xs
xsm
sm
md
lg

ผู้จัดการสุดสัปดาห์

x

มนต์รัก “ฟาร์มโชคชัย” “ป.บราเทอร์ส & ลุงกำนัน” หย่าศึกปมเซ็งลี้เก้าอี้ตำรวจความสัมพันธ์ที่ตัดกันไม่ขาด

เผยแพร่:   โดย: MGR Online

  [1] พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล ผู้การตำรวจ 191 ที่ถูกมองว่าเป็น “ผบ.ตร.น้อย” เชื่อมโยงไปถึง “ฟาร์มโชคชัย” ที่ว่ากันว่าเป็นขุมอำนาจที่ควบคุมทุกอย่างที่เกี่ยวกับตำรวจ  [2] วิทยา แก้วภราดัย นักการเมืองชื่อดัง ที่มีหมวกเป็นทั้งอดีตสมาชิก สปท. และแกนนำคนสำคัญของ กปปส. ที่ออกมาเปิดโปงขบวนการซื้อขายตำแหน่งนายตำรวจ [3] พล.ต.ท.เทศา ศิริวาโท ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 8 (ผบช.ภ.8) ถูกคำสั่งย้ายช่วยราชการที่ศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปก.ตร.) หลังการเปิดโปงของนายวิทยา [4] พล.ต.อ.ปัญญา มาเม่น จเรตำรวจแห่งชาติ (จตช.) ที่ผู้รับหน้าที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีที่การซื้อขายตำแหน่งในการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรวจในพื้นที่ภาค 8 วาระประจำปี 2559
ผู้จัดการสุดสัปดาห์ - ไม่เหนือความคาดหมายกับคิวที่ “บิ๊กเม่น” พล.ต.อ.ปัญญา มาเม่น จเรตำรวจแห่งชาติ (จตช.) ที่ได้รับมอบดาบจาก “บิ๊กแป๊ะ” พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ให้ทำหน้าที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีที่การซื้อขายตำแหน่งในการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรวจวาระประจำปี 2559 ที่ผ่านมา จะขอขยายระยะเวลาการสืบสวนสอบสวนไปอีก 30 วัน โดยอ้างว่า เพื่อให้หมดข้อสงสัย เป็นไปอย่างรอบคอบมีความชัดเจนมากที่สุด

เป็นผลพวงมาจากการเปิดโปงของ วิทยา แก้วภราดัย นักการเมืองชื่อดัง ที่มีหมวกเป็นทั้งอดีตสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) และแกนนำคนสำคัญของ กปปส. ที่ระบุว่า มีการซื้อขาย และเรียกรับค่าตอบแทนในการแต่งตั้งโยกย้ายนายตำรวจตั้งแต่ระดับสารวัตรถึงรองผู้บังคับการ วาระประจำปี 2559 ที่เพิ่งประกาศไปไม่นาน

และเป็นเหตุให้ พล.ต.อ.จักรทิพย์ มีคำสั่งย้าย “บิ๊กจ๋อน” พล.ต.ท.เทศา ศิริวาโท ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 8 (ผบช.ภ.8) ให้เข้ามาช่วยราชการที่ศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปก.ตร.) โดยให้ขาดจากตำแหน่งเดิม เพื่อเปิดให้มีการสอบสวนการซื้อขายตำแหน่งในพื้นที่ภาค 8 โดย “บิ๊กเม่น” นั้นเอง

ทั้งหลายทั้งปวงก็มาจากข้อมูลของนายวิทยา ที่บอกว่า ให้จับตาดูการโยกย้ายนายตำรวจในพื้นที่ภาค 8 ที่มีการซื้อขายเก้าอี้ระดับผู้กำกับการสูงถึง 5 - 7 ล้านบาท ส่วนระดับสารวัตรอยู่ที่ราคา 1.5 - 2 ล้านบาท ว่านายตำรวจในภาค 8 จะได้ขึ้นตำแหน่ง หรือถูกตำรวจจากพื้นที่อื่นบินข้ามมากินตำแหน่งแทน

