xs
xsm
sm
md
lg

แนะม.112ฟัน'มส.'ฝืนพระลิขิต หลวงปู่ฯจี้สอบทรัพย์สิน ไซเบอร์เย้ยขโมยคืนไม่ผิด

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


"ม.จ.จุลเจิม" จี้ฟันมหาเถรสมาคม-สำนักพุทธฯ ทูลเกล้าฯขอเลื่อนสมณศักดิ์ "ธัมมชโย" ทั้งที่ติดมลทิน หลังจากสมเด็จพระสังฆราชฯ มีพระลิขิตชี้ว่า ปาราชิก ระบุเข้าข่ายความผิด ม.112 "ไพบูลย์" เชิญ ปปง. สอบเส้นทางเงินบริจาค "สหกรณ์เครดิตยูเนียนคลองจั่น" พร้อมสอบ มติ มส. ฐานขัดพระลิขิต หลวงปู่พุทธะอิสระจี้สอบทรัพย์สิน มส. ด้านโลกไซเบอร์! เย้ยขโมยแล้วรีบคืนไม่ผิด ส่วน "ธรรมกาย" ฉาวรายวัน จัดตักบาตรพระ 10,000 รูป ที่แม่สาย แยกชั้นชัด โต๊ะวีไอพีต้องบริจาค 2.5 หมื่น โต๊ะธรรมดา 3,000 ปูเสื่อนั่งกับพื้น 1,000 บาท

พล.ต.หม่อมเจ้าจุลเจิม ยุคล หรือ “ท่านใหม่”ทรงโพสต์ข้อความลงในเฟซบุ๊ก Chulcherm Yugala หัวข้อ “มหาเถรสมาคม และสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ผิด ม.112 ”

สืบเนื่องจากกรณีมหาเถรสมาคม และสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ นำความขึ้นทูลเกล้าฯ ขอพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์ ธัมมชโย ทั้งๆ ที่รู้ว่าขณะนั้นมีมลทิน หลังจาก“สมเด็จพระสังฆราช”มีพระลิขิต ชี้ว่า “ธัมมชโย ปาราชิก พ้นจากความเป็นพระ”ตามข้อความดังนี้

“ตามที่ มหาเถรสมาคมได้พิจารณาให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ นำความขึ้นกราบบังคมทูล ชื่อ ธัมมชโย แห่งวัดพระธรรมกาย ขอพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์ ขึ้นเป็น พระเทพญาณมหามุนี เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2554 ระยะเวลาช่วงดังกล่าว สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ซึ่งทรงสมณศักดิ์สูงสุดฝ่ายพุทธจักรของคณะสงฆ์ไทย และทรงเป็นประธานการปกครองคณะสงฆ์ ที่พระมหากษัตริย์ไทยทรงสถาปนาได้ทรงมีพระลิขิตตั้งแต่เมื่อปี 2542 ชี้ว่า “ธัมมชโย ปาราชิกพ้นจากความเป็นพระ”

แต่ทำไม มหาเถรสมาคม และสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ จึงได้นำมลทิน ของธัมมชโย แห่งวัดพระธรรมกาย ขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อขอพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์ ธัมมชโย แห่งวัดพระธรรมกาย ขึ้นเป็นพระราชาคณะชั้นเทพ ที่ “พระเทพญาณมหามุนี”เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2554 ทั้งๆที่รู้ว่า ธัมมชโย แห่งวัดพระธรรมกาย ยังมีมลทิน (ในขณะนั้น) ตามพระลิขิต สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปริณายก ประธานการปกครองคณะสงฆ์ ตั้งแต่เมื่อปี 2542 จึงเป็นการมิบังควร ที่จะนำมลทินของธัมมชโย แห่งวัดพระธรรมกาย ขึ้นกราบบังคมทูลให้ระคาย เคืองเบื้องพระยุคลบาท ทั้งที่ยังหาข้อสรุปยังมิได้ในช่วงเวลาดังกล่าว หรืออาจจะเกรงใจ ปัจจัย ไทยทาน จากวัดธรรมกาย กันทุกรูปทุกคน

" ผมจึงขอร้องเรียนให้ คณะกรรมาธิการการศาสนา นายไพบูลย์ นิติตะวัน สภาปฏิรูปแห่งชาติ ช่วยกรุณาพิจารณาในเรื่องมหาเถรสมาคม และสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ผิดมาตรา 112 ด้วย อย่าหลงในประเด็นในเรื่องนี้ด้วยครับ มิใช่จะปล่อยให้ประชาชนคนใดคนหนึ่งที่หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ติดคุกติดตะรางกันฝ่ายเดียว เมื่อมหาเถรสมาคมและสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ในขณะนั้นได้มีเจตนาโดยตั้งใจ ทั้งๆ ที่รู้ว่าธัมมชโย แห่งวัดพระธรรมกาย มีมลทิน (ในขณะนั้น) ตามพระลิขิต สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปริณายก ประธานการปกครองคณะสงฆ์ นำขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อขอพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์" ท่านใหม่ ระบุ

**เชิญ ปปง.สอบเส้นทางเงินบริจาค

นายไพบูลย์ นิติตะวัน ในฐานะประธานคณะกรรมการปฏิรูปแนวทาง และมาตรการปกป้องพิทักษ์กิจการพระพุทธศาสนา สภาปฎิรูปแห่งชาติ (สปช.) กล่าวว่า ในวันที่ 23 ก.พ. จะมีการประชุมคณะกรรมการฯ ต่อในเรื่องการรับเงินบริจาคของสหกรณ์เครดิตยูเนียนคลองจั่น ให้วัดพระธรรมกายกว่า 700 ล้านบาท โดยจะเชิญตัวแทนจากสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) มาร่วมประชุม เพื่อตรวจสอบเส้นทางการโอนเงินว่าให้ใครบ้าง กี่เส้นทาง เนื่องจากมีผู้ให้ข้อมูลเบื้องต้นว่า มีผู้รับบริจาคอย่างน้อย 3 ส่วนคือ ให้วัดธรรมกาย ให้พระธัมมชโย และ พระปลัดคนที่ใกล้ชิดพระธัมมชโย ว่าผู้รับเงินทั้งหมด จะรู้เห็นด้วยหรือไม่ เพราะมีคดีร้องกันคาที่ศาล จึงจะบอกว่า คนรับเงินบริจาคจะไม่รู้เรื่องเลยก็ไม่ได้ มีคำถามว่า เป็นการสมรู้หรือไม่ อย่างไร ที่สำคัญครั้งนี้จะหนักกว่าเดิม เพราะเป็นการฉ้อโกงทรัพย์ของประชาชน แล้วนำมาบริจาคให้วัด มีที่ไหนทำกัน จึงต้องตรวจสอบในกรณีนี้ด้วยเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดซ้ำ เพื่อปฏิรูปปกป้องพระศาสนาไม่ให้มีปัญหามันจะเสื่อมเสียไปทั้งหมด

**สอบมติ มส.ฐานขัดพระลิขิต

นายไพบูลย์ ยังกล่าวถึงเรื่องที่ตนประกาศว่า จะตรวจสอบมติของมหาเถรสมาคม (มส.) ว่าถูกต้องหรือไม่ ในกรณีที่ มส. มีมติเมื่อวันที่ 20 ก.พ. ระบุว่า พระธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ยังไม่ปาราชิก ไม่ได้ฝ่าฝืนพระลิขิตของสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายกนั้น ตนกลับเห็นว่าไม่ถูกต้อง เพราะมติที่ออกมา เป็นการขัดต่อพระลิขิตเดิม ที่มีตั้งแต่ปี 2542 ซึ่งมีออกมาถึง 3 ฉบับ และได้รับการรับรองจากที่ประชุม มส. ว่าเป็นของจริง และยืนยันเห็นชอบตามพระลิขิตดังกล่าวว่า เป็นไปตามกฎหมาย พระธรรมวินัย และกฎเถระสมาคม ที่สุดจึงมีมติให้ฝ่ายสังฆาธิการรับไปดำเนินการตาม มติ มส. หากเปรียบเป็นศาลทางโลก ก็เท่ากับ ธัมมชโยไดัถูกศาลฎีกาพิพากษาจบไปแล้ว

ทั้งนี้ ในพระลิขิตของสมเด็จพระสังฆราช ที่ มส. มีมติรับรอง ซึ่งทรงลงวันที่ 26 เม.ย. 42 ระบุว่า " ความบิดเบือนพระพุทธธรรมคำทรงสอน โดยกล่าวหาว่าพระไตรปิฎกบกพร่อง เป็นการทำให้สงฆ์ที่หลงเชื่อคำบิดเบือน แตกแยกออกไป กลายเป็นสอง มีความเข้าใจความเชื่อถือพระพุทธศาสนาตรงกันข้าม เป็นการทำลายพระพุทธศาสนา ทำสงฆ์ให้แตกแยก เป็นอนันตริยกรรม มีโทษทั้งในปัจจุบันและอนาคต ที่หนัก" และที่ระบุชัดเจนในวรรค 2 ที่ว่า ส่วนที่มิใช่เป็นการลงโทษ แต่เป็นการทำที่ถูกต้อง คือต้องมอบสมบัติทั้งหมด ที่เกิดขึ้นในขณะเป็นพระ ให้แก่วัด ทันที (5 เม.ย. 42) ไม่คิดให้มีโทษ เพราะคิดในแง่ยกประโยชน์ให้ ว่าในชั้นต้นอาจไม่มีเจตนาถือเอาสมบัติของวัดเป็นของตนจริงๆ แต่เมื่อถึงอย่างไรก็ไม่ยอมมอบคืนสมบัติทั้งหมดที่เกิดขึ้นในขณะเป็นพระ ก็แสดงชัดแจ้งว่า ต้องอาบัติปาราชิก ต้องพ้นจากความเป็นสมณะโดยอัตโนมัติ ต้องถูกจัดการอย่างเด็ดขาด เช่นเดียวกับผู้ไม่ใช่พระ ปลอมเป็นพระ ด้วยการนำผ้ากาสวพัสตร์ไปครอง ทำความเศร้าหมองเสื่อมเสียให้เกิดแก่สงฆ์ในพระพุทธศาสนา

**ชี้เยาวชนสับสนคำสอนพุทธศาสนา

นายภูมิสรรค์ เสนีวงศ์ ณ อยุธยา อนุกรรมาธิการในคณะกรรมาธิการสังคม กิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ คนพิการ และผู้ด้อยโอกาส สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) กล่าวว่า เยาวชนในหลายภาคส่วนมีความกังวลและสับสนในวิธีสอนและคำสอนในพุทธศาสนาที่แปลกประหลาดออกไปในรูปแบบต่างๆ เสมือนการแสดงโชว์และจัดอีเวนต์ เช่น การเผยแพร่ของวัดพระธรรมกายและผู้ใหญ่ในสังคม นักธุรกิจ นักการเมือง ที่หันเหไปสนับสนุนและให้ความนับถือในคำสอนที่อาจบิดเบือน ผิดแปลกและโชว์อีเวนต์ธุดงค์ที่ค่อนข้างแปลกประหลาด ในฐานะที่ตนเป็นกรรมาธิการที่รับผิดชอบด้านสังคม เด็กและเยาวชน อดเป็นห่วงไม่ได้ จึงขอเสนอต่อคณะกรรมาธิการ และทุกองค์กรที่รับผิดชอบในด้านการสังคมและศาสนา ทำความชัดเจนให้ปรากฏ ดังนี้
1. ให้มหาเถรสมาคมทำตามพระลิขิตของสมเด็จพระสังฆราชให้ชัดเจน โดยเฉพาะกรณีพระธัมมชโย วัดพระธรรมกาย ว่าปาราชิกหรือไม่ ถ้าปาราชิกทำไมมหาเถรสมาคมปล่อยปะละเลยมาถึงปัจจุบัน หรือถ้าไม่เพราะอะไร

2. ให้ส่วนที่เกี่ยวข้องสังคายนาคำสอนในพุทธศาสนาให้ถูกต้องและตรงกันตามคำสอนของพระพุทธเจ้า

3. ให้ลงโทษขั้นเด็ดขาดต่อพระที่ปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างที่ผิดหรือต้องคดีต่างๆ ให้ดำเนินไปโดยความรวดเร็วเป็นธรรมตามกฎหมาย

4. ให้มหาเถรฯ ชะลอการเสนอแต่งตั้งสมณะพระที่ต้องหาหรือติดคดีความต่างๆ จนกว่าคดีจะสิ้นสุด

5. ให้มี พ.ร.บ.ความคุมสมบัติของวัดและที่ดินวัดให้ชัดเจน เพื่อป้องกันการทุจริตมิชอบของพวกแสวงหาผลประโยชน์ ตนและสังคมไทยฝากความหวังไว้กับคณะรักษาความสงบแห่งขาติ (คสช.)และรัฐบาลในยุคนี้ว่า จะทำสำเร็จเป็นรูปธรรมปราศจากการแทรกแซงเหมือนกับทุกรัฐบาลที่ผ่านมาซึ่งเห็ได้ชัดว่าไม่สำเร็จ จึงนำมาซึ่งปัญหาเรื้อรังถึงวันนี้

***หลวงปู่พุทธะอิสระจี้สอบทรัพย์สิน มส.

หลวงปู่พุทธะอิสระ เจ้าอาวาสวัดอ้อน้อย จ.นครปฐม เปิดเผยถึงเบื้องหลังการเจรจากับพระพรหมโมลี ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ เมื่อวันที่ 21 ก.พ.ที่ผ่านมา เกี่ยวกับประเด็นของพระธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ที่ "มหาเถรสมาคม" มีมติ 'ไม่ต้องปาราชิก' ว่า ได้สอบถามไปว่า มหาเถรสมาคมใช้หลักฐานอะไรมาพิจารณาและลงมติว่าไม่ผิด เค้าตอบว่าใช้หลักฐานเก่าเมื่อ 15 ปีที่ผ่านมา จึงถามต่อว่า เคยเรียก "ธัมมชโย" มาสอบถามหรือไม่ ก็ได้รับคำตอบว่า "ไม่เคยเรียกเลย" พร้อมกับบอกว่า เรื่องนี้เกิดมา 15 ปีแล้ว ให้จบๆ ไป อย่าฟื้นฝอยหาตะเข็บ อย่าทำให้บ้านเมืองวุ่นวายเลย เสียบรรยากาศความปรองดอง

นอกจากนี้พระพรหมโมลียังระบุด้วยว่า พระลิขิตของสมเด็จพระสังฆราชไม่ได้เป็นกฎหมาย เป็นแค่หนังสือบันทึกข้อความ จึงค้านไปว่า หนังสือลงนามว่า 'สกลมหาสังฆปรินายก' ถือเป็นคำสั่ง เป็นกฎหมาย เค้าบอกว่า "ไม่ใช่" เพราะในหนังสือมีคำว่า "ถ้า" จึงทำให้มหาเถรสมาคมพิจารณาว่า ไม่มีความสำคัญ เป็นแค่การเสนอความเห็น

"จึงบอกไปวา จะเอามาตรฐานนี้ของคณะปกครองสงฆ์ ไปทำแบบนี้บ้าง เค้าก็บอกไม่ใช่ มันคนละกรณี เพราะเหตุผลชุดนี้ใช้ได้กับ 'ธัมมชโย' อย่างเดียว"หลวงปู่พุทธะอิสระกล่าวและว่า ไส้ทุกขดในมหาเถรสมาคม ฉันรู้หมด โดยเมื่อคืนนี้ มีการส่งสัญญาณมาจากวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ให้คนโทรมา บอกว่าจะให้ฉันมีงานทำ เสนอตำแหน่งให้

หลวงปู่พุทธะอิสระ กล่าวว่า ในวันจันทร์ที่ 23 ก.พ.นี้ จะเดินทางไปยื่นหนังสือต่อนายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) และม.ล.ปนัดดา ดิศกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อให้ตรวจสอบทรัพย์สินของมหาเถรสมาคมทั้งหมด พร้อมกับเสนอให้จัดตั้ง "องค์คณะพิทักษ์คุ้มครองพระพุทธศาสนา" ที่มีกรรมการจากประชาชนและพระสงฆ์ ที่มีความเข้าใจ เรื่องนี้มิใช่ไปยุบมหาเถรสมาคม แต่ไปช่วยมหาเถรสมาคมทำงาน เพราะขณะนี้แต่ละองค์อายุมาก อาจไม่ทันสมัย ก็อาศัยลิ่วล้อบริวารทำงาน ทำให้พวกนี้ไปเรียกรับประโยชน์แทน

เจ้าอาวาสวัดอ้อน้อย กล่าวต่อว่า เรื่องนี้ไม่ได้ทำให้สงฆ์แตกแยก แต่จะทำให้สงฆ์ลำบากเพราะถูกตรวจสอบทรัพย์สินที่มีอยู่ รวมถึงมหาวิทยาลัยสงฆ์ 2 แห่งด้วย ก็จะต้องถูกตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณ เพราะเท่าที่ทราบมา ในปีๆ หนึ่ง ใช้งบไปดูงานต่างประเทศหลายสิบล้านบาท มันจำเป็นแค่ไหน ไปดูงานที่ลาสเวกัส อิตาลี ฝรั่งเศส มีงานของคณะสงฆ์อะไรแถวนั้นให้ดู งานนี้ต้องปฏิรูปศาสนจักร เพราะ 'อาณาจักร' เมื่อปฏิรูปแล้ว ศาสนจักรก็ต้องถูกปฏิรูปด้วย มิใช่ถ่วงสังคม รักษาพวกพ้องที่มีความเน่าใน ถ้าคณะสงฆ์จะประท้วงก็ไม่เป็นไร ชาวบ้านลองประท้วงไม่ใส่ข้าวให้กิน พระคุณเจ้าลองไปหากินเองบ้าง--จบ--

***สนั่นไซเบอร์! ขโมยแล้วรีบคืนไม่ผิดไร้เจตนา

จากกรณีมหาเถรสมาคมมีมติให้ยุติเรื่องของ พระเทพญาณมหามุนี หือ พระไชยบูลย์ ธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย และประธานมูลนิธิวัดพระธรรมกาย กรณีต้องปาราชิกตามพระลิขิตของสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปรินายก เมื่อปี 2542 โดยสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช ให้เหตุและผลว่า พระไชยบูลย์ ธัมมชโย ยังไม่ปาราชิก เพราะรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ในเมื่อพระไชยบูลย์ ธัมมชโยคืนเงินให้กับทางวัดพระธรรมกายแล้ว และ พระไชยบูลย์ ธัมมชโย ก็ไม่มีเจตนาที่จะคดโกงต่อวัดพระธรรมกาย ก็ถือว่าไม่ขัดต่อพระลิขิตทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์มติมหาเถรสมาคมอย่างกว้างขวาง ล่าสุดนักรบไซเบอร์ได้จัดทำสติ๊กเกอร์ไลน์ล้อเลียน เหตุและผลของมติมหาเถรสมาคม ซึ่งมีผู้เข้ามาดาวน์โหลดเป็นจำนวนมาก และแพร่หลายจนกลายเป็น “Share oF The Day” ไปแล้ว

** จี้นายกฯยุบกรรมการปฏิรูปศาสนา

วานนี้ (22 ก.พ.) ที่โรงแรมรัตนโกสินทร์ พระเมธีธรรมาจารย์ รองอธิการบดีฝ่ายประชาสัมพันธ์ และเผยแพร่ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร.) ในฐานะที่ปรึกษาสมาคมนักวิชาการเพื่อพระพุทธศาสนา (สนพ.) กล่าวก่อนการประชุมกรรมการ สนพ.ว่า ขณะนี้องค์กรพุทธและ สนพ.ได้ประชุมหารือกันแล้ว โดยในเบื้องต้น วันที่ 24 ก.พ.นี้ องค์กรพุทธและสนพ. จะส่งผู้แทนไปยื่นหนังสือถึงพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. รวมถึงนายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) เพื่อขอให้ยกเลิกการตั้งคณะกรรมการปฏิรูปแนวทางและมาตรการปกป้องพิทักษ์กิจการพระพุทธศาสนา

ทั้งนี้ องค์กรพุทธและ สนพ. ขอโต้แย้งว่า คณะสงฆ์ไม่ได้ปิดกั้นการตรวจสอบ หรือช่วยกันปรับปรุงโครงสร้างต่างๆ ให้ดีขึ้น แต่บุคคลที่เข้ามาทำหน้าที่ ควรเป็นบุคคลที่เป็นกลาง ไม่ใช่พวกสุดโต่ง ซึ่งเป็นเรื่องยากที่คณะสงฆ์จะยอมรับได้ อีกทั้ง มีการประกาศตรวจสอบการทำงานของมหาเถรสมาคม (มส.) ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่เหมาะสม เนื่องจากในมส.นั้น เป็นพระเถรชั้นผู้ใหญ่ ที่ทางคณะกรรมการฯ ควรจะให้เกียรติบ้าง

อย่างไรก็ตาม คณะสงฆ์ไม่เคยปิดกั้นเกี่ยวกับเรื่องการปฏิรูปพระพุทธศาสนา เพราะคณะสงฆ์ ก็อยากเห็นพระพุทธศาสนามั่นคงงดงามเช่นกัน แต่อยากให้ทางคณะกรรมการฯ มาอย่างเหมาะสม และให้เกียรติพระเถระชั้นผู้ใหญ่ด้วย และไม่เคยมีรัฐบาลไหนมีการตั้งฆราวาส มาปกครองคณะสงฆ์ ซึ่งพระไม่ได้กลัว แต่คนที่เข้ามาไม่ควรเป็นคนที่มีมิจฉาทิฏฐิ

" องค์กรพุทธอยากให้ สปช. ทบทวนใน 2 เรื่องใหญ่ คือ 1. วิธีการแต่งตั้งคณะกรรมการปฏิรูปแนวทาง และมาตรการปกป้องพิทักษ์กิจการพระพุทธศาสนา ได้มีการคัดเลือกบุคคลที่สุดโต่งทางการเมือง และศาสนาเข้ามาทำหน้าที่ อาจจะก่อให้เกิดปัญหาความแตกแยกได้ 2. เหตุผลของการตั้งคณะกรรมการ โดยตั้งสมมุติฐานว่า คณะสงฆ์บริหารงานมีแต่ปัญหา มีแต่ความแตกแยก เกิดจากพ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2505 และประชาชนไม่ได้มามีส่วนร่วมในการบริหารกิจการพระพุทธศาสนา เป็นสมมุติฐานที่ผิด ดังนั้น จึงอยากให้ทบทวน หรือยกเลิกคณะกรรมการชุดดังกล่าว หากตั้งใจจริงที่จะมาปฎิรูปพระพุทธศาสนา ควรมาหารือกับคณะสงฆ์ โดยเฉพาะ มส.ว่า คิดเห็นอย่างไร มีปัญหาการทำงานจุดไหน ที่ทางฝ่ายบ้านเมืองจะช่วยแก้ไขได้ จะเป็นประโยชน์มากกว่า ซึ่งการแก้ไขปัญหาพระพุทธศาสนา ทั้งฝ่ายบ้านเมืองและคณะสงฆ์ต้องช่วยกัน แต่การประกาศตัวว่าจะตรวจสอบเล่นงานพระรูปนั้นรูปนี้ ถือว่าไม่เคารพวัฒนธรรมองค์กรสงฆ์ และพระสงฆ์เลย อย่างนี้จะมาเขียนกฎหมายที่จะปรับปรุงกิจการพระพุทธศาสนาได้อย่างไร อาตมาจะประสานผู้บริหารกับสมาคมศิษย์เก่า และองค์กรนิสิต มจร. ว่าจะมีความเคลื่อนไหวออกมาอย่างไรด้วย " พระเมธีธรรมาจารย์ กล่าว

พระเมธีธรรมาจารย์ กล่าวด้วยว่า สิ่งที่พระพุทธอิสสระทำ พระสงฆ์ส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วย พร้อมจะปกป้องคณะสงฆ์ และสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช รวมทั้งอยากเรียกร้องฝ่ายรัฐว่า สิ่งที่พระพุทธอิสสระทำ เมื่อวันที่ 21 ก.พ. ที่ผ่านมา เป็นการละเมิดกฎอัยการศึกหรือไม่ ที่มีการติดอาวุธเข้าไปในวัด เหมาะสมหรือไม่ และอย่านำการเมืองมาเล่นกับพระพุทธศาสนา หากจะมีการตรวจทรัพย์สินของพระ ทางคณะสงฆ์ ก็ไม่ได้กลัวที่จะถูกตรวจสอบ 
ด้าน ดร.เมธาพันธ์ โพธิธีรโรจน์ เลขาธิการสมาคมนักวิชาการเพื่อพระพุทธศาสนา กล่าวว่า พระพุทธอิสสระ ปลุกปั่นผ่านสื่อออนไลน์ หรือปลุกระดมคนไปชุมนุมกันที่วัดปากน้ำ ฝากถามรัฐบาลว่า เป็นการละเมิดกฎอัยการศึกหรือไม่ ในขณะเดียวกันมีการส่งทหารติดอาวุธครบมือไปอารักขา พระพุทธอิสสระ ภายในวัดปากน้ำ ประหนึ่งสำคัญกว่าผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช จึงอยากฝากคำถามว่า การไม่เคารพประมุขสงฆ์เป็นการทำที่ถูกต้องหรือไม่ และอย่าให้เกิด 2 มาตรฐาน อย่างไรก็ตาม การไปยื่นหนังสือต่อนายกรัฐมนