xs
xsm
sm
md
lg

ผู้จัดการสุดสัปดาห์

x

อะไรนะ....สินบนข้ามชาติ “คนโกงต้องไม่มีที่ยืน” ????!!

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: MGR Online


ผูัจัดการสุดสัปดาห์ - กริ่งเกรงว่าคุ้ยไปคุ้ยมาจะเจอพวกเดียวกันเอง หรือว่าจะทำให้ภารกิจ “ปรองดอง” กับ “นักการเมือง” สะดุดหรืออย่างไรไม่ทราบ จึงทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) แสดงท่าทีลอยตัวจากกรณีสินบนข้ามชาติโรลส์รอยซ์ การบินไทย ปตท. และลุกลามไปยังสองการไฟฟ้าฯ “กฟภ.กฟน.และทีโอที” แบบผิดความคาดหมายของฝ่ายกองเชียร์ที่อยากเห็น “ลุงตู่” ผู้ประกาศล้างโกงใช้อำนาจเด็ดขาดจัดการลากตัวคนรับสินบนออกมารับโทษทัณฑ์

กองเชียร์มีอันต้องยกมือและอ้าปากค้าง เพราะงานนี้ นายกฯ “ลุงตู่” โยนให้เจ้าของหน่วยงานที่มีเรื่องอื้อฉาว ชงกันเอง สอบกันเอง และเตะลูกไปให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และ สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ทำหน้าที่ตรวจสอบกันไปตามกระบวนการ “ปกติ”

ทั้งๆ ที่รู้ๆ กันว่า ถ้าอีหรอบนี้คงได้แต่ปลาซิวปลาสร้อยหรือซื้อเวลาให้เรื่องเงียบหายไปเหมือนที่ผ่านๆ มาเท่านั้น ดังนั้นแล้ว ถ้าตัวการใหญ่ทั้งนักการเมืองและเจ้าหน้าที่ระดับบิ๊กเบิ้มลอยนวลเช่นเคย ก็คงสร้างความผิดหวัง ไม่สมราคาคุยว่ารัฐบาลจะลุยปราบคอร์รัปชั่นล้างให้สิ้นจากแผ่นดินไทย

และถ้าเป็นเช่นนั้น ก็อย่าได้แปลกใจที่ องค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ (Transparency International : TI) ออกมาเปิดเผยดัชนีภาพลักษณ์คอร์รัปชันปี 2559 พบว่า ประเทศไทย ที่เคยอยู่อันดับที่ 76 เมื่อปี 2558 ร่วงลงมาอยู่อันดับที่ 101 จากทั้งหมด 176 อันดับ จากเคยได้ 38 คะแนน ปีนี้เหลือ 35 คะแนน นับในอาเซียนเราเหนือกว่าแค่ “ลาว-พม่า-กัมพูชา” เท่านั้น

ส่วนปีหน้า ถ้าสถานการณ์ยังเป็นเยี่ยงนี้ คงจะตกกราวรูดหนักไปกว่านี้อีก

ไม่รู้ว่า งานนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. จะลืมสิ่งที่กล่าวในรายการคืนความสุขให้คนในชาติเมื่อวันศุกร์ที่ 17 กรกฎาคม 2558 ที่ผ่านมา ว่า “การที่จะแก้ไขปัญหาคอร์รัปชั่นได้อย่างยั่งยืนนั้น ต้องอาศัยการปลูกฝังจิตสำนึกและค่านิยมให้แก่ประชาชน โดยเฉพาะเยาวชนให้เห็นว่าการโกงเป็นเรื่องน่ารังเกียจ คนโกงต้องไม่มีที่ยืนในสังคม เราคงต้องวัดใจคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญที่ประกาศให้ความสำคัญกับภาคประชาชนร่วมสร้างพลังและเข้าไปเป็นกลไกหนึ่งของการร่วมตรวจสอบโครงการต่างๆ ของรัฐอย่างจริงจัง รัฐต้องสร้างสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสมขึ้นมาก่อน เพื่อมรรคผลในการสร้างสำนึกให้เกิดขึ้นกับทุกฝ่ายว่า การไม่ทุจริตถือเป็นสิ่งที่ควรทำที่สุด” ไปแล้วหรือ

อย่างไรก็ตาม ต้องบอกว่า นี่ไม่ใช่ครั้งแรกและครั้งสุดท้าย เพราะที่ผ่านมามีคดีที่เกิดขึ้นในทำนองนี้หลายต่อหลายครั้ง แต่สุดท้ายการตรวจสอบกลับคว้าได้แต่น้ำ เหลว หาได้ตัวคนรับสินบนแต่อย่างใดไม่

โดยเฉพาะนักการเมืองและข้าราชการระดับสูงที่มีชื่อพัวพันเกี่ยวข้อง ล้วนแต่หลุดพ้นข้อกล่าวหาไปอย่างมหัศจรรย์พันลึก หรือไม่หน่วยงานตรวจสอบทุจริตก็ดองเค็มแช่แข็งทำลืมไปแบบเนียนๆ

ทั้งๆ ที่ ศาลหรือหน่วยงานยุติธรรมในต่างประเทศ ได้ตัดสินลงโทษและนำตัวคนกระทำผิดมาดำเนินคดี หรือพูดง่ายๆ ก็คือ บริษัทต่างชาติหรือนายหน้าต่างชาติที่เป็นผู้จ่ายสินบนถูกลงโทษ แต่คนรับสินบนในไทยแลนด์แดนสยามกลับลอยนวล เอาผิดไม่ได้ แถมบางคดีถูกฟอกขาวจากหน่วยงานตรวจสอบของรัฐ อย่างคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) แบบใสสะอาดอย่างเหลือเชื่อ

แล้วครั้งนี้จะซ้ำรอยเดิมหรือไม่ น่าจะพอเห็นคำตอบล่วงหน้าหากย้อนรอยกลับไปดูคดีต่างๆ ที่เคยเกิดขึ้นมาก่อนหน้านี้

อันดับแรกสุด ก็คือ คดี GT 200 ที่ผู้เกี่ยวข้องยังมีอำนาจวาสนาอยู่ในเวลานี้ โดยไม่ได้ระคายเคืองหรือกระทบกระเทือนใดๆ แม้แต่น้อยจากการตัดสินของศาลระหว่างประเทศ ที่ลงโทษนายหน้าต่างชาติที่มาหลอกต้มขายเครื่องเก๊ให้กองทัพและหน่วยงานของรัฐไทย

คดีนี้ มีการร้องเรียนกันมานานว่า “ไม้ล้างป่าช้า” GT 200 ใช้งานไม่ได้จริงดังคำโม้ แต่หลายหน่วยงานโดยเฉพาะกองทัพที่จัดซื้อก็ออกมาแย้ง จนเมื่อปี 2557 ศาลโอลด์ เบลีย์ ของประเทศอังกฤษ ตัดสินยึดทรัพย์ นายเจมส์ แมคคอร์มิค เศรษฐีชาวอังกฤษ มูลค่ากว่า 7.9 ล้านปอนด์ หรือราว 400 ล้านบาท ฐานจำหน่ายเครื่องตรวจจับวัตถุระเบิดปลอม ซึ่งไม่สามารถใช้ปฏิบัติงานตรวจจับวัตถุระเบิดได้จริงตามคำโฆษณาชวนเชื่อ หลังจากที่เมื่อราว 2 ปีก่อนก็ได้ตัดสิน นายแมคคอร์มิค เป็นเวลา 10 ปี ในคดีเดียวกันมาแล้ว

การตัดสินของศาลดังกล่าว มาจากกรณีที่ บริษัท เอทีเอสซี ของนายแมคคอร์มิค ซึ่งเป็นผู้ผลิตเครื่องตรวจจับระเบิด "เอดีอี 651" ถูกกล่าวหาว่าฉ้อโกงและหลอกลวงนำอุปกรณ์ปลอมไปจำหน่าย โดยมีผู้เสียหายเป็นรัฐบาลหลายประเทศโดยเฉพาะในแถบตะวันออกกลาง

ตามข้อมูลระบุว่า เครื่องรุ่นเอดีอี 651 มีลักษณะการทำงานไม่แตกต่างจากเครื่องตรวจจับวัตถุระเบิด “จีที 200” ที่กองทัพไทยจัดซื้อ มาจาก บริษัท โกลบอล เทคนิคอล บริษัทสัญชาติอังกฤษในเครือข่ายของ นายแมคคอร์มิค รวมถึงเครื่องรุ่น “อัลฟ่า 6” ที่หน่วยงานรัฐของไทยจัดซื้อมาใช้ด้วย รวมๆ กันแล้วกว่าพันเครื่อง โดยเฉพาะกองทัพบกในยุคนั้นจัดซื้อ GT 200 มาใช้ถึง 747 เครื่อง วงเงิน 683 ล้านบาท

คดีดังกล่าวนายกฯ “บิ๊กตู่” สั่งการให้นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ไปศึกษาและรวบรวมหลักฐานข้อมูลเพื่อฟ้องร้องในภายหลังซึ่งจนบัดนี้ยังเงียบหาย ขณะเดียวกัน ป.ป.ช.ได้ตั้งเข้ามาตรวจสอบเรื่องนี้ หลังจาก สตง.ส่งเรื่องมาให้ ป.ป.ช. ตั้งแต่ปี 2554 แต่จนแล้วจนรอดจนบัดนี้ ยังไม่มีข้อสรุปใดๆ

สินบนข้ามชาติอีกคดีที่โด่งดังคือ คดีการจัดซื้อเครื่องตรวจสอบระเบิดซีทีเอ็กซ์ ในสนามบินสุวรรณภูมิ ซึ่งเกิดขึ้นในสมัยรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร เมื่อปี 2548 โดยคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ของสหรัฐฯ ตรวจสอบพบการติดสินบนเจ้าหน้าที่รัฐหลายประเทศรวมทั้งประเทศไทยของบริษัทอินวิชั่นฯ สหรัฐฯ ซึ่งผลิตระบบการตรวจสอบวัตถุระเบิดเพื่อติดตั้งในท่าอากาศยาน

บริษัทอินวิชั่นฯ ยอมรับว่า รู้เห็นพฤติกรรมของตัวแทนจำหน่ายภาคพื้นเอเชียแปซิฟิกที่พยายามติดสินบนเจ้าหน้าที่รัฐใน 3 ประเทศ คือ ไทย ฟิลิปปินส์ และจีน โดยสองประเทศหลังจ่ายสินบนแล้ว ส่วนของไทยยังอยู่ระหว่างการดำเนินการแล้วถูกตรวจพบก่อน แต่การเตรียมการนี้ ทางการสหรัฐฯ ถือว่าเป็นความผิด และบริษัท อินวิชั่น ยอมรับผิดและยอมจ่ายค่าปรับกว่า 1.1 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในคดีที่ถูก ก.ล.ต.สหรัฐฯฟ้อง อีกทั้งยอมจ่ายค่ายอมความอีกแปดแสนเหรียญสหรัฐฯ ในคดีที่ถูกกระทรวงยุติธรรม สหรัฐฯ ฟ้อง เพื่อแลกกับการยุติคดี

คดีนี้ ป.ป.ช.ซึ่งได้รับสำนวนต่อมาจากคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) มาตั้งแต่ปี 2549 ได้มีมติที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช. เมื่อปี 2557 มีมติเอกฉันท์ยกคำร้องกรณีกล่าวหานายทักษิณ ชินวัตร และนายสุริยะ กับพวกรวม 25 ราย ในฐานจัดซื้อเครื่องแพงเกินจริง และ บทม. เป็นนายหน้าซื้อเครื่อง CTX โดยเห็นว่าพยานหลักฐานทั้งหมดไม่เพียงพอ ส่วนข้อกล่าวหาข้าราชการระดับสูงใน บทม. พัวพันกับการรับประโยชน์หรือรับสินบนจากบริษัทนายหน้าขายเครื่อง CTX ยังสอบเพิ่มเติมจนบัดนี้

ส่วนอีกคดีที่กล่าวหาว่ามีนักการเมืองและเจ้าหน้าที่ระดับสูงรับสินบน คือ คดีสินบนเอื้อประโยชน์ทำเหมืองแร่ข้ามชาติ โดย ป.ป.ช. ได้ข้อมูลและหลักฐานจากคณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์และการลงทุน ประเทศออสเตรเลีย (ASIC) ส่งมาให้ ก.ล.ต.ว่า มีบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ออสเตรเลีย ซึ่งถือหุ้นใหญ่ในบริษัทจดทะเบียนในไทย ถูกร้องเรียนว่าเกี่ยวข้องกับการทุจริต โดยโอนเงินมาไทยซึ่งอาจเป็นไปเพื่อขอใบอนุญาตขุดเหมืองแร่ทองคำและให้สินบนแก่เจ้าหน้าที่รัฐไทยด้วย ซึ่ง ป.ป.ช. ระบุว่า มีเจ้าหน้าที่รัฐอย่างน้อย13 รายเข้าไปพัวพันในการรับสินบน

รายงานของสำนักข่าวอิศราฯ ตรวจสอบพบว่า มีนายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ อดีต รมว.มหาดไทย และนายประเสริฐ บุญชัยสุข อดีต รมว.อุตสาหกรรม สมัยรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นหนึ่งในผู้ถูกกล่าวหา พร้อมเปิดเผยชื่อบริษัทเอกชนที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นคนให้สินบนด้วย คือ กลุ่มบริษัท คิงส์เกต บริษัทแม่ของบริษัทอัครารีซอร์สเซส จำกัด (มหาชน) ซึ่งได้ประโยชน์ในการสำรวจและทำเหมืองแร่ ในพื้นที่ จ.สระบุรี จ.ลพบุรี จ.เพชรบูรณ์ จ.พิจิตร และ จ.พิษณุโลก โดยมิชอบ แต่จนบัดนี้เรื่องก็สร่างซาไปอย่างไร้ร่องรอยเช่นเคย

นอกจากนั้น ยังมีคดีบริษัท พีทีที.กรีนเอเนอร์ยี่ฯ ถูกกล่าวหาทำโครงการปลูกปาล์มน้ำมันประเทศอินโดนีเซียไม่โปร่งใส และมีการจ่ายค่านายหน้าที่ดิน แพงเกินจริง อาจทำให้เกิดความเสียหายแก่ บมจ.ปตท.กว่า 2 หมื่นล้าน โดยปัจจุบันนายนิพิฐ อิศรางกูร ณ อยุธยา อดีตกรรมการผู้จัดการบริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) ถูกคณะกรรมการ (บอร์ด) ปตท. และบอร์ด ปตท.สผ. ให้พ้นสภาพจากการเป็นพนักงาน และคดีนี้ยังอยู่ระหว่างการไต่สวนของ ป.ป.ช. เช่นกัน

อีกคดีคือ อดีตผู้ว่าการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) รับสินบนจัดเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติกรุงเทพฯ 60 ล้านบาท ซึ่งศาลสหรัฐฯ และเอฟบีไอ ได้ดำเนินคดีตามกฎหมายการกระทำอันเป็นการทุจริตข้ามชาติของสหรัฐฯ กับนายเจอรัลด์ และนางแพทริเซีย กรีน ในข้อหาให้สินบนกับนางจุฑามาศ ศิริวรรณ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งผู้ว่าการ ททท. โดยศาลสหรัฐฯ มีคำพิพากษา เมื่อปี 2553 ให้จำคุกนายเจอรัลด์ และนางแพทริเซีย 6 เดือน กักบริเวณในบ้านอีก 6 เดือน จ่ายเงินชดใช้ 2.5 แสนดอลลาร์ หรือประมาณ 8 ล้านบาท

คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้ดำเนินการไต่สวนคดีนี้ และมีมติชี้มูลความผิดนางจุฑามาศ และบุตร ข้อหาเรียกรับสินบนสองสามีภรรยาชาวสหรัฐฯ วงเงินประมาณ 1.8 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณ 60 ล้านบาท และนำตัวนางจุฑามาศ และบุตร ส่งฟ้องต่อศาลอาญา และศาลนัดไต่สวนนัดแรกเมื่อช่วงปลายปี 2559  นางจุฑามาศ ยังถูกคณะกรรมการ ป.ป.ช. ไต่สวนกรณีถูกกล่าวหาร่ำรวยผิดปกติอีกทางหนึ่งด้วย หากพบว่าผิดจริง จะยื่นฟ้องต่อศาลให้ริบทรัพย์สินดังกล่าวตกเป็นของแผ่นดิน

หรือกรณีคิงเพาเวอร์ ที่คณะกรรมาธิการวิสามัญขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ ได้เข้ามามาตรวจสอบ พร้อมกับสรุปผลโดยกล่าวหาคิงเพาเวอร์หลายกระทงว่า การได้มาซึ่งสัญญาและการต่อสัญญาเช่าพื้นที่สนามบินสุวรรณภูมิได้มาโดยมิชอบ และมีการใช้ประโยชน์พื้นที่เพื่อจำหน่ายสินค้าเกินสัญญา รวมทั้งมีพฤติกรรมลักลอบการขายสินค้าปลอดภาษี และไม่เชื่อมต่อระบบซื้อขายสินค้าแบบเรียลไทม์ให้สามารถตรวจสอบได้มาเกือบทศวรรษ ฯลฯ โดยรายงานดังกล่าวถูกชักเข้าชักออก ก่อนถูกส่งไปถึงมือนายกฯ “ลุงตู่” แต่จนแล้วจนรอดจนบัดนี้ก็ยังไม่มีอะไรในกอไผ่

รวมถึง กรณี “เรือเหาะ” - SKY DRAGON ที่กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ในฐานะที่ได้รับอนุมัติจากรัฐบาลให้ใช้งบประมาณจัดซื้อด้วยวิธีพิเศษ ทำสัญญาซื้อ “เรือเหาะ + ระบบตรวจการณ์” จากบริษัทเอเรียล อินเตอร์เนชันแนล คูเปอเรชัน สหรัฐฯ ในราคา 340 ล้านบาท เพื่อภารกิจสอดแนมในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ที่ตั้งแต่ซื้อมาก็ไม่สามารถใช้งานได้จริง และในที่สุด เรือเหาะก็ถูกจำหน่ายทิ้งไปเป็น “เศษเหล็ก” เรียบร้อย

เห็นบทเรียนที่เกิดขึ้นในอดีตแล้ว ก็ได้แต่หวังว่า การตรวจสอบสินบนข้ามชาติที่ลุกลามไปหลายหน่วยงานคราวนี้ อย่าเป็นแต่เพียง “คณะกรรมการผักชีโรยหน้า” ตั้งกันเอง สอบกันเอง แล้วก็จบลงด้วยการที่ “นักการเมือง” และเจ้าหน้าที่บิ๊กเบิ้ม ทั้งหลายหลุดรอดอีกตามเคย

สินบนโรลส์-รอยซ์ในการบินไทยที่ผู้คนทั้งบ้านทั้งเมืองรู้ว่าใครคือตัวจริง รู้ว่า “พ่อลำไย” คือตัวการสำคัญ รู้ว่า “อดีตข้าราชการใหญ่ในกระทรวงสำคัญชื่อย่อ ส.” เป็นมือทำ โดยมีนักล็อบบี้ยิสต์มือหนึ่งชื่อย่อ “พ.” ร่วมขบวนการ วันนี้ยังไม่มีบทสรุป แต่ก็หวังว่าจะสาวไปถึงในรัฐบาลยุคนี้

แต่คำถามที่เกิดขึ้นก็คือ ขนาดกรณีที่มีใบเสร็จความผิดชัดเจนยังเป็นขนาดนี้ แล้วประเภทที่ไม่มีใบเสร็จ ประเภทมือทำที่นั่งชักใยอยู่ข้างหลัง ก็คงไม่ต้องหวังว่าจะสาวไปถึง

วันนี้ เอาแค่ตัวเลขงบประมาณ 1.8 แสนล้านบาทของกระทรวงมหาดไทย ก็ยังตรวจสอบและไล่เรียงกันไม่ไหวเลยว่า มีอะไรในกอไผ่หรือไม่ เช่น โครงการการบริหารจัดการขยะทั่วประเทศ โครงการกำจัดผักตบชวา เป็นต้น

แต่เอ๊ะ! นี่เราอยู่ในยุคปฏิรูปมิใช่หรือ แล้วทำไมยังต้องรอให้ “กรรมติดจรวด” ไล่ทันคนทำผิดอยู่เหมือนเดิม หรือประเทศไทยเปลี่ยนจากยุคปฏิรูปเข้าสู่ยุคปรองดองกันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ส่วนคำประกาศ “คนโกงต้องไม่มีที่ยืน” คงต้องรอคอยกันอีกสักนิด และหวังว่ารัฐบาลจะเดินหน้าแก้ไข ปรับปรุงจุดอ่อนและพยายามพัฒนาในทุกหนทางเพื่อขจัดปัญหาทุจริตคอร์รัปชันเพื่อสร้างความโปร่งใสให้มากยิ่งขึ้น


กำลังโหลดความคิดเห็น...