xs
xsm
sm
md
lg

ยุโรปกับโรคกลัวรัสเซีย

เผยแพร่:   โดย: ทับทิม พญาไท


ที่จริงว่าจะกลับมาเปิด “เข่งไก่” สำรวจเล้าในบ้านเราดูมั่ง...แต่เผอิญช่วงนี้ กระแสจิกตีในเรื่องคุณน้อง “ปู” มันออกจะมาแรงแซงโค้งซะเหลือเกิน แถมช่วง “วันเกิดทักษิณ” พี่ชายคุณน้อง “ปู” ที่เพิ่งผ่านมาหมาดๆ ยังคงมี “ผู้จงรักภักดี” ออกมาแซ่ซ้องสรรเสริญถึงขั้น “ทรงพระเจริญ” หรือ “ทักษิณจงเจริญ” กันซะอีกต่างหาก ด้วยเหตุนี้...คงต้องอนุญาตเผ่นหนีออกไปนอกประเทศอีกซักครั้ง ไปดูเรื่องอเมริกา-ยุโรป อะไรไปโน่น...

เพราะอเมริกากับยุโรปนับแต่นี้...คงต้องจิกกันแบบเลือดตกยางออกไม่ว่าข้างใด ข้างหนึ่งกันจนได้นั่นแหละทั่น โดยเฉพาะหลังจากที่สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ตัดสินใจผ่านกฎหมาย “แซงชั่นรัสเซียฉบับใหม่” ด้วยคะแนนเสียงท่วมท้น ระดับ 419 ต่อ 3 เสียง เมื่อช่วงวันอังคารที่ 25 กรกฎาคมที่ผ่านมา แต่กฎหมายฉบับนี้จะมีผลบังคับใช้หรือไม่ ประการใด คงต้องรอประธานาธิบดี “ทรัมป์บ้า” ตัดสินใจว่าจะลงนาม-ไม่ลงนาม ออกประกาศเป็นกฎหมายอย่างเป็นทางการ แต่ถ้า “ทรัมป์บ้า” ตัดสินใจ “วีโต้” จะด้วยเหตุเพราะรู้สึกเป็นหนี้บุญคุณรัสเซีย แบบที่พูดๆ ลือๆ จนกลายเป็นเรื่องราวฉาวโฉ่ระดับก่อให้เกิดโรค “Russophobia” ระบาดไปทั่วทั้งอเมริกา เกิดกรณี “Russia-gate” ที่อาจคว่ำประธานาธิบดีรายนี้ลงไปเมื่อไหร่ก็ย่อมได้ กฎหมายฉบับนี้คงต้องย้อนกลับมาสู่สภาฯ และถ้าหากสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ยืนยัน นั่งยัน จะออกกฎหมายฉบับนี้ให้จงได้ เพียงแค่ใช้เสียงประมาณ 2 ใน 3 เท่านั้น การ “คว่ำบาตรรัสเซียครั้งใหม่” ภายใต้อาการไข้ด้วยโรค “Russophobia” ย่อมสามารถมีผลบังคับใช้ได้โดยทันที...

แต่ส่วนที่มันดันไปเกี่ยวกับยุโรป ก็เพราะนับตั้งแต่วุฒิสภาสหรัฐฯ ลงมติผ่านกฎหมายฉบับนี้ด้วยคะแนนเสียง 98 ต่อ 2 เมื่อช่วงเดือนมิถุนายนมาโน่นแล้ว ผู้นำประเทศซึ่งถือเป็นเสาหลักของยุโรป คือเยอรมนีและออสเตรีย โดยรัฐมนตรีต่างประเทศเยอรมนี “นายSigmar Gabriel” และผู้นำออสเตรีย “นายChristian Kern” ถึงกับต้องออกแถลงการณ์ร่วม ประกาศต่อต้านคัดค้านร่างกฎหมายฉบับดังกล่าวในระดับถือเป็นสิ่งที่ “รับไม่ได้” เอาเลยถึงขั้นนั้น ด้วยเหตุผลหลักๆ ก็คือ ถือเป็นการ “ทำลายเสถียรภาพความมั่นคงทางด้านพลังงาน” ในยุโรป รวมทั้งทำลายหลักการ “การค้าเสรี” ที่จะต้องเปิดโอกาสให้มีการแข่งขันและการแสวงหาตลาดอย่างยุติธรรม โดยเฉพาะตลาดพลังงานที่มีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจของแต่ละประเทศเอามากๆ...