แม้รายชื่อโยกย้ายตำรวจงวดนี้ที่มีมากกว่าพันตำแหน่งจะเป็นไปด้วยความเรียบร้อยพอสมควร ไร้แรงต่อต้านจากภายในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) เรียกได้ว่านิ่งกว่าการโยกย้ายหลายฤดูกาลก่อนหน้านี้

แต่เมื่อมีการจุดประเด็นขึ้นมา พล.ต.อ.จักรทิพย์ ก็จัดให้ โดยเลือกที่จะเชือด พล.ต.เทศา ที่ถือว่ามีความสัมพันธ์อันดีกับนายวิทยา รวมทั้ง สุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส. เนื่องด้วยเป็นผู้บัญชาการตำรวจภาค 8 ที่ดูแลทั้ง จ.สุราษฎร์ธานี และ จ.นครศรีธรรมราช รวมถึงอีกหลายจังหวัดใกล้เคียง อันเป็นพื้นที่อิทธิพลสำคัญของกลุ่มแกนนำ กปปส. ที่แตกสาขามาจากพรรคประชาธิปัตย์

คำสั่งย้าย พล.ต.ท.เทศา ที่กำลังจะเกษียณในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า จึงถูกมองว่าเข้าข่าย “ตีวัวกระทบคราด” ย้อนศรไปถึงแกนนำ กปปส.ที่ออกมาทิ้งบอมบ์ใส่ “กรมปทุมวัน”

ไม่เพียงเท่านั้น พล.ต.อ.จักรทิพย์ ก็ยังเอ่ยถึงเรื่องนี้ในลักษณะว่าไม่ได้เอาคืน แต่มีคนจะเอาเงินคืนมากกว่า เพิ่มน้ำหนักให้กับกระแสข่าวว่า “ตั๋วกำนัน” โดนตีตกในโผตำรวจวาระปี 2559 ที่ผ่านมาด้วย ซึ่งก็ตรงกับข้อมูลจากฝั่งนายวิทยา ที่ระบุว่า มีกลุ่มนายตำรวจผู้พลาดหวังจากการโยกย้าย ถูกเรียกเก็บเงินไปถึงกว่า 50 ล้านบาท สอดคล้องกับข้อสังเกตของนายวิทยา ที่ว่านายตำรวจในภาค 8 หลายนายจะไม่ได้ขึ้นตำแหน่งตามลำดับชั้น

เมื่อการเปิดโปงของตัวเอง นำพามาซึ่งคำสั่งย้ายฟ้าฝ่า พล.ต.ท.เทศา ที่ว่ากันว่าเป็น “มือซ้าย” ของนายสุเทพ ก็ทำเอานายวิทยา เก็บอาการไม่อยู่ ทิ้งบอมบ์อีกระลอก งวดนี้เล็ง “ปลาตัวใหญ่” ซัดไปที่การโยกย้ายในกองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) โดยระบุว่า “..การซื้อขายตำแหน่งของตำรวจ ไม่ใช่พื้นที่ภูธรภาค 8 แห่งเดียว ขอให้ไปดูข้อมูลตามสถานที่อื่น ๆ ด้วย โดยเฉพาะกองบัญชาการตำรวจ นครบาล (บช.น.) บวกราคาสูงไปอีก 2 เท่า ... เรื่องนี้ไม่มีผู้เสียหาย เพราะไม่มีใครกล้าเปิดตัว โดยเฉพาะในนครบาล มีตัวใหญ่อยู่ในกรุงเทพฯ คนวงการตำรวจรู้จักชื่อกันหมด เอาเป็นว่าประเทศนี้ พล.ต.ต.ใหญ่กว่า พล.ต.อ."

