xs
xsm
sm
md
lg

จับเสี่ยเบนซ์เถื่อน คดีรถ'สมเด็จช่วง'เลี่ยงภาษี ศาลไม่ให้หมายจับธัมมชโย

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


ผู้จัดการรายวัน360 - ดีเอสไอแถลงจับ “อ๊อด-เกษมศักดิ์” เจ้าของ 3 บริษัทที่นำเข้าเบนซ์โบราณ “สมเด็จช่วง” พร้อมแจ้งข้อหาร่วมกันลักลอบหนีศุลกากร DSIยื่นศาลออกหมายจับพระธัมมชโย คดีฟอกเงินสหกรณ์ฯ ทนายความพระธัมมชโย ยื่นคัดค้านระบุไม่มีเจตนาหลบเลี่ยง ล่าสุดศาลไม่อนุมัติหมายจับ มั่นใจไม่หลบหนี ด้านผอ.สื่อสารองค์กรวัดพระธรรมกาย โพสต์ภาพอาพาธของหลวงพ่อธัมมชโย ทนายเตรียมฟ้องกลับดีเอสไอ ฐานกลั่นแกล้ง "บิ๊กตู่" อ้างมีพวกจ้องหาประโยชน์

วานนี้ (26 เม.ย.) พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ แถลงว่า ตามที่กรมสอบสวนคดีพิเศษได้รับกรณีการครอบครองรถยนต์จดประกอบของพระเถระชั้นผู้ใหญ่อันมีเหตุสงสัยว่าอาจมีการนำเข้ามาในราชอาณาจักรหรืออาจเป็นการได้มาโดยมิชอบด้วยกฎหมาย หรืออาจเกี่ยวเนื่องและเกี่ยวพันกับกรณีขบวนการนำเข้ารถยนต์ใช้แล้วเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อจดประกอบเป็นรถยนต์จากอุปกรณ์ชิ้นส่วนเก่าเป็นคดีพิเศษ ตามพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. 2557 นั้น

จากการสอบสวนทราบว่า การนำเข้าโครงรถยนต์โดย หจก.ซี.ที.ออโตพาร์ท และ การนำเข้าเครื่องยนต์ โดยบริษัท คาร์โก้ คาร์ จำกัด มีผู้นำเข้า คือ หจก.อ๊อด 89 เอ็นเตอร์ไพร์ส โดยมีนายเกษมศักดิ์ หรือ “อ๊อด” ภวังคนันท์ เป็นเจ้าของหรือตัวการ พนักงานสอบสวนคดีพิเศษจึงได้ยื่นคำร้องต่อศาลอาญาออกหมายจับผู้ต้องหาไว้ ตามหมายจับศาลอาญาที่ 717/2558 ลงวันที่ 8 เมษายน 2559 เพื่อติดตามตัวมาดำเนินคดี

ต่อมาเมื่อวันที่ 25 เมษายน 2559 เวลาประมาณ 17.00 น. ศูนย์สืบสวนและสะกดรอย กรมสอบสวนคดีพิเศษ สามารถจับกุมนายเกษมศักดิ์ ภวังคนันท์ ได้บริเวณที่พักส่วนตัวแถบประชาชื่น จากนั้นนำตัวส่งพนักงานสอบสวนคดีพิเศษคดีพิเศษดำเนินคดี ทั้งนี้ พนักงานสอบสวนคดีพิเศษ และพนักงานอัยการได้ร่วมกันแจ้งข้อหากับผู้ต้องหาว่า “ร่วมกันลักลอบหนีศุลกากร,ซื้อหรือรับไว้ด้วยประการใดๆ ซึ่งของหนีภาษีศุลกากร” อันเป็นความผิดตาม มาตรา 27, 27 ทวิ แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พุทธศักราช 2469 จากการสอบสวนผู้ต้องหาให้การเป็นประโยชน์ต่อการสอบสวนซึ่งจะได้ขยายผลการสอบสวนเพื่อดำเนินคดีต่อผู้ที่เกี่ยวข้องต่อไป