เพราะโดยเนื้อหาของกฎหมายฉบับดังกล่าวนั้น...มุ่งที่จะบีบบังคับให้ใครก็ตามที่ติดต่อค้าขาย หรือร่วมทำธุรกิจกับบริษัทพลังงานของรัสเซีย อย่างบริษัท “Gazprom” เป็นต้น มีอันต้องถูกห้าม หรือถูกคว่ำบาตรตามไปด้วย แต่เผอิญว่าบริษัท “Gazprom” ของรัสเซียนั้น คือบริษัทที่ผงาดเข้าไปแข่งขันในกิจการขนส่งพลังงาน โดยเฉพาะแก๊สธรรมชาติ ป้อนให้กับประเทศต่างๆ ในยุโรปจำนวนไม่ต่ำกว่า 5.5-110 พันล้านคิวบิกเมตร/ต่อปี ผ่านเส้นทางท่อขนส่งแก๊สธรรมชาติที่ยาวที่สุดในโลก (1,222 กิโลเมตร) จากฝั่งทะเลรัสเซียข้ามทะเลบอลติกมาขึ้นฝั่งที่เยอรมนี หรือที่รู้จักกันในนามท่อขนส่ง “Nord Stream 2” อันทำให้ยุโรปทั้งยุโรป พอได้เกิด “ทางเลือก” ไม่ต้องถูกผูกขาดการจัดหาก๊าซธรรมชาติ ให้ต้องพึ่งพาอยู่กับบริษัทอเมริกัน อย่างบริษัท “Cheniere Energy” หรือ “US.LNG” (US. Liquefied Natural Gas) เพียงเจ้าเดียวเท่านั้น...

กฎหมายฉบับดังกล่าว...จึงถูกมองว่าไม่ได้เป็นแค่ความพยายามเล่นงานรัสเซียในทางการเมืองเท่านั้น แต่เป็นความพยายามที่จะ “ขจัดคู่แข่งทางเศรษฐกิจ” ของสหรัฐฯ ออกไปจากตลาดพลังงาน หรือนอกจากถือเป็นการกระทำที่ขัดแย้งกับหลักการ “การค้าเสรี” ที่คุณพ่ออเมริกาเคยท่องเป็น “คาถาศักดิ์สิทธิ์” มาโดยตลอด ยังถือเป็นการกระทำที่ “ขัดต่อกฎหมายระหว่างประเทศ” ในสายตาของผู้นำเยอรมนีและออสเตรียอีกด้วย ตามเหตุผลที่อ้างเอาไว้ในแถลงการณ์ร่วม เพราะยังไม่ทันที่กฎหมายฉบับนี้จะถูกบังคับใช้อย่างเป็นทางการ แค่เฉพาะผ่านความเห็นชอบจากวุฒิสภาในขั้นแรกเท่านั้น ถึงขั้นส่งผลให้บริษัทพลังงานในยุโรปที่เข้าไปร่วมทุนในการจัดสร้างท่อขนส่งแก๊ส “Nord Stream 2” กับรัสเซีย ต่างแทบพังพินาศกันไปเป็นแถบๆ ไม่ว่าบริษัท “OMV” ของออสเตรีย ที่มูลค่าหุ้นตกลงไปทันทีถึง 3.7 เปอร์เซ็นต์ในช่วงนั้น บริษัท “Engie” ของฝรั่งเศส มูลค่าหุ้นร่วงลงไป 1.3 เปอร์เซ็นต์ บริษัท “Uniper” และ “Wintershall” ของเยอรมนีหุ้นร่วงลงไปตั้งแต่ 1 เปอร์เซ็นต์ถึง 0.9 เปอร์เซ็นต์ตามลำดับ แม้แต่บริษัท “Shell” ของอังกฤษ ก็ยังร่วงไป 1.1 เปอร์เซ็นต์ ตามข้อมูลที่หนังสือพิมพ์ “Financial Times” สรุปไว้ในช่วงเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา...

พูดง่ายๆ ก็คือ...กฎหมายฉบับนี้พยายามอาศัยโรค “Russophobia” เป็นข้ออ้าง เพื่อที่จะมัดแขน มัดขา ประเทศต่างๆ ในยุโรปให้ต้องเป็น “ลูกไล่อเมริกา” ไปอีกตราบนานเท่านานนั่นเอง ด้วยเหตุนี้...ถ้าหากไม่อยากจะเป็น “ลูกกระเป๋งอเมริกา” บรรดาประเทศต่างๆ ในยุโรปหนีไม่พ้นต้องเดินตามแนวที่ผู้นำเยอรมนีและออสเตรียได้ว่าไว้ในแถลงการณ์ร่วมนั่นแหละว่า “การจัดหาพลังงานในยุโรป...เป็นเรื่องของยุโรป ไม่ได้ขึ้นอยู่กับอเมริกา เราจึงไม่อาจร่วมมือในการสร้างแรงกดดันให้กับบริษัทธุรกิจในยุโรป ที่จะหาทางเลือกในการเสาะหาแหล่งพลังงานของตัวเองได้อย่างเป็นอิสระ ตามสิทธิอันพึงมี...” และนั่นย่อมเท่ากับว่า ความเป็นพันธมิตรในระดับเคียงบ่า-เคียงไหล่กันมาโดยตลอด ระหว่างอเมริกากับยุโรป ใกล้มีอันจะต้อง “หมดสภาพ” ลงไปทุกที หรือความเป็น “โลกขั้วเดียว” โดยมีอเมริกาเป็นผู้นำ (Hegemony) กำลังใกล้ถึงกาลอวสานในอีกไม่นาน-ไม่ช้า นั่นแล...
กำลังโหลดความคิดเห็น...