xs
xsm
sm
md
lg

เรื่องวุ่นๆ ที่ไทยพีบีเอสคงต้องใช้ยาชวนป๋วยปี่แปกอช่วย

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


“หนึ่งความคิด”
“สุรวิชช์ วีรวรรณ”


ตามกำหนดการกรรมการนโยบายกำหนดให้ผู้สมัครเป็นผู้อำนวยการไทยพีบีเอสเข้าแสดงวิสัยทัศน์เมื่อวันที่ 28 มิถุนายนที่ผ่านมาซึ่งเป็นไปตามที่เขาคาดหมายกันไว้ล่วงหน้าแล้ว เมื่อกรรมการสรรหาเลือก นายอดิศักดิ์ ลิมปรุงพัฒนกิจ อดีตผู้บริหารเนชั่น และนางวิลาสินี พิพิธกุล ที่ร่วมเซ็นชื่อซื้อหุ้นกู้เอกชนส่งต่อให้กรรมการนโยบายเลือกต่อไป

แต่ความเดิมอันเป็นเหตุต้องรับสมัครผู้อำนวยการคนใหม่ของไทยพีบีเอสยังไม่จบ นั่นคือการเข้าไปซื้อหุ้นกู้ซีพีเอส ราคาหน้าตั๋ว180ล้านบาท ด้วยเงินของไทยพีบีเอส193ล้านบาท แล้วทำให้ผู้อำนวยการต้องลาออกไป ตามมาด้วยการตั้งกรรมการสอบสวนว่าการซื้อหุ้นกู้นั้นชอบด้วยกฎหมายและระเบียบของไทยพีบีเอสหรือไม่

บัดนี้ผลสอบออกมาแล้ว กรรมการสอบสรุปว่า การซื้อ “หุ้นกู้ทำได้” แต่การดำเนินการของคณะผู้บริหารยังมิได้ดำเนินการให้ถูกต้องครบถ้วนทุกขั้นตอนตามที่กฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องกำหนดไว้”

ซึ่งแปลไทยเป็นไทยว่า ไม่ได้ทำตามขั้นตอนของกำหมายและระเบียบนั่นเอง

ส่วนที่บอกว่าซื้อหุ้นกู้(เอกชน)ได้ ผมว่านี่เป็นคำถามใหญ่ว่า การซื้อหุ้นกู้ทำได้จริงๆ หรือ โดยกรรมการสอบอ้างว่าทำได้ตามมาตรา 9(2) มาตรา8(5) และมาตรา11(7) ประกอบกับมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย พ.ศ.2551

มาตรา9(2)นั้นพูดถึงการก่อตั้งสิทธิและการทำนิติกรรม ซึ่งเป็นหลักปกติที่ต้องระบุอยู่แล้วว่าสามารถทำนิติกรรมได้ แต่มาตรานี้ต้องยึดโยงกับมาตรา 7 คือ “วัตถุประสงค์ขององค์กร” ส่วนมาตรา8ที่ระบุว่าเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ในมาตรา7องค์กรมีหน้าที่หลักคืออ้างมาตรา8(5)กระทำการอื่นบรรดาที่เกี่ยวกับหรือเนื่องในการจัดการให้สำเร็จตามวัตถุประสงค์ขององค์การ

จะเห็นว่ามาตรา8(5)ก็เขียนไว้อีกว่าต้องโยงกับวัตถุประสงค์ขององค์กรดังนั้นต้องไปโยงกับ“วัตถุประสงค์”ที่ระบุไว้ตามมาตรา7 การอ้างว่า “กระทำการอื่น” คือสามารถไปซื้อหุ้นกู้ได้นั้น “บางมาก” เพราะการซื้อหุ้นกู้ไม่เกี่ยวกับ “วัตถุประสงค์” ขององค์กรตามมาตรา7เลย

แต่กรรมการสอบอ้างว่าการตีความว่า “ซื้อหุ้นกู้ได้” นั้นสอดคล้องกับการวินิจฉัยของคณะกรรมการกฤษฎีกาซึ่งเคยตีความพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยมหิดลมาตรา 15(4)ว่า สามารถ “ซื้อหุ้นกู้ได้”
มาตรา15(4)ของ พ.ร.บ.มหาวิทยาลัยมหิดลเขียนไว้เหมือนของพ.ร.บ.ไทยพีบีเอสหรือถึงไปอ้างโยงกันได้ มาตรา15(4)ของพ.ร.บ.มหิดลเขียนว่า (4) กู้ยืมเงิน และให้กู้ยืมเงินโดยมีหลักประกันด้วยบุคคลหรือทรัพย์สิน การลงทุนหรือการร่วมลงทุน ทั้งนี้ เพื่อประโยชน์แก่กิจการของมหาวิทยาลัย จะเห็นว่า ไม่มีบทบัญญัติมาตราไหนขอ งพ.ร.บ.ไทยพีบีเอสเขียนไว้ด้วยถ้อยคำเดียวกันเลย

