xs
xsm
sm
md
lg

ผู้จัดการสุดสัปดาห์

x

ขายกันดีนัก 2 ล้านล้านบาท “จ่า-อีเจี๊ยบฯ” ไม่รอด ถึงคิวถอนขน “เพจดัง-เน็ตไอดอล”

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


ผู้จัดการสุดสัปดาห์ -เป็นที่ชัดเจนกันแล้วว่า กระทรวงการคลัง สั่งการตั้งทีมพิเศษไล่ล่ารีดภาษีการทำธุรกิจในโลกออนไลน์และโซเชียลเน็ตเวิร์ก กำลังดำเนินไปอย่างคึกคัก คราวนี้บรรดาเพจดัง เน็ตไอดอล หรือธุรกิจกึ่งบันเทิงทางออนไลน์ รวมทั้งบรรดาอี-คอมเมิร์ซ ทั้งหลาย เตรียมถูกต้อนเข้าคอกถอนขนตามแผนขยายฐานจัดเก็บภาษีกันถ้วนหน้า

สะดุ้งสะเทือนสะท้านโลกออนไลน์กันไปกับการออกมาให้ข่าวของ นายสมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง ที่ว่าได้สั่งการให้ นายประภาศ คงเอียด รองปลัดกระทรวงการคลัง และกรมสรรพากร ตั้งคณะทำงานพิเศษเพื่อตรวจสอบการเสียภาษี โดยเฉพาะธุรกิจบนออนไลน์ และโซเชียลเน็ตเวิร์ก ทั้งเพจดัง เน็ตไอดอล หรือธุรกิจกึ่งบันเทิงทางออนไลน์ เช่น แอปพลิเคชันไอโชว์ หรือแอปพลิเคชันบีโกไลฟ์ ว่ายื่นเสียภาษีถูกต้องตามที่กฎหมายกำหนดหรือไม่เมื่อมีการรับงานทั้งการเป็นพรีเซ็นเตอร์ หรือขายของบนโซเชียลเน็ตเวิร์ก

ปลัดคลัง ยอมรับว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องค่อนข้างอ่อนไหว จึงให้คณะทำงานพิเศษเข้าไปตรวจสอบ ทั้งรายละเอียด ข้อกฎหมาย และให้รายงานข้อสรุปภายในเดือนกันยายนนี้ พร้อมกับยืนยันว่า การดำเนินงานครั้งนี้ไม่ได้มีเจตนาที่จะทำลายธุรกิจประกอบการค้าพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์(อี-คอมเมิร์ซ) แต่ตามหลักเกณฑ์และกฎหมายแล้ว หากประกอบธุรกิจเมื่อมีรายได้ก็ต้องยื่นเสียภาษีให้ถูกต้อง

ความเฟื่องฟูของโลกธุรกิจออนไลน์ ทำให้เวลานี้มีหลายบริษัททำการตลาดผ่านออนไลน์และโซเชียลเน็ตเวิร์กจำนวนมาก ทั้งการติดต่อไปยังเพจดัง เน็ตไอดอล ให้ช่วยแนะนำสินค้า หรือเป็นพรีเซ็นเตอร์ให้ เนื่องจากทั้ง 2 กลุ่มนี้มีผู้ติดตามจำนวนมาก การเข้าไปตรวจสอบก็เนื่องเพราะขณะนี้พบว่า มีเพจดัง เน็ตไอดอลส่วนใหญ่ ยังไม่ได้ยื่นเสียภาษีให้ถูกต้อง

แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อหันไปดูค่าปรับจากการไม่ได้ยื่นแบบเสียภาษี ก็พบว่า เล็กน้อยมาก กล่าวคือ ถ้าไม่ยื่นแบบเสียภาษีให้ถูกต้องจะได้รับโทษ คือหากไม่ยื่นเสียภาษีภายในเวลาที่กำหนด ปรับไม่เกิน 2,000 บาท, รายได้ถึงเกณฑ์ที่จะต้องเสียภาษี แต่ไม่ไปเสียภาษี โทษปรับไม่เกิน 5,000 บาท จำคุกไม่เกิน 6 เดือน และต้องเสียเงินเพิ่มอีก 1.5% ต่อเดือนจนกว่าจะเสียภาษี

ส่วนกรณีที่ไม่ได้ยื่นแบบหรือยื่นแบบแล้ว แต่ชำระภาษีขาดไป หากถูกพนักงานตรวจสอบ และออกหมายเรียก นอกจากจะต้องเสียเงินเพิ่มแล้ว ยังเสียเบี้ยปรับอีก 1 เท่า หรือ 2 เท่าของภาษีที่ต้องชำระอีก แต่จะเจอหนักถ้าจงใจแจ้งข้อความเท็จ แสดงหลักฐานเท็จ หรือฉ้อโกง เพื่อหลีกเลี่ยงภาษี มีโทษจำคุกตั้งแต่ 3 เดือนถึง 7 ปี และปรับตั้งแต่ 2,000-200,000 บาท

สำหรับเกณฑ์การเสียภาษีที่กฎหมายที่กำหนดไว้นั้น เมื่อเพจดังหรือเน็ตไอดอลบนโซเชียลเน็ตเวิร์ก ที่มีชื่อเสียงโด่งดัง รับงานเป็นพรีเซ็นเตอร์ จะมีลักษณะคล้ายคลึงกับการเสียภาษีของดารา นักแสดง ที่ต้องจ่ายภาษีหัก ณ ที่จ่าย ในอัตรา 5% และยังต้องเสียในอัตราตามเกณฑ์ด้วย หากไม่ยื่นเสียภาษีตามที่กำหนดไว้ เมื่อกรมสรรพากร เข้าไปตรวจสอบจะเรียกเก็บภาษีย้อนหลังเหมือนดารา นักแสดง ที่โดนสอบย้อนหลังและเรียกเก็บภาษีหลายรายในช่วงก่อนหน้านี้

อันที่จริงแล้วการตรวจสอบการเสียภาษีของเพจดัง เน็ตไอดอล ในโลกโซเซียล เป็นเพียงกลุ่มย่อยในเป้าหมายใหญ่ที่กระทรวงการคลัง กำลังขยายฐานการจัดเก็บภาษีโดยพุ่งเป้าไปที่ธุรกิจอี-คอมเมิร์ซทั้งระบบที่มีอัตราการเติบโตอย่างก้าวกระโดด

โดยก่อนหน้านี้ กระทรวงการคลัง ได้ตั้งคณะกรรมการเก็บภาษีธุรกิจอี-คอมเมิร์ซ และบริษัทที่เป็นลักษณะนอมินีของธุรกิจท่องเที่ยวด้วย มี นายประภาศ คงเอียด รองปลัดกระทรวงการคลัง เป็นประธาน และเชิญหน่วยงานต่างๆ เช่น กระทรวงดิจิทัลฯ และกระทรวงพาณิชย์ เข้าร่วม เพื่อหาแนวทางจัดเก็บภาษีใหม่

ธุรกิจอี-คอมเมิร์ซ เฟื่องฟูกระทั่งกลายเป็นเป้าหมายในการรีดภาษีขนาดไหน ดูจากตัวเลขล่าสุดที่นางสุรางคณา วายุภาพ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) (สพธอ.) หรือ ETDA (เอ็ตด้า) กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เปิดเผยผลสำรวจอีคอมเมิร์ซไทย ปี 2558 พบมีมูลค่าสูงถึง 2.24 ล้านล้านบาท และคาดการณ์ปี 2559 จะโตต่อเนื่องกว่า 12.42% รวมมูลค่ากว่า 2.52 ล้านล้านบาท

ผู้อำนวยการ ETDA ยังแจกแจงรายละเอียดว่า ในปี 2558ประเทศไทยมีมูลค่าอี-คอมเมิร์ซ ทั้งสิ้น 2,245,147.02 ล้านบาท ซึ่งคิดเป็น 43.47%ของมูลค่าขายสินค้าและบริการทั้งหมด ในจำนวนนี้ ส่วนใหญ่เป็นมูลค่าอี-คอมเมิร์ซ ประเภทธุรกิจขายให้กับธุรกิจ (B2B) ประมาณ1,334,809.46 ล้านบาท (59.45%) รองลงมาคือ มูลค่าอี-คอมเมิร์ซ ประเภทธุรกิจขายให้กับผู้บริโภค(B2C) ประมาณ509,998.39 ล้านบาท (22.72%) และมูลค่าอี-คอมเมิร์ซ ประเภทธุรกิจขายให้กับภาครัฐ (B2G)ประมาณ 400,339.17 ล้านบาท (17.83%)

หากแบ่งตามประเภทอุตสาหกรรมแบบไม่รวมมูลค่าจาก e-Auction พบว่า อุตสาหกรรมที่มีมูลค่าอี-คอมเมิร์ซ มากที่สุด 3 อันดับแรก ได้แก่ 1.อุตสาหกรรมการให้บริการที่พัก มีมูลค่าอี-คอมเมิร์ซ ทั้งสิ้น 559,697.54 ล้านบาท (30.21%) 2.อุตสาหกรรมค้าปลีกและค้าส่ง มีมูลค่าอี-คอมเมิร์ซ ทั้งสิ้น 536,725.26 ล้านบาท(28.97%) และ 3.อุตสาหกรรมการผลิต มีมูลค่าอี-คอมเมิร์ซทั้งสิ้น 428,736.23 ล้านบาท(23.14%)

ส่วนในปี 2559 คาดว่าแนวโน้มมูลค่าอี-คอมเมิร์ซ ในประเทศไทยจะเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยจะมีมูลค่าสูงถึง 2,523,994.46 ล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่า 12.42%ซึ่งคิดเป็นสัดส่วน 40.08% ของมูลค่าขายสินค้าและบริการทั้งหมด โดยแบ่งเป็นประเภทธุรกิจขายให้ธุรกิจ(B2B) คิดเป็นมูลค่า1,381,513.39 ล้านบาท (54.74%) เพิ่มจากปี 2558 กว่า 3.50% รองลงมาคือ มูลค่าอี-คอมเมิร์ซ ประเภทธุรกิจขายให้ผู้บริโภค (B2C)มูลค่า 729,292.32 ล้านบาท (28.89%)เพิ่มขึ้นกว่า 43.00% และมูลค่าอี-คอมเมิร์ซ ประเภทธุรกิจขายให้รัฐ (B2G)มูลค่า 413,037.84 ล้านบาท (16.37%)เพิ่มขึ้นกว่า 3.21% และหากไม่รวมมูลค่า e-Auction ในปี2558 มูลค่าอี-คอมเมิร์ซ ประเภท B2B, B2Cและ B2Gคิดเป็น 72.05%, 27.53%และ 0.43% ตามลำดับ

ภาพรวมของอุตสาหกรรมในปี2559 หากไม่รวมมูลค่า e-Auction จะพบว่า อุตสาหกรรมที่มีมูลค่าอี-คอมเมิร์ซ มากที่สุด 3 อันดับแรก ได้แก่ 1.อุตสาหกรรมค้าปลีกและค้าส่ง ซึ่งมีมูลค่าอี-คอมเมิร์ซ ทั้งสิ้น 731,828.33 ล้านบาท (34.55%) 2.อุตสาหกรรมการให้บริการที่พัก มีมูลค่าอี-คอมเมิร์ซ ทั้งสิ้น 643,033.15 ล้านบาท(30.35%) และ 3.อุตสาหกรรมการผลิต ซึ่งมีมูลค่าอี-คอมเมิร์ซ ทั้งสิ้น 343,866.80ล้านบาท (16.23%)

ผู้อำนวยการETDA ยังประเมินภาพรวมตลาดอี-คอมเมิร์ซ ในประเทศไทย มีแนวโน้มการเติบโตในทิศทางที่ดีขึ้นจาก 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่1.ปัจจัยด้านเทคโนโลยีที่มีวิวัฒนาการไปอย่างมาก ก่อให้เกิดรูปแบบการสื่อสาร เทคโนโลยี และนวัตกรรมใหม่ๆ เกิดขึ้นไม่ขาดสาย2.ปัจจัยด้านนโยบายของภาครัฐที่พยายามขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจและสังคมดิจิตอล โดยมุ่งส่งเสริมและสนับสนุนให้ผู้ประกอบการขยายตลาดอี-คอมเมิร์ซ สู่อาเซียนและตลาดโลก

และ3.ปัจจัยด้านรูปแบบการทำธุรกรรมทางการเงินที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ซึ่งส่งผลต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้มีความก้าวหน้าและเป็นไปมาตรฐานสากล เช่น Any ID หรือพรอมท์เพย์ การขยายการใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ ระบบภาษีและเอกสารธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งจะช่วยเพิ่มความสะดวกรวดเร็วและลดต้นทุนในกระบวนการทางธุรกิจของภาคเอกชน ภาคประชาชน และภาครัฐเอง

ทั้งนี้ ETDA ได้สำรวจมูลค่าอี-คอมเมิร์ซ จากกลุ่มตัวอย่างของผู้ประกอบการอี-คอมเมิร์ซ ทั่วประเทศ รวมทั้งสิ้น 527,324 ราย โดยเป็นการวิจัยเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ จัดแบ่งผู้ประกอบการออกเป็น 2 กลุ่ม ตามเกณฑ์ผลประกอบการ คือ กลุ่มผู้ประกอบการที่มีผลประกอบการมูลค่าอี-คอมเมิร์ซ มากกว่าหรือเท่ากับ 50 ล้านบาทต่อปี และอีกกลุ่มน้อยกว่า 50 ล้านบาทต่อปี ใช้การสำรวจผ่านแบบสอบถามออนไลน์ เริ่มจัดเก็บข้อมูลตั้งแต่เดือนเมษายน-กันยายน2559 แบ่งผู้ประกอบการที่ทำธุรกิจอี-คอมเมิร์ซ 8 กลุ่มอุตสาหกรรม ได้แก่ 1.การผลิต2.ปลีกและการค้าส่ง 3.การขนส่ง 4.การให้บริการที่พัก 5.ข้อมูลข่าวสารและการสื่อสาร6.การประกันภัย 7.ศิลปะ ความบันเทิงและนันทนาการ และ 8.การบริการด้านอื่นๆ

การเตรียมรีดภาษีธุรกิจอี-คอมเมิร์ซ กระทรวงการคลัง ยังเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบแก้ไขกฎหมายประมวลรัษฎากรว่าด้วยการเรียกดูข้อมูลบุคคลที่ 3 ซึ่งจะมีผลทำให้กรมสรรพากร เชื่อมโยงข้อมูลผู้เสียภาษีผ่านบัญชีธนาคารได้ทันที ทำให้สามารถสุ่มตรวจรายได้ ตรวจสอบการทำธุรกรรม และเรียกข้อมูลเสียภาษีของผู้เสียภาษีได้ทุกราย จะมีผลให้กรมสอบภาษีได้อย่างมีประสิทธิภาพได้ตั้งแต่ปี 2560 เป็นต้นไป

นายประสงค์ พูนธเนศ อธิบดีกรมสรรพากร ตั้งเป้าหมายว่า การเชื่อมข้อมูลกับระบบของธนาคารพาณิชย์ จะทำให้การจัดเก็บภาษีรั่วไหลลดลง เห็นผลชัดเจนโดยเฉพาะในกลุ่มประกอบการค้าพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ หรืออี-คอมเมิร์ซ ที่โอนเงินรายได้ผ่านบัญชีธนาคาร ทั้งในส่วนที่เป็นผู้เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและภาษีเงินได้นิติบุคคล กรมจะตรวจสอบภาษีได้ครอบคลุมมากขึ้น

กรมสรรพากร ยังตั้งเป้าหมายว่า การเชื่อมข้อมูลกับระบบธนาคารจะทำให้กรมสามารถจัดเก็บรายได้เพิ่มขึ้น ในส่วนภาษีทางตรงคงไม่มาก แต่จะเห็นชัดเจนจากภาษีทางอ้อม ซึ่งคาดว่าในปี 2560รายได้กรมจะเพิ่มขึ้นอีก 30% ของรายได้ภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต)ภายในประเทศที่เก็บได้ 3.5 แสนล้านบาทต่อปี หรือเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 1 แสนล้านบาท

นั่นหมายถึงว่าการทำธุรกรรมการเงินออนไลน์ผ่านบริการ“ พรอมท์เพย์” จะมีส่วนช่วยให้กรมสรรพากร รีดภาษีได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นเกือบเท่าตัว

ที่ผ่านมา การตามรีดภาษีจากธุรกิจอี-คอมเมิร์ซ ไม่ใช่เรื่องง่ายนัก เพราะส่วนใหญ่เป็นผู้ประกอบการรายเล็กรายย่อย และไม่ได้เข้าสู่ระบบฐานภาษีของกรมสรรพากร อย่างที่ นายวรวุฒิ อุ่นใจ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ออฟฟิศเมท จำกัด อุปนายกสมาคมอี-คอมเมิร์ซ ว่าบริษัทจดทะเบียนพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์กับกระทรวงพาณิชย์ มีอยู่แค่หลักพันราย แต่ในความเป็นจริง มีผู้ประกอบการอีคอมเมิร์ซในตลาดเป็นแสนราย หมายความว่าส่วนใหญ่หลบเลี่ยงภาษีทั้งสิ้น

นโยบายการขยายฐานภาษี ของกรมสรรพากร ที่จะต้อนให้ผู้ประกอบการธุรกิจอีคอมเมิร์ซเข้าสู่ระบบในการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีเงินได้นิติบุคคลและบุคคลธรรมดานั้น อุปนายกสมาคมอี-คอมเมิร์ซ บอกว่า กรมสรรพากรต้องมีมาตรการจูงใจพอสมควร เพราะการเข้าสู่ระบบต้องยื่นบัญชีตามระเบียบของกรมสรรพากร ซึ่งมีกฎระเบียบที่ยุ่งยาก ทำให้ผู้ประกอบการต้องมีภาระค่าใช้จ่ายในการทำบัญชีเพิ่มขึ้นอีก

นโยบายดังกล่าว ถ้าจะทำให้เป็นจริงได้ กรมสรรพากร กระทรวงการคลัง ต้องร่วมมือกับกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะที่เป็นผู้ลงทะเบียนพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงกระทรวงดิจิทัลฯ ที่ดูแลในเรื่องของผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตด้วย

เรื่องนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) สั่งให้กระทรวงการคลัง ขันนอตดำเนินการจัดเก็บภาษีอี-คอมเมิร์ซให้รัดกุมมาตั้งแต่ปีที่ผ่านมาแล้วแต่ยังไม่เห็นผลเป็นรูปธรรม และการจัดเก็บภาษีโดยภาพรวมยังคงพลาดเป้า

คงต้องรอดูว่า ปีหน้ารัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จะถอนขนห่านได้เข้าเป้าหรือไม่ แต่ที่แน่ๆ งานนี้ “จ่าฯ และอีเจี๊ยบฯ” คงไม่รอด


กำลังโหลดความคิดเห็น...