ซึ่ง “ตัวใหญ่ในกรุงเทพฯ - พล.ต.ต.ใหญ่กว่า พล.ต.อ.” ที่ถูกเอ่ยอ้างถึง ก็ไม่ใช่ใครที่ไหน เป็น “บิ๊กโจ๊ก” พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล ผู้บังคับการสายตรวจและปฏิบัติการพิเศษ (ผบก.สปพ.) หรือตำรวจ 191 ซึ่งก็ออกมาปฏิเสธทันทีว่า ส่วนตัวมีหน้าที่บอร์ดกลั่นกรองเฉพาะในส่วนของ บก.สปพ.เท่านั้น ไม่ได้ไปยุ่งเกี่ยวคำสั่งโยกย้ายในภาคอื่น ที่เป็นอำนาจของ ผบ.ตร.

ทำให้ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ที่ทราบกันดีในวงการว่าเป็นผู้ใหญ่ที่มีความใกล้ชิด พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หรือเจ้าของฉายา “โจ๊ก หวานเจี๊ยบ” ก็ออกมาปฏิเสธว่า น้องรักไม่ได้เกี่ยวข้อง หรือไปทำตัวเป็น “ผบ.ตร.น้อย” แต่อย่างใด

เช่นเดียวกับ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ในฐานะผู้นำองค์กร หรือ “บิ๊กตำรวจ” ทั้ง พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หรือ พล.ต.ท.ศานิตย์ มหถาวร ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) ที่ถูกเอ่ยอ้างถึงว่ามีส่วนพัวพัน “ขบวนการเซ็งลี้เก้าอี้ตำรวจ” ก็ต่างปฏิเสธว่าไม่ได้มี “วงจรอุบาทว์” ดังที่ถูกกกล่าวหา โดยเฉพาะใน บช.น. ที่เป็นเพียงการกล่าวหาเท่านั้น

แต่การที่ พล.ต.อ.ปัญญา ที่รับหน้าเสื่อในการสอบสวนการซื้อขายตำแหน่งในภาค 8 กลับไม่สามารถตัดจบปิดคดีได้ภายในเวลาที่กำหนด จนต้องประกาศว่าจะสรุปผลสอบการซื้อขายตำแหน่งครั้งนี้เสร็จก่อนตัวเองเกษียณอายุราชการวันที่ 30 ก.ย.60 พร้อมกับ พล.ต.ท.เทศา ที่เป็นเพื่อนร่วมรุ่นนักเรียนนายร้อยตำรวจ (นรต.) 32

ขอเลื่อน 1 หนกินเวลา 30 วันแล้ว ยังแบะท่าจะขอเลื่อนยาวไปจนถึงก่อนเกษียณในเดือน ก.ย. หรืออีกราว 3 เดือนข้างหน้า จึงถูกตั้งคำถามว่าจะกลายเป็น “มวยล้มต้มคนดู” หรือเปล่า เพราะนอกจากวงจรซื้อขายเก้าอี้จะไม่มีอะไรซับซ้อน มีหรือไม่นั้นระดับ “บิ๊กเม่น” มีหรือจะไม่รู้ และบทสรุปก็ทราบกันดีว่า จะออกมาในแนว “ไม่มีอะไรในกอไผ่” ให้สอดคล้องกับคำยืนยันของ “บิ๊กตำรวจ” ที่ออกมาปกป้อง “สถาบันสีกากี” กันอย่างเต็มที่

ในจังหวะที่ พล.ต.อ.ปัญญา เงื้อง่าราคาแพงอยู่นั้น ทาง นายวิทยา ก็ออกมาทิ่มหมัดเข้าอีกดอกว่า เตรียมที่จะเปิดข้อมูลตำรวจภาคอื่นๆ ที่มีพฤติกรรมไม่ต่างกับภาค 8 ที่กำลังถูกสอบสวนอยู่ โดยพร้อมที่จะนำรายละเอียดมาแสดง

แต่เวลาผ่านไปร่วมอาทิตย์ ก็ยังไร้วี่แววการออกมาเปิดโปงจากนายวิทยาดังคำขู่ ซึ่งในทางการเมืองมองได้ว่า เป็นความพยายาม “ตีกิน” เลี้ยงกระแส เพื่ออะไรบางอย่าง

เมื่อถอดรหัสระหว่างบรรทัด ก็จะพบว่า นายวิทยาวนเวียนอยู่กับการเสนอให้ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ใช้อำนาจตามมาตรา 44 เพื่อสั่งยกเลิกบัญชีแต่งตั้งโยกย้าย วาระปี 2559 ที่ผ่านมาทั้งหมด

ยิ่งฟังก็ยิ่งสะท้อนว่า นายวิทยา ซึ่งมีร่างเงาของ “ลุงกำนัน” ทาบทับอยู่ ติดใจโผการแต่งตั้งล่าสุดเป็นอย่างมาก จนต้องการเสนอให้ “ล้มกระดาน” ไปเลย การออกมาขู่เป็นระยะๆ ของนายวิทยา จึงดูไม่เป็นเนื้อเดียวกับข้อเสนอการปฏิรูปตำรวจที่พร่ำบอกมาตลอด แต่ออกไปในทาง “ทวงสิทธิ์” ให้แก่ “คนถือตั๋วกำนัน” มากกว่า

ทั้งนี้ยังมองไปอีกว่า การปล่อยระเบิดลูกล่าสุดของนายวิทยาเป็นไปในแบบนี้ “เสียไม่ได้” ที่ต้องออกมาพูดเรื่อง “ตั๋วตำรวจ” อีกคำรบ เนื่องจากถูกจับจ้องอยู่ ครั้นจะทำนิ่งๆไปก็เสียคน เสียเชิงนักการเมืองใหญ่ แต่การทอดเวลาโดยไม่ออกมา “เผด็จศึก-รุกฆาต” ให้สิ้นสิ้นเรื่องสิ้นราว ทั้งที่ปากบอกว่ามีข้อมูลเตรียมเปิดเผยได้ทุกเวลา ก็ไม่ต่างจากการจงใจขว้าง “ระเบิดด้าน” เข้ากลางวง คั่นเวลาโซ้ยโต๊ะจีนเท่านั้น

จังหวะชะงักของ “มวยเชิงสูง” อย่างนายวิทยา ช่างเหมาะเจาะกับจังหวะเต้นฟุตเวิร์ก รอระฆังหมดยกของทางฝ่ายตำรวจเช่นกัน ทั้งการที่ พล.ต.อ.ปัญญา ขอยืดเวลาการสอบสวนซื้อขายตำรวจภาค 8 ไปอีก 30 วัน ซึ่งอ่านไม่ยากว่าต้องการให้เรื่องเงียบ ก่อนจะแล้วๆกันไป หรือการที่ก่อนหน้านี้ก็มีข่าวว่าทีมกฎหมาย สตช.เตรียมยื่นฟ้องนายวิทยาฐานหมิ่นประมาท ทำให้องค์กรตำรวจเสียหาย แต่ก็ไร้ความเคลื่อนไหว

เหตุที่ทั้ง 2 ฝ่ายต่างชะงักงันไปเฉยๆ ทั้งที่ก่อนหน้านี้ทำท่าจะไสม้าไสช้างรบพุ่งกันอย่างเอาเป็นเอาตาย น่าจะมาจาก “ผู้ที่อยู่เบื้องหลัง” ฝ่ายหนึ่ง นายวิทยา ก็ตีตราสังกัดค่าย กปปส.ที่มี “ลุงกำนัน” ยืตตระหง่านอยู่ไม่ห่าง ที่เมื่อประเมินแล้วหากฟาดฟันแตกหักไปก็จะได้ไม่คุ้มเสีย โดยเฉพาะเครือข่ายธุรกิจสาย “ลุงกำนัน” ที่ต้องอาศัยการดูแลจากตำรวจในพื้นที่พอสมควร

ขณะที่ฝ่ายตำรวจเอง ก็ไม่ต้องการต่อความยาวสาวความยืด โดยเฉพาะเมื่อ “ปมเซ็งลี้ตำรวจ” กลายเป็นไฟลามไปถึงบ้านใหญ่ที่ถูกขนานนามว่า “ฟาร์มโชคชัย” ซึ่งก็คือหมู่มวลคฤหาสน์ใหญ่น้อยของ “สองพี่น้องบิ๊ก ป.” ภายใน ซ.โชคชัย 4 อันเป็นขุมอำนาจแห่งอาณาจักรโล่เงินในปัจจุบัน

จนมีข่าวว่า “บิ๊ก ป.ผู้น้อง” ที่ถูกยกให้เป็น “ผบ.ตร.ตัวจริง” ฉุนขาดที่ปล่อยให้มีการตีข่าวผมซื้อขายตำรวจ จนลุกลามบานตะไท ทำให้มีเชื่อของเขาในหน้าสื่อ ทั้งๆที่ที่ผ่านมาพยายามโลว์โปรไฟล์ไม่ให้ตกเป็นเป้าโจมตีมาตลอด

ขณะที่ “บิ๊ก ป.คนพี่” ก็รู้ดีว่า สถานภาพของตัวเองในขุมข่ายอำนาจขณะนี้ก็ยังลูกผีลูกคน หากปล่อยให้มีข่าวในเชิงลบเกี่ยวกับหน่วยงานที่ตัวเองกำกับดูแลออกมาเรื่อยๆ ย่อมไม่เป็นผลดี

เมื่อเป็นเช่นนี้จึงจำเป็นต้องจึงมีการต่อสายถึงกัน เพื่อให้ปรามการเคลื่อนไหวของนายวิทยา ที่จะไม่ล้ำเส้นกันไปมากกว่านี้ หากปล่อยไว้ก็มีแต่ความสูญเสียที่ไม่เป็นผลดีกับฝ่ายใดเลย เพราะถึงตอนนี้นอกเหนือจากการสาดโคลนกันไปมา ด้วยคำพูดที่ทำร้ายจิตใจกันบ้าง

แต่ที่เป็นบาดแผลใหญ่นั้นก็มีเพียงการย้าย พล.ต.ท.เทศา ออกจากตำแหน่งเท่านั้น ซึ่งเชื่อว่าเมื่อเรื่องเงียบแล้ว ก็คงจะมีมาตรการเยียวยาให้แก่กันในฤดูกาลโยกย้ายครั้งต่อไป โดยเฉพาะในส่วนของผู้บัญชาการตำรวจภูธร ภาค 8 ที่แม้ พล.ต.ท.เทศา จะถูกย้ายขาดจากตำแหน่งไปแล้ว แต่ก็มีเพียง พล.ต.ท.ธเนตร์ พิณเมืองงาม ผู้ช่วย ผบ.ตร.มานั่งรักษาการแทนเท่านั้น

เมื่อถึงคราวที่จะต้องแต่งตั้ง ผบช.ภ.8 ตัวจริง เมื่อไรก็เชื่อว่า คนที่มาใหม่ก็ต้องผ่านการสแกนจาก “ลุงกำนัน” ด้วย ถือเป็นเงื่อนไขสำคัญในการเจรจาสงบศึกครั้งนี้

ที่สุดแล้ว “ลุงกำนัน” กับ “ฟาร์มโชคชัย” แม้จะดูหมางเมินเหินห่างกัน แต่เมื่อมีผลประโยชน์ร่วมกันก็พร้อมที่จะหันหน้ามาพูดคุยกันได้เสมอๆ.


กำลังโหลดความคิดเห็น...