คำถามว่า มีข้อสงสัยในข้อกฎหมายเราสามารถเอาการตีความของกฤษฎีกาในพระราชบัญญัติฉบับหนึ่งมาใช้กับพระราชบัญญัติอีกฉบับที่เขียนไม่เหมือนกันได้หรือไม่

อย่างไรก็ตามการตีความว่าสามารถ “ซื้อหุ้นกู้” ได้ของกรรมการสอบอาจจะถูกนะครับ เพราะมันมี2ทางเหมือนเล่นปั่นแปะคือ “ซื้อได้” กับ “ไม่ได้"” ท่านั้นเอง แต่ถามว่า กรรมการมีอำนาจในการตีความกฎหมายหรือไม่ แล้วทำไมมหาวิทยาลัยมหิดลจึงต้องถามไปที่กฤษฎีกา โดยเฉพาะมาตราหลักที่ใช้เป็นข้ออ้างคือมาตรา11ที่ว่า ทุน ทรัพย์สิน และรายได้ขององค์การ ประกอบด้วย(7) ดอกผลที่เกิดจากเงินหรือทรัพย์สินขององค์การ

นั่นคือ บอกว่า เอาเงินขององค์การไปลงทุนแล้วเกิดดอกผลมาก็เลยทำได้ตามมาตรานี้ แต่มาตรานี้เป็นบทบัญญัติเรื่ององค์ประกอบเกี่ยวกับทรัพย์สิน ทุน และรายได้ขององค์กร มิใช่บทบัญญัติที่ให้อำนาจในการนำไปลงทุนหรือหารายได้ครับ การอาศัยมาตรานี้นำไปหารายได้ จึงเป็นการกระทำโดยไม่มีอำนาจ

ข้ามเรื่องซื้อได้ไม่ได้ในข้อ พ.ร.บ.หลักไปก่อน มาที่กรรมการบอกว่าซื้อได้นอกจากอ้างกฎหมายที่เทียบเคียงกับมหาวิทยาลัยมหิดลแล้วยังอ้างระเบียบองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย ว่าด้วยการเงิน การงบประมาณ และการบัญชี ข้อ 9 สสท.สามารถนำรายได้ไปหาประโยชน์ได้ตามที่กรรมการกำหนดต่อไปนี้(2)ซื้อพันธบัตรรัฐบาล ซื้อพันธบัตรหรือหุ้นกู้รัฐวิสาหกิจ ซื้อตั๋วเงินคลัง ซื้อตั๋วสัญญาใช้เงินจากสถาบันการเงินของรัฐ หรือแสถาบันการเงินของเอกชนโดยมีธนาคารอาวัล ซึ่งจะเห็นว่า ไม่สามารถซื้อ “หุ้นกู้เอกชน” ได้ ส่วน(4)ได้ระบุเพิ่มเติมว่า การลงทุนอื่นๆซึ่งต้องคำนึงถึงความเสี่ยง ผลตอบแทน ความสามารถในการเปลี่ยนการลงทุนเป็นเงินสด เพื่อนำกลับมาใช้ในกิจการของส.ส.ท.

ในรายงานผลสอบข้อเท็จจริงของคณะกรรมการตรวจสอบ ข้อ4.ความเห็นของคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง ตอนหนึ่งระบุว่า“แม้ว่าคณะกรรมการนโยบายในการประชุมครั้งที่38/2559 เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2559 เคยมีมติเห็นชอบในการปรับปรุงกรอบการบริหการเงินของส.ส.ท.เกี่ยวกับผลประโยชน์ในผลิตภัณฑ์ต่างๆตามข้อ9(1)ถึง(4)ไว้หลายกรณี รวมทั้งตราสารหนี้ที่เอกชนเป็นผู้ออก…”

หมายความว่าในวันนั้น กรรมนโยบายมีมติโดยใช้(4)เพื่อซื้อหุ้นกู้เอกชนได้ใช่หรือไม่ ถ้าใช่คำถามว่า(4)ที่ระบุว่า“การลงทุนอื่นๆ”เอามาออกมติให้ซื้อ“หุ้นกู้เอกชน”ของกรรมการนโยบายชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ สามารถทำได้ตามกฎหมายหรือไม่

ทั้งนี้ นักกฎหมายท่านหนึ่งชี้ว่า การตีความใน (4) จะต้องคำนึงถึงเจตนารมณ์ของอนุมาตราหรือวงเล็บอื่นด้วย เมื่อพิจารณาจาก (2) แสดงให้เห็นว่ามีเจตนารมณ์ที่จะให้ซื้อหุ้นกู้ของรัฐวิสาหกิจ ย่อมหมายความว่าไม่ประสงค์หรือมีเจตนารมณ์ที่จะให้ซื้อหุ้นกู้ของเอกชน ดังนั้น จะมาตีความใน (4) ให้สามารถซื้อหุ้นกู้เอกชนได้ย่อมขัดต่อเจตนารมณ์ ความหมายของ (4) คือจะต้องเป็นการลงทุนอื่นที่มิใช่การซื้อหุ้นกู้ครับ การซื้อหุ้นกู้ต้องเป็นกรณีตาม (2) เท่านั้น

อย่างไรก็ตามความเห็นของคณะกรรมการสอบระบุว่า แม้จะแก้ระเบียบให้ซื้อหุ้นกู้เอกชนได้ด้วยระเบียบข้อ9(4)แต่กรรมการชี้ว่าการทำนิติกรรมซื้อหุ้นกู้ดังกล่าว ยังมิได้ดำเนินการให้ถูกต้องครบถ้วนทุกขั้นตอนตามที่กฎหมายและระเบียบกำหนดไว้ ซึ่งแปลว่า ผู้ลงนามซื้อหุ้นกู้"ทำผิดกฎหมายและระเบียบ"นั่นเอง โดยระบุในผลสอบว่า แม้กรรมการนโยบายจะมีมติให้ซื้อ “หุ้นกู้เอกชน” ไว้แล้ว แต่มติดังกล่าวมิได้ให้อำนาจผู้อำนวยการเป็นผู้อนุมัติ และข้อ26ของระเบียบองค์กรยังระบุว่า ผู้อำนวยการมีอำนาจสั่งจ่ายเงินไม่เกิน50ล้านบาท ดังนั้นการจ่ายเงินจำนวน 193ล้านบาทเศษนั้น ต้องได้รับการอนุมัติจากกรรมนโยบายด้วย

ถามว่า ผลสอบระบุว่าการที่ลงนามซื้อหุ้นกู้เอกชนทั้งสาม “มิได้ดำเนินการให้ถูกต้องครบถ้วนทุกขั้นตอนตามที่กฎหมายและระเบียบกำหนดไว้” ในองค์กรของรัฐนั้นถือเป็นความผิดสำเร็จแล้วหรือยัง เข้าข่ายกฎหมายอาญามาตรา157หรือยัง ทำไมกรรมการสอบจึงไม่ชี้มูลว่าใครกระทำผิด แต่ชี้แค่ว่ายังไม่ทำให้ครบถ้วนตามขั้นตอน แปลว่าซื้อไปก่อนแล้วไปขอกรรมการนโยบายทีหลังได้หรือ

ทีนี้มาตรา 39ของ พ.ร.บ.ไทยพีบีเอสระบุว่า นิติกรรมที่ฝ่าฝืนระเบียบ “ย่อมไม่ผูกผันกับองค์กร” เว้นแต่คณะกรรมการนโยบายหรือคณะกรรมการบริหารแล้ว แต่กรณีจะได้ “ให้สัตยาบัน”

นั่นแสดงว่า สมมติว่าสามารถซื้อหุ้นกู้ได้ตามกฎหมาย แต่เมื่อเป็น “มติกรรมการที่ฝ่าฝืนระเบียบ” การซื้อหุ้นกู้ครั้งนี้ยังไม่ครบถ้วนและมีผลตามกฎหมายและผูกพันกับองค์กรจนกว่า กรรมการนโยบายหรือกรรมการบริหารจะให้สัตยาบันนั่นเอง ถึงตอนนี้ผมยังไม่ทราบนะครับว่า มีการให้สัตยาบันหรือยัง

ถ้ายังต้องถือว่าหุ้นกู้ดังกล่าวยังไม่ถือเป็นหุ้นกู้ของไทยพีบีเอสนะครับ จนกว่าจะมีการลงสัตยาบันจึงถือว่าตอนนี้หุ้นก็ยังเป็นของผู้ลงนามซื้อ เพียงแต่เงินที่ซื้อเป็นของไทยพีบีเอส

ถ้ากรรมการนโยบายเชื่อว่า พ.ร.บ.อนุญาตให้ซื้อหุ้นกู้เอกชนได้ ก็ให้สัตยาบันเลยการซื้อหุ้นกู้จะได้ชอบด้วยกฎหมาย แต่ถ้าสุดท้ายกฎหมายบอกทำไม่ได้ ระเบียบก็ไม่มีความหมาย เพราะระเบียบเป็นกฎหมายลูก ที่ต้องออกโดยอาศัยกฎหมายหลัก ซึ่งเป็นเรื่องอำนาจการออกกฎหมายหลัก เป็นเรื่องนิติวิธี ถ้ากฎหมายหลักไม่ได้กำหนดอำนาจไว้ ระเบียบที่ออกมาก็ไม่ชอบด้วยกฎหมายครับ และถ้าการตีความว่า ระเบียบข้อ9(4)เพื่อซื้อหุ้นกู้เอกชนทำไม่ได้ก็จะผิดเช่นกัน

นั่นคือต้องเสี่ยงที่จะยอมรับผลพวงที่จะตามมาจากกฎหมายอาญา มาตรา157

งานนี้ผมจึงคิดว่า ก่อนจะเลือกผู้อำนวยการไทยพีบีเอสคนใหม่ ในช่วงที่อากาศอึมครึงแบบนี้ใครที่เกี่ยวข้องให้หาซื้อยาชวนป๋วยปี่แปกอไว้ได้เลย เพราะห่วงว่าหลายคนอาจมีอาการไอคุกๆ หากใครไปร้อง ป.ป.ช.หรือสตง.

ติดตามผู้เขียนที่ https://www.facebook.com/surawich.verawan


กำลังโหลดความคิดเห็น...