****ทนายความ"ธัมมชโย"ยื่นค้านหมายจับ-ไร้หลบหนี

ที่ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก พ.ต.ท.ปกรณ์ สุชีวกุล ผบ.สำนักคดีการเงินการธนาคาร กรมสอบสวนคดีพิเศษหรือดีเอสไอ เดินทางมายื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอให้ออกหมายจับพระเทพณาญมหามุนี หรือพระธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายในคดีความผิด ฐานสมคบกันฟอกเงินและร่วมกันฟอกเงิน และร่วมกันรับของโจร ที่มีชื่อเป็นผู้รับเช็คบริจาคจากนายศุภชัย ศรีศุภอักษร อดีตประธานสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น จำกัด

พ.ต.ท.ปกรณ์ กล่าวว่า ได้นำหลักฐานมายื่นต่อศาล ซึ่งขั้นตอนทั้งหมดหลังจากนี้อยู่ที่ดุลพินิจของศาล หากพิจารณาออกหมายจับก็จะนำหมายกลับไปที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ เพื่อหารือกับชุดคณะทำงานอีกครั้ง ซึ่งขณะนี้ศาลยังไม่ได้มีคำสั่งใดๆ

ด้านนายสัมพันธ์ เสริมชีพ ทนายความของ พระเทพณาญมหามุนี หรืออพระธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ได้เตรียมยื่นคำร้องคัดค้านพนักงานสอบสวนกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ได้ยื่นขอหมายจับพระธัมมชโย ในคดีความผิดฐานสมคบกันฟอกเงินฯ

นายสัมพันธ์ กล่าวว่า พนักงานสอบสวนดีเอสไอ ใช้หลักดุลพินิจในการขอออกหมายจับไม่ชอบ เพราะที่เราไม่มีเจตนาหลบเลี่ยงการเข้าพบพนักงานสอบสวน โดยเมื่อวาน ( 25 เม.ย.) ทนายความได้แจ้งต่อพนักงานสอบสวนดีเอสไอ ขอเลื่อนการเข้ารับทราบข้อกล่าวหาที่ได้ดำเนินการตามขั้นตอนพร้อมกับมีใบรับรองแพทย์และเอกสารการรักษายืนยัน ไม่ใช่การขอเลื่อนด้วยเอกสารใบเดียว

นายสัมพันธ์ กล่าวอีกว่า การยื่นคำร้องคัดค้านได้เตรียมแพทย์ที่ให้การรักษารวม 3 คน มายืนยันต่อศาลว่ามีอาการป่วยจากการปฏิบัติศาสนกิจ เมื่อวันที่ 22 เม.ย.ที่ผ่านมา เพื่อประกอบการไต่สวนว่าไม่ใช่เป็นการประวิงเวลาในการขอเลื่อนรับทราบข้อกล่าวหา รวมทั้งตนในฐานะทนายความที่เป็นผู้แจ้งต่อพนักงานสอบสวนดีเอสไอขอเลื่อนการรับทราบข้อกล่าวหา ที่จะขอเวลาพระธัมมชโยรักษาอาการป่วย เป็นเวลา 15 วัน ส่วนตัวเชื่อว่าพนักงานสอบสวนน่าจะมีแรงกดดันอย่างใดอย่างหนึ่ง เพราะการขอเลื่อนนัดนั้น พนักงานสอบสวนควรใช้ดุลพินิจให้ความเป็นธรรมเพราะเราก็มีเหตุผลจำเป็น

เมื่อถามว่า หากมีการออกหมายจับจริง มีแนวทางจะดำเนินการอย่างไรต่อไปจะเข้ามอบตัวหรือไม่ นายสัมพันธ์ กล่าวว่า ต้องรอดูกระบวนการก่อนในการขอออกหมายจับก่อนว่าผลจะเป็นอย่างไร

***วัดแพร่ภาพอาการป่วย"พระธัมมชโย"

พระสนิทวงศ์ วุฑฒิวังโส ผู้อำนวยการสำนักสื่อสารองค์กร วัดพระธรรมกาย ได้โพสต์ภาพขาและเท้าที่อ้างว่าเป็นของพระเทพญาณมหามุนี หรือ หลวงพ่อธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย หลังกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เตรียมยื่นคำร้องต่อศาลอาญาเพื่อขออนุมัติออกหมายจับมาดำเนินคดีฐานสมคบกันฟอกเงินและร่วมกันฟอกเงินและรับของโจร หลังไม่มาพบพนักงานสอบสวนคดีพิเศษเพื่อรับทราบข้อกล่าวหาถึง 2 ครั้ง

โดยระบุว่า "ภาพอาการ พระเทพญาณมหามุนี ป่วยจริง ที่ผ่านมาพร้อมให้ความร่วมมือกับทางดีเอสไอ มาโดยตลอด แต่เนื่องจากป่วยมาก จึงไม่สามารถเดินทางไปรับทราบข้อกล่าวหาได้ กรณีอาการป่วยที่มีใบรับรองแพทย์ถูกต้อง ทางดีเอสไอใช้ดุลพินิจปฏิเสธการเลื่อนโดยไม่ตั้งอยู่บนพื้นทางความเป็นจริง เพราะเจ้าหน้าที่ดีเอสไอ ที่รับผิดชอบคดีนี้ เคยพบเห็นอาการของหลวงพ่อธัมมชโย และรู้อยู่ว่าอาการป่วยของหลวงพ่อธัมมชโย ไม่สามารถเดินทางไปดีเอสไอได้อย่างแน่นอน การใช้ดุลพินิจของดีเอสไอครั้งนี้ เป็นการใช้กฎหมายละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานของผู้ป่วย ซึ่งขัดต่อหลักสิทธิมนุษยชนชัดเจน" นอกจากนี้ ยังได้โพสต์ภาพระบุว่า ดีเอสไอมาเห็นอาการด้วยตัวเอง ว่าพระเทพญาณมหามุนี ป่วยจริง

***พร้อมให้แพทย์DSIตรวจอาการ

ทั้งนี้ตั้งแต่วันที่ 23 เม.ย.พระธัมมชโยไม่ได้ออกมาปฏิบัติศาสนกิจใดๆเลย และได้ทำหนังสือขอเลื่อนนัดการพบดีเอสไอ พร้อมทั้งทำเอกสารไปยื่นเรื่องการค้านหมายจับ

"วัดพระธรรมกายพร้อมให้ทางเจ้าหน้าที่ดีเอสไอ นำแพทย์จากโรงพยาบาลตำรวจหรือโรงพยาบาลในสังกัด เดินทางเข้าตรวจอาการอาพาธของพระธัมมชโยภายในวัดพระธรรมกาย เพื่อให้เห็นถึงอาการอาพาธที่เกิดขึ้นอย่างรุนแรง ประกอบกับอายุของหลวงพ่อ ด้วยวัย 72 ปี เมื่อเกิดอาการอาพาธจึงไม่สามารถเดินทางเข้าพบกับเจ้าหน้าที่ได้ตามกำหนดดังกล่าว ทางวัดจึงขอความเป็นธรรมในการพิจารณา"พระสนิทวงศ์กล่าว

***ศาลยกคำร้องหมายจับ'พระธัมมชโย'

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันเดียวกัน ศาลได้ยกคำร้องขอหมายจับพระธัมมชโย เนื่องจากเชื่อว่าไม่มีพฤติการณ์หลบหนี โดยให้ออกหมายเรียกอีกครั้ง

ด้านพันตำรวจโทปกรณ์ สุชีวะกุล ผู้บัญชาการสำนักคดีสถาบันการเงินและการธนาคาร ในฐานะหัวหน้าพนักงานสอบสวนดีเอสไอ เปิดเผยว่าไม่หนักใจ ที่ทางศาลยกเลิกคำร้อง เพราะเป็นดุลพินิจของศาล ซึ่งตนเองและพนักงานสอบสวนจะกลับไปประชุมพิจารณานัดวันรับทราบข้อกล่าวหาอีกครั้ง โดยให้กลับไปพิจารณาออกหมายเรียก ครั้งที่3 ภายใน 15 วัน แต่จะเป็นไปตามที่ทางทีมทนายของวัดพระธรรมกายร้องขอให้เป็นวันที่ 10 พ.ค. หรือไม่นั้นยังไม่สามารถระบุได้

ทางด้าน นายสัมพันธ์ เสริมชีพ ทนายความวัดพระธรรมกาย กล่าวว่า หลังจากนี้จะต้องรอดูท่าที ดีเอสไอ ว่าจะมีการประสานมาทางวัดในการเรียกเข้าไปรับทราบข้อกล่าวหา ครั้งที่ 3 แต่ทางทีมทนายเอง ได้มีการพูดคุยว่าอาจจะมีการฟ้องกลับไปยังดีเอสไอ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 200 วรรค 2 ฐานกลั่นแกล้งให้ได้รับโทษ หรือบังคับให้ได้รับโทษ.

***"บิ๊กตู่"ระบุมีพวกจ้องหาผลประโยชน์

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคสช. กล่าวถึงกรณี ดีเอสไอ ยื่นคำร้องต่อศาลอาญา เพื่อขออนุมัติออกหมายจับพระธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย หลังไม่ยอมเข้ารับทราบข้อกล่าวหาสมคบกันฟอกเงินและรับของโจร 2 ครั้งแล้ว โดยอ้างป่วย ว่า เป็นเรื่องของกฎหมายให้เขาดำเนินการไป แล้วไปดูกันอีกทีในรายละเอียด บางเรื่องได้มอบหมายใครไปแล้ว คนนั้นก็ต้องดำเนินการ กฎหมายว่ายังไง ก็ว่าไปตามนั้นก่อน แล้วมาหาวิธีการ ว่าจะทำอย่างไร

"ผมไม่ต้องการสร้างความขัดแย้งกับใครทั้งสิ้น เดี๋ยวจะมีคนมาฉวยประโยชน์อีก ประท้วงรัฐบาลไปกันใหญ่ ศาสนาเข้าไปอีก คือมันมีคนแสวงประโยชน์ทุกวัน เพราะฉะนั้นผมจะไม่พูดเยอะ ช่วงนี้ต้องพูดให้น้อยลง ผมไม่อยากไปอยู่ท่ามกลางความขัดแย้งที่รุม แล้วผมต้องทำงานเยอะแยะที่รออยู่เนี่ย ก็เพื่อพวกเราทั้งนั้น" นายกฯกล่าว

ด้านพล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า ทุกอย่างต้องทำตามกฎหมาย ทำตามหน้าที่ การที่ทางวัดอ้างว่า พระธัมมชโย ไม่สบายนั้น ก็ต้องฟังเหตุผล อยากให้สื่อเข้าใจว่า ทุกคดี ดีเอสไอ ทำอย่างเท่าเทียมกัน การป่วยหรืออะไร สามารถเป็นกันได้ ตนก็เข้าใจ แต่จะป่วยจริงหรือไม่ เป็นอีกเรื่องหนึ่ง อยู่ที่คณะกรรมการพิจารณาคดีที่มีทั้ง อัยการ และ ดีเอสไอ เพราะตนได้ให้อำนาจไปแล้ว ให้เขาพิจารณาตามเหตุผล อย่าไปเพ่งเล็งว่า คดีต้องเป็นแบบนั้น แบบนี้เลย
กำลังโหลดความคิดเห็น...