพ่อค้า” อย่างเท่าที่มันกำลังจะเป็น หรือเป็นไปแล้ว ในช่วง ณ ขณะนี้...

ด้วยคำถามที่ว่านี้...จึงทำให้สิ่งที่เรียกว่า “ธรรมะ” นั้น ย่อมเป็นอะไรที่มีความสำคัญซะยิ่งกว่าความเป็นประชาธิปไตย ไม่รู้กี่เท่าต่อกี่เท่า ซึ่งก็ไม่ใช่แต่เฉพาะอเมริกาเท่านั้น แม้แต่บ้านเราเองก็เถอะ แม้น “ความแตกต่าง” มันอาจเคยก่อรูป ก่อร่างถึงขั้นหวิดๆ จะเกิด “ชาติ” ประเภท “สาธารณรัฐล้าแล้วนา” (ล้านนา) โผล่พรวดพราดขึ้นมาเมื่อไม่นานมานี้ แต่ด้วยสายใยความผูกพัน ที่นอกเหนือไปจาก “ความเป็นประชาธิปไตย” ล้วนๆ แต่เพียงเท่านั้น โดยวัฒนธรรม ประเพณี ศาสนา และอะไรต่อมิอะไรที่พอช่วยหล่อเลี้ยง “จิตวิญญาณ” ได้มั่ง การลงมือ ลงตีนระหว่าง “เสื้อเหลือง-เสื้อแดง” เท่าที่ผ่านมา จึงอาจไม่ถึงกับหนักหนาสาหัสเท่ากับอเมริกันชน ณ วันนี้ หรือในอนาคตเบื้องหน้า ยิ่งถ้าหากประชาธิปไตยแบบไทยๆ ที่จะอุบัติขึ้นมาในอีกไม่กี่ปีนับจากนี้ เป็นประชาธิปไตยที่มีศีล มีธรรม มี “ธรรมะ” คอยกำกับด้วยแล้ว ยังไงๆ...คงพอได้ร้องเพลงชาติไทยไปจนถึงรุ่นหลาน เหลน โหลน โดยไม่ต้องเสียเวลาไปตามก้นอเมริกาให้ต้องเมื่อยเนื้อ เมื่อยตัว โดยใช่เหตุ...
กำลังโหลดความคิดเห็น...