xs
xsm
sm
md
lg

จบบริบูรณ์!!!/ทับทิม พญาไท

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ทับทิม พญาไท


คงต้องยอมรับเอาจริงๆ นั่นแหละว่า...ชุด “มหาลดาปสาธน์” หรือ “ชุดนกยูง” ที่คุณน้อง “อ้อ-ศศินา” และสาวงามอีก 9 สาวแห่งวัดพระธรรมกาย นำมาสวมใส่ ตกแต่งตัวเองให้เหมือนกับ “นางวิสาขา” เพื่อทอดกฐิน ทอดผ้าป่า หรือเพื่อไปใส่บาตรให้พระพุทธเจ้าบนสวรรค์ชั้นไหนๆ ก็ตามแต่ ที่ว่ากันว่า...มีมูลค่าราคานับพันๆ ล้านบาท แต่แทบไร้ค่า ไร้ราคา ไปโดยทันที เมื่อนำมาเทียบกับชุด “มหากัทลิมศกะโอสถ” หรือ “ชุดกล้วยและยากันยุง” (กัทลี=กล้วย มัสกะ=ยุง โอสถ=ยา) ของคุณน้อง “ทราย-เบญจพร เจษฎากานต์” เจ้าของร้านตัดเสื้อผ้า “Framsook Lek Lek” แห่งจังหวัดราชบุรี ไม่ว่าในแง่ครีไอทีฟ ไอเดีย แนวคิดและการสร้างสรรค์ ที่ต้องถือว่าสุดยอดเอามากๆ...

ไม่ต่างไปจากยี่ห้อ “ธรรมกาย” ในวันนี้...ใครที่เผลอไปเกี่ยวข้องด้วย ไม่ว่าอดีต ปัจจุบัน หรือแม้แต่อนาคต ย่อมหนีไม่พ้นต้องออกอาการ “ศพไม่สวย”ไปด้วยกันทั้งสิ้น ถือเป็น “จุดตกต่ำ” อย่างถึงที่สุด ตลอดช่วงเกือบครึ่งศตวรรษ หรือประมาณ 47 ปี นับแต่วัดๆ นี้ได้ก่อกำเนิดขึ้นมา อันเป็นภาพสะท้อนให้เห็นถึง “การเกิด-การดับ” การหมุนเวียนเปลี่ยนแปลงไปตามหลัก “อนิจจัง-ทุกขัง-อนัตตา” ภายใต้ “กฎเหล็กแห่งธรรมชาติ” หรือถ้าเรียกกันตามภาษาพระ ก็คือ“กฎอิทัปปัจจยตา-ปฏิจจสมุปบาท” นั่นแล อันประกอบไปด้วยแก่นสาระแบบสั้นๆ ง่ายๆ ประมาณว่า “ด้วยเหตุเพราะสิ่งนี้-สิ่งนี้...สิ่งนี้จึงเป็นไป” โดยไม่มีข้อยกเว้นใดๆ ทั้งสิ้น...

พูดง่ายๆ ว่า...ในเมื่อ “เกิด” มาจาก “ความเชื่อ” อันเป็นคนละเรื่องกับ “ความจริง” หรือ “สัจธรรม” ตามแนวทางพระพุทธศาสนาแบบคนละเรื่อง คนละม้วน โอกาสที่จะต้อง “ดับ” ไปตามความเชื่อที่ว่า จึงถือเป็น “ตถตา” หรือ “มันเป็นเช่นนั้นเอง-มันเป็นพรรค์นั้นแหละ” ดังที่อภิมหาพระ “ท่านพุทธทาสภิกขุ” ท่านได้แปลคำบาลีมาเป็นภาษาไทยแบบเข้าใจง่ายๆ คือแม้ไม่มีใครไปกระทำ ไปกดขี่กดดันใดๆ ก็ตาม แต่ด้วยเหตุเพราะ “กรรม” หรือเพราะ “ผลแห่งการกระทำ” ของตัวเองนั่นเอง จึงทำให้ “ธรรมกาย” ต้องมีวันนี้ วันที่มหาอาณาจักรซึ่งสะสมทรัพย์สินเงินทอง สิ่งก่อสร้าง ฯลฯ รวมมูลค่านับแสนๆ ล้าน หรือนับล้านล้านบาท ก็มิอาจสรุปได้ กลับใกล้ถึงกาลล่มสลายเข้าไปทุกที ส่งผลให้ทั้งเห็บ ทั้งโลน ต่างโดดหนีกันไปเป็นแถบๆ...

ใครก็ตาม ไม่ว่าจะ “บุญมาก” “บุญน้อย” “บุญบังเอิญ” แต่ถ้ายังตัดใจไม่ได้ ยังอาลัยอาวรณ์กับการเกิด-การดับเช่นนี้ มีแต่ต้อง “ศพไม่สวย” ไปด้วยกันทั้งสิ้น เพราะระดับ “รัฏฐาธิปัตย์” ถึงกับต้องงัด “มาตราสี่สิบสี่” ออกมาบังคับใช้กันเห็นๆ จะไปดื้อแพ่งแฉลบออกข้างด้านโน้นที ด้านนี้ที ยังไงๆ...คงไปไม่รอด ไปไม่เป็นอยู่แล้วแน่ๆ นอกเสียจากต้องเปล่งพลัง เปล่งอานุภาพ ชนิดสามารถโค่นล้มทำลาย “รัฏฐาธิปัตย์” ลงไปให้สิ้นซากเท่านั้น ถึงอาจพอเหลือทางรอดทางออก ที่มี “ความเป็นไปได้” อยู่ประมาณ 0.0001 เปอร์เซ็นต์!!!

แต่ก็แปลกเอามากๆ...ที่บรรดาสาวกธรรมกายทั้งหลาย กลับหันมาใช้ หรือหันให้ความสำคัญกับหนทางที่ว่านี้ซะเป็นหลัก ทั้งดิ้น ทั้งแถก ทั้งเถลือกไถลชนิดสีข้างถลอกปอกเปิกไปทั้งพระ ทั้งโยม อันส่งผลให้ “ความเสื่อม” ยิ่งเพิ่มอัตราเร่งแบบเป็นทวีคูณ จุดเสื่อม...อันจะนำไปสู่จุดจบของ “ธรรมกาย” ในวันนี้ จึงไม่ใช่แค่เรื่องการจับพระ-ไม่จับพระ การเจอตัว-ไม่เจอตัว บรรดา “ผู้ต้องหา” หรือ “ผู้ที่ถูกหมายเรียก” แต่เพียงเท่านั้น แต่หนีไม่พ้นต้องจบไปตามคำอธิบายของหัวหน้าคณะผู้ตั้งตนเป็น “รัฏฐาธิปัตย์” หรือหัวหน้าคณะคสช.อย่างนายกฯ “บิ๊กตู่” ที่ได้กล่าวถึงความจำเป็นที่ต้องงัดเอา “มาตราสี่สิบสี่” ออกมาใช้ในกรณีดังกล่าว ด้วยข้อสรุปแบบสั้นๆ ง่ายๆ แต่ฟังแล้ว “หนาว์ว์ว์” ไปถึงขั้วหัวใจของบรรดาผู้ที่ก่อกำเนิดเกิดวัดๆ นี้ขึ้นมา...

นั่นคือคำพูดในประโยคที่ว่า “เพื่อทำให้วัดพระธรรมกาย เป็นสถานที่ที่ประชาชน (โดยทั่วไป) สามารถเข้าไปได้ ไม่แปลกประหลาดหรือแตกต่างไปจากที่ (วัด) อื่นๆ” อันนี้นี่แหละ...ทำได้เมื่อไหร่ ต้องถือว่า “จบแบบบริบูรณ์” จบทั้งทางโลก ทางธรรม โดยไม่ต้องเสียเวลานั่งเถียงกันอีกเลยว่า ระหว่าง “ชุดนกยูง” ของคุณน้อง “อ้อ-ศศินา” กับ “ชุดกล้วยและยากันยุง” ของคุณน้อง “ทราย-เบญจพร” ใครสวยกว่า ไม่สวยกว่า ใครแพงกว่า ไม่แพงกว่าเพราะต่างไม่มีสิทธิไป “ตักบาตรพระพุทธเจ้า” บนสวรรค์ด้วยกันทั้งคู่...
กำลังโหลดความคิดเห็น...