xs
xsm
sm
md
lg

มอง ‘ทรัมป์’ มอง ‘ไทย’ ที่ใครๆ ก็รัก!!

เผยแพร่:   โดย: โสภณ องค์การณ์

<b>โดนัลด์ ทรัมป์</b>
“ทรัมป์” ยังคงทำตัวเป็นผู้นำสหรัฐฯ ยึดพื้นที่สื่อต่อเนื่อง อย่างที่เคยว่าไว้ว่า ณ เวลานี้ได้เป็นคนหลายบุคลิก พลิกท่าทีลีลา และพลิกลิ้นได้อย่างหน้าตาเฉย ในด้านนโยบายภายในประเทศและบทบาทเกี่ยวโยงกับต่างประเทศเป็นนักธุรกิจต่อรอง ลักไก่ ห่ามห้าว อาจก่อให้เกิดสงครามโลก

ล่าสุดมีกองเรือรบสหรัฐฯ เข้าสู่คาบสมุทรเกาหลีเพิ่มความร้อนระอุในบรรยากาศเผชิญหน้ากับเกาหลีเหนือต่อเนื่อง ขนาดพระสันตะปาปายังทรงวอนให้ทุกฝ่ายระงับยับยั้งลดความเสี่ยงที่จะเกิดความรุนแรง ขอให้หันหน้ามาเจรจากันเพื่อหาทางออกโดยสันติ แต่ไม่มีใครฟัง หรือทำตาม

“ทรัมป์” อยากเป็นพระเอก ขนาดคนอเมริกันเดินขบวนประท้วงหลายเรื่องก็ยังไม่รู้สึก ปากเสียช่วงหาเสียงเลือกตั้ง ยังไม่กลัวเสียคะแนน มองว่าเป็นจุดขายสำคัญ คำมั่นว่าจะทำนั่นนี่โน่นหลายเรื่อง ทุกวันนี้พลิกลิ้นเปลี่ยนท่าทีได้เพราะ “ข้าเป็นผู้นำชาติมหาอำนาจอันดับหนึ่งของโลก”

อเมริกาต้องมาก่อน! อย่าลืมน่ะ แต่ตอนนี้คนอเมริกันเห็น รับรู้ และซึ้งแล้วว่า “ธุรกิจและครอบครัว” ของทรัมป์ต้องมาก่อน ผลประโยชน์ทางธุรกิจของครอบครัวต้องไปแบบคู่ขนานกับการบริหารจัดการเรื่องของรัฐ แบบ “งานหลวงอย่าให้ขาด งานราษฎร์อย่าให้เสีย!” ต้อง “วินวิน”

“โดนัลด์ ทรัมป์” พูด ทำอะไรก็ตาม ไม่เคยมองว่าตัวเองเป็นฝ่ายผิด คนอื่นผิดโดยตลอด แม้กระทั่งเล่นบทคนปากเสีย ระรานสตรีด้วยคำพูดล้อเลียน หมิ่นเกียรติ ไม่เคยมีใครทำแบบ “ทรัมป์” แล้วรอดไปได้ ในสังคมอเมริกันซึ่งถือนักเรื่องการเหยียดเพศ เหยียดผิว เป็นจุดละเอียดอ่อน

แต่ “ทรัมป์” ทำได้ ใครจะว่าหน้าด้านหน้าทนก็ช่าง “ทรัมป์” ไม่แคร์! ไม่สน!ระดับความนิยมตกต่ำรวดเร็ว ล่าสุด “ทรัมป์” โทษรัฐธรรมนูญ หาว่าเป็นตัวการที่ทำให้คนประเมินว่าตัวเอง “สอบตก” ในผลงานช่วง 100 วันแรกของการดำรงตำแหน่งผู้นำทำเนียบขาว

เอากะพ่อซิ! ไม่เคยมีอดีตประธานาธิบดีคนไหนเคยโทษรัฐธรรมนูญ!

แต่ “ทรัมป์” ก็ทำไปแล้ว และน่าจะมีอะไรอีกมากที่จะสร้างความประหลาดใจให้ชาวโลก เพราะ “ทรัมป์” ไม่ยึดติดธรรมเนียมปฏิบัติ ตัวเองอยากทำก็ทำ ถ้าคิดว่าเป็นเรื่องเหมาะสม

ใช่ว่า “ทรัมป์” จะใช้ปากหาเรื่องทะเลาะสร้างศัตรูรอบทิศเพื่อตอกย้ำความเป็นเจ้าโลกอย่างเดียว “ทรัมป์” รู้ว่าจะกระชับมิตรภาพกับ “เพื่อน” อย่างไรด้วยเพื่อผลประโยชน์ของสหรัฐฯ ทั้งสิ้น!

ช่วงการประชุมสุดยอดผู้นำกลุ่มประเทศอาเซียน “ทรัมป์” ยังโทรศัพท์มาคุยกับประธานาธิบดีโรดริโก ดูเตอร์เต ของฟิลิปปินส์ซึ่งเป็นประเทศเจ้าภาพการประชุมยังขอให้อาเซียนแสดงท่าทีชัดเจนเกี่ยวกับเรื่องข้อพิพาทกับจีนเรื่องเกาะสแปรตลีย์ในทะเลจีนใต้

อดีตผู้นำสหรัฐฯ บารัค โอบามา เป็นไม้เบื่อไม้เมากับดูเตอร์เตซึ่งถูกประณามในเรื่องทำสงครามกับผู้ค้ายาเสพติด ตำรวจฆ่าคนไปกว่า 7 พันคน แต่ “ทรัมป์” ยอมมองข้ามประเด็นนี้ไป ทั้งนี้เพื่อต้องการหาเพื่อนในภูมิภาคอาเซียนเพื่อรับมือกับการขยายอิทธิพลของจีน

“ทรัมป์” ต้องการให้ผู้นำอาเซียนออกแถลงการณ์แสดงจุดยืนและตำหนิจีนฟิลิปปินส์ก็มีปัญหาเรื่องนี้กับจีน แต่ก่อนหน้านี้ดูเตอร์เตได้พบปะพูดคุยกับผู้นำจีน สี จิ้นผิง ดูท่าเข้าใจกันดี ด้วยเหตุนี้ดูเตอร์เตจึงพูดแบบขวานผ่าซากว่า ป่วยการที่อาเซียนจะไปยุ่งกับจีนเรื่องเกาะนั้น

“มีใครอยากไปมีปัญหาเผชิญหน้ากับจีน?” เมื่อดูเตอร์เตออกมาแนวนี้ก็ “จบข่าว”

มาถึงกรณีประเทศไทย “ทรัมป์” ยิ่งแหกธรรมเนียมปฏิบัติแบบสุดโต่ง! ก่อนหน้านี้รัฐบาลยุคโอบามาต้องงดการคบหาสมาคมกับรัฐบาลไทย ผู้นำรัฐบาลที่มาจากการรัฐประหาร ดังนั้น ประเทศไทยไม่เป็นประชาธิปไตย ทูตสหรัฐฯ ก็เลี่ยงการพบปะ แม้ไม่เป็นทางการก็ไม่สุงสิงด้วย

ความสัมพันธ์คงอยู่ระดับเบอร์ 2 ของสถานทูต วันชาติสหรัฐฯ สถานทูตก็ไม่ส่งบัตรเชิญให้ผู้นำไทยไปร่วมงาน ถือว่าเป็นรัฐบาลไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ทูตสหรัฐฯ จึงทำตัวน่าเกลียดยุ่งกับเรื่องการเมืองไทย ถามซ้ำซากเรื่องการเลือกตั้ง ทั้งๆ ที่ไทยไม่ได้เป็นขี้ข้าสหรัฐฯ

พอมีเหตุต้องพึ่งพาไทย ก็อ้างถึงความสัมพันธ์อันยาวนาน ความสัมพันธ์ยังดีอยู่ก็เหลือแต่ฝ่ายผู้นำกองทัพของทั้ง 2 ประเทศซึ่งคุยภาษาเดียวกัน ยังไปเยี่ยมเยียน ซ้อมรบคอบร้าโกลด์อยู่

แต่ความสัมพันธ์ภาคพิสดารเกิดขึ้นก่อนนายกฯ “ลุงตู่” เดินทางไปประชุมผู้นำอาเซียน จู่ๆ ทูตสหรัฐฯ ก็ยกทีมไปทำเนียบขอพบนายกฯ “ลุงตู่” คุยกันนาน ขอให้ประเทศไทยแสดงจุดยืนเรื่องสถานการณ์ในคาบสมุทรเกาหลี ซึ่งสหรัฐฯ จ้องเล่นงานเกาหลีเหนืออยู่ ถ้ายังขืนทดลองยิงจรวด

เห็นหรือยัง ถ้าสหรัฐฯ ต้องการผลประโยชน์ ก็พร้อมจะละทิ้งหลักการที่รักษาไว้นาน “ทรัมป์” ต้องคุยกับผู้นำรัฐบาลไทย ทูตสหรัฐฯ ก็มาอีหรอบเดิม อ้างมิตรภาพระหว่าง 2 ประเทศ พูดจาภาษาดอกไม้ เพราะเมื่อมีผู้นำคนใหม่ ก็ต้องเดินตามแนวนโยบายของประธานาธิบดีคนใหม่

แต่ไทยก็ไม่โง่ พริ้วได้อยู่แล้ว บอกว่าจะเดินตามก้น เอ๊ย! ...ตามแนวนโยบายของสหประชาชาติ มุ่งดำรงสันติภาพ ไม่จุ้นกับกิจการภายในของประเทศอื่น สนับสนุนให้มีการเจรจา

เห็นว่าอาเซียนเกาะกลุ่มกันแน่น “ทรัมป์” ต้องออกลีลาใหม่ คราวนี้ไล่โทรศัพท์คุยกับผู้นำประเทศเช่น สิงคโปร์และ “ลุงตู่” ผู้นำรัฐบาลไทย ไม่คำนึงถึงประเด็นเผด็จการไร้ประชาธิปไตย เพราะคงดูแนวโน้มแล้วว่า “ลุงตู่” อยู่ยาวแน่ ถ้ายังทำเย็นชาต่อไป มีแต่สหรัฐฯ จะเสียผลประโยชน์

เป็นปรากฏการณ์ใหม่ของไทยที่ได้คุยโทรศัพท์กับผู้นำชาติมหาอำนาจเช่นสหรัฐฯ โดยเฉพาะในช่วงที่ประเทศไทยถูกรังเกียจเดียดฉันท์โดยชาติต่างๆ ในประชาคมโลกซึ่งไม่คบกับรัฐบาลเผด็จการ เนื้อหาสาระน่าจะจริงจังพอสมควร เพราะคุยกันนานถึง 15 นาทีเชียวนะ

เป็นการพูดกันตัวต่อตัว ไม่ผ่านล่าม นี่ก็เป็นปรากฏการณ์ใหม่เช่นเดียวกัน ภาษาปะกิตของ “ลุงตู่” คงใช้การได้ดีแล้วจากการซุ่มติวเข้ม ใครจะพูด ใครฟังมากกว่าใคร โฆษกไม่ได้แถลง แต่มีคนคอยเอาใจช่วย “ลุงตู่” ลุ้นให้การคุยเป็นไปด้วยดี แถม “ทรัมป์” ยังเชิญให้ไปเยือนสหรัฐฯ ด้วย

“ทรัมป์” อาจแวะมาเยือนไทยช่วงการประชุมเอเปค ถ้าเกิดขึ้นจริงก็จะเป็นปรากฏการณ์เหนือปรากฏการณ์ เมื่อผู้นำสหรัฐฯ เยือนประเทศที่ปกครองโดยคณะเผด็จการทหาร!

แบบนี้ไม่ใช่ “ประเทศไทย 4.0” ก็ให้มันรู้ไป!! เผลอๆ ข้ามชั้นไป 5.0 ก็ได้ ใครจะรู้!
กำลังโหลดความคิดเห็น...