xs
xsm
sm
md
lg

ฤาการใช้เงินผิดวัตถุประสงค์และผลประโยชน์ทับซ้อนจะลามจาก สสส. มา TPBS สื่อสาธารณะ?

เผยแพร่:   โดย: อาจารย์ ดร. อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์

ทันตแพทย์ กฤษฎา เรืองอารีย์รัชต์ (แฟ้มภาพ)
อาจารย์ ดร.อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์
สาขา Business Analytics and Intelligence และวิทยาการประกันภัยและการบริหารความเสี่ยง
คณะสถิติประยุกต์
ผู้อำนวยการศูนย์คลังปัญญาและสารสนเทศ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์


ทั้งสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ หรือ สสส. และ องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย หรือที่เรียกกันโดยย่อว่า สสท. หรือ TPBS อันเป็นชื่อที่เรียกกันจนติดปากมากกว่านั้นต่างมีที่มาที่ไม่แตกต่างกัน และเป็นพี่น้องกันและสนิทชิดเชื้อกันพอสมควร นายแพทย์พลเดช ปิ่นประทีปเป็นศิษย์รักก้นกุฏิของนายแพทย์ประเวศ วะสี และนายแพทย์พลเดช ปิ่นประทีปเป็นกรรมการของ TPBS มาตลอด สสส. เองก็เคยให้เงินมูลนิธิไทยพีบีเอสไปดำเนินโครงการต่างๆ เมื่อคราวก่อนที่มาตรา 44 จะลงเพื่อปลดกรรมการบอร์ด สสส. จำนวน 7 คนนั้น สสส. มีข้อขัดแย้งกับ สตง. ในการใช้เงินผิดประเภทมาโดยตลอด และมีผลประโยชน์ทับซ้อนมากมายโดยที่ NGO เข้าไปเป็นบอร์ดต่างๆ ของ สสส. และพิจารณาอนุมัติให้หน่วยงาน NGO ของตนเองได้รับเงินไปทำโครงการที่ไม่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ เป็นการใช้เงินผิดวัตถุประสงค์และมีผลประโยชน์ทับซ้อน

ทั้งสองหน่วยงานต่างเป็นหน่วยงานองค์การอิสระที่ใช้ sin tax หรือ earmarked tax จากภาษีเหล้าบุหรี่เช่นกัน โดย สสส. ได้เพิ่มขึ้นทุกปีและขณะนี้เกือบ 5 พันล้าน และ TPBS ได้ประมาณ 2 พันล้าน

อดีตผู้จัดการ สสส. คือทันตแพทย์ กฤษฎา เรืองอารีย์รัชต์ได้ลาออกจากตำแหน่งผู้จัดการ โดยมีเหตุผลว่า เพื่อให้มีการตรวจสอบการทำงานของ สสส. แต่ไม่นานก็ปรากฎข่าวว่า ทพ.กฤษฎา เรืองอารีย์รัชต์ ได้รับการ คัดเลือกไปดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส จึงน่าสงสัยว่า ที่อ้างว่าลาออก (จากสสส.) เพื่อให้มีการตรวจสอบนั้น แท้ที่จริงแล้ว ก็เพื่อไปแสวงหาตำแหน่งใหม่ในไทยพีบีเอสนั่นเอง และน่าจะเป็นการชิงลาออกก่อนจะโดนมาตรา 44 ลง สสส. เพื่อปลดตัวเองออกจากตำแหน่งหรือไม่?

อย่างไรก็ตามทางเดินของ ทพ.กฤษฎาใน TPBS ไม่ได้สวยนัก เพราะคุณสมบัติของทันตแพทย์กฤษฎาไม่ได้ตรงกับ พรบ ของ TPBS เองซึ่งกำหนดไว้ว่า เคยดำรงตำแหน่งบริหารไม่น้อยกว่า 10 ปี โดยมีผลสำเร็จในการบริหารงานเป็นที่ประจักษ์ และมีความรู้ความเข้าใจและมีความเชี่ยวชาญหรือมีประสบการณ์ในกิจการวิทยุกระจายเสียงกิจการวิทยุโทรทัศน์หรือการสื่อสารมวลชน ซึ่งการทำประชาสัมพันธ์รณรงค์แบบการตลาดผิวเผินหรือ CSR ที่ สสส. และ ทพ.กฤษฎาทำมาตลอดไม่น่าจะมีคุณสมบัติในข้อนี้ พนักงาน TPBS จำนวนหนึ่งจึงเคลื่อนไหวต่อต้านการเข้าดำรงตำแหน่งของ ทพ.กฤษฎา เมื่อ ทพ.กฤษฎาเข้ามาใน TPBS ได้มีการนำผู้บริหาร สสส. จำนวนมากพอสมควรเข้ามาใน TPBS เอง และจัดรายการตอบโต้ คสช. เรื่อง มาตรา 44 ลงดาบปลดบอร์ด สสส. ผมเองได้ทราบจากผู้บริหารและพนักงานภายใน TPBS เช่นเดียวกันกับในอดีตที่ได้ข้อมูลความไม่ถูกต้องจากพนักงานและผู้บริหารใน สสส. และ สปสช. มาโดยตลอดพร้อมส่งเอกสาร และเล่าบรรยายเหตุการณ์ความระส่ำระส่ายที่เกิดขึ้นใน TPBS การให้ event organizer ขาเดิมเจ้าประจำที่เคยทำงานที่ สสส. มี NGO กลุ่มเดิมๆ ใน สสส. เข้ามาป้วนเปี้ยนใน TPBS การปรับผังรายการใน TPBS การปลดย้ายผู้บริหาร TPBS เดิมสร้างความระส่ำระส่ายมากมายใน TPBS และทำให้พนักงานและผู้บริหาร TPBS เดิมจำนวนหนึ่งถอดใจและทนไม่ไหวที่จะทำงานต่อไปใน TPBS ตัดสินใจลาออกท่ามกลางขาลงของวงการโทรทัศน์และหนังสือพิมพ์ที่งานหาได้ยากขึ้นทุกๆ วัน ทำให้มีการสรรหาผู้บริหารใหม่ๆ ใน TPBS และมีผู้บริหารเก่าของ CP บางคนเข้ามาทำงานใน TPBS ด้วยเช่นกัน นี่คือสิ่งที่ได้ยินมาจากพนักงานและผู้บริหาร TPBS ที่ไม่พอใจกับการเข้ามาของ ทพ.กฤษฎา

แต่สิ่งที่สำคัญสุดคือเรตติงของ TPBS เองที่ใช้เงินภาษีของประชาชนแม้จะเป็นภาษีบาปก็ควรทำหน้าที่สื่อเสรีสื่อสาธารณะอย่างเข้มแข็ง และทำรายการให้เป็นที่สนใจของประชาชน แต่ rating ของ TPBS เองนับตั้งแต่ ทพ.กฤษฎาเข้ามาเป็นผู้บริหาร มีการเปิดพื้นที่ให้ NGO ในผังรายการมากขึ้นเรื่อยๆ แต่เรตติงของ TPBS เองร่วงเอาๆ ไม่มีประชาชนสนใจจะดู การเป็นสื่อสาธารณะและนำเสนอข่าวหรือรายการที่มีสาระและทำให้เป็นที่ฮือฮาน่าสนใจก็สามารถทำได้ เช่นที่ ดร.สมเกียรติ อ่อนวิมล เคยทำมาแล้วกับ Pacific communication แต่ฝีมือของ ทพ. กฤษฎาคงไม่ถึงขั้นนั้นได้ เพราะไม่เคยมีความรู้ความเชี่ยวชาญในด้านกิจการวิทยุกระจายเสียงกิจการวิทยุโทรทัศน์หรือการสื่อสารมวลชน แต่อย่างใด มีความเชี่ยวชาญในการใช้เงินจำนวนหลายร้อยบาทเพื่อซื้อสื่อโฆษณา แต่นั่นเป็นทักษะคนละเรื่อง เพราะอันหนึ่งเป็นการใช้เงินของประชาชน ส่วนอีกอันเป็นการใช้เงินของประชาชนและต้องทำให้มีคนดูให้ได้

ล่าสุดมีข่าวออกมาจากใน TPBS เองว่า ทพ.กฤษฎา ได้เปลี่ยนแปลงระเบียบการเงินของ TPBS แล้วนำเงินไปลงทุนในหุ้นกู้ของ CPF จำนวนเกือบสองร้อยล้าน และมีบางข่าวบอกว่าเป็นหุ้นกู้ด้อยสิทธิ์ด้วยซ้ำไป ทั้งหุ้นกู้และหุ้นกู้ด้อยสิทธิ์ ต่างก็มีฐานะเป็นเจ้าหนี้ เรื่องนี้แม้ธนาคารพาณิชย์เองก็เกรงกลัวลูกหนี้รายใหญ่มาก ลูกหนี้รายใหญ่นั้นมีอำนาจเหนือธนาคารพาณิชย์มากทีเดียว หากพูดว่าไม่มี ไม่หนี ไม่จ่าย ธนาคารพาณิชย์ก็ต้องคิดหนัก จะทำอะไรกับลูกหนี้รายใหญ่ก็เกรงใจ ใครเคยให้คนอื่นยืมเงินคงเข้าใจได้ดี ว่าก่อนให้ยืมเงิน ลูกหนี้ต้องง้อเรา แต่เมื่อเราให้ใครยืมเงินไปแล้ว เราต้องไปง้อเขาเพื่อให้เราได้เงินที่ปล่อยให้กู้ออกไปคืนมา

มีแปดคำถามที่บอร์ด TPBS และ ทพ. กฤษฎาต้องตอบสังคมและประชาชนคือ

1. เมื่อสถานีโทรทัศน์ที่ต้องมีความเป็นเสรี เป็นสื่อสาธารณะต้องเป็นเจ้าหนี้ แล้วลูกหนี้อาจจะมีอำนาจต่อรองได้นั้น ทำให้สถานีโทรทัศน์นั้นๆ ทำหน้าที่โดยเสรีได้หรือไม่ โดยเฉพาะกลุ่มทุนที่เป็นลูกหนี้

2. หากข่าวลือที่ว่ามีผู้บริหารเก่าของ CP เข้ามาทำงานใน TPBS แล้วมีการไปซื้อหุ้นกู้ใน CPF โดย TPBS นั้นจะถือว่าเป็นการมีผลประโยชน์ทับซ้อนหรือไม่

3. การที่ ทพ.กฤษฎา ออกมาพูดว่าการลงทุนแบบนี้ใครๆ เขาก็ทำกัน และระเบียบเอื้อให้ทำได้ ถ้าเช่นนั้น กระทรวงกลาโหม จะไปซื้อหุ้นกู้ของบริษัทค้าอาวุธ กระทรวงสาธารณสุขจะไปซื้อหุ้นหรือหุ้นกู้ของบริษัทยาและโรงพยาบาลเอกชน ได้หรือไม่ และมีความเหมาะสมทางจริยธรรมแค่ไหน หิริโอตัปปะของ ทพ.กฤษฎา ยังคงมีบ้างหรือไม่?

4. การไปลงทุนให้หุ้นกู้ของกลุ่มทุน โดยออกระเบียบการเงินใหม่ด้วยตนเอง แต่ระเบียบดังกล่าวน่าจะขัดกับ พ.ร.บ. ของ TPBS ที่กำหนดพันธกิจของ TPBS ให้เป็นสื่อสาธารณะและสื่อเสรีนั้น จะถือว่าระเบียบนี้ถูกต้องใช้งานหรือหรือต้องตกเป็นโมฆะ

5. การที่โทรทัศน์ของรัฐและเป็นองค์กรอิสระของรัฐด้วย นำเงินไปลงทุนโดยอ้างว่าเพื่อให้มีรายได้เพียงพอสำหรับการบริหารสถานี คำถามคือการมีกระแสเงินสดเหลือขนาดเกือบ 200 ล้านบาทนี้แสดงว่าเงินงบประมาณของ TPBS ที่ได้มาจาก Sin tax นั้นล้นเหลือเฟือฟายหรือไม่

6. การที่ TPBS มีเงินสดเหลือจนไปซื้อหุ้นกู้เกือบ 200 ล้านบาทได้ เพราะได้เงินภาษีบาปมาได้ง่ายๆ และไม่มีผลงานที่ดีพอ เช่น เรทติ้งที่ตกย่ำแย่ ในขณะที่สถานีโทรทัศน์อื่นๆ ของรัฐกำลังประสบปัญหาทางการเงินอย่างหนักเช่น ช่องเก้า อสมท ต้องหารายได้เอง ทั้งๆ ที่เป็นสื่อสาธารณะเหมือนกัน ถือว่าเอาเปรียบเพื่อนร่วมวิชาชีพและใช้เงินของแผ่นดินได้อย่างเหมาะสมหรือไม่

7. ในเมื่อ TPBS มีปัญหาในการใช้เงิน Sin tax ที่ได้มาลอยๆ โดยไม่ต้องใช้ฝีมือและความพยายามใดๆ แต่โทรทัศน์ช่องอื่นของรัฐ เช่นเดียวกับ TPBS ต้องตะเกียกตะกายหาเงินด้วยตัวเอง เราควรนำเงินดังกล่าว มาหารกันไปตามผลงานเช่น เรตติง สถานที่เข้าข่ายจะได้รับเงินดังกล่าว ได้แก่ ช่อง 5 ช่อง 9 และ NBT ซึ่งน่าจะหารกันหรือไม่ อย่างไร?

8. ทพ.กฤษฎา ควรพิจารณาตัวเอง อย่างไร เพราะจริยธรรมของสื่อมวลชน ต้องสูงกว่าจริยธรรมของกลุ่มทุนที่ ทพ.กฤษฎาเข้าไปซื้อหุ้นกู้ หรือว่า จริยธรรมของ ทพ.กฤษฎา อยู่ในระดับที่ต่ำมากจึงเถียงข้างๆ คูๆ ไม่ต้องรับผิดชอบอะไร
กำลังโหลดความคิดเห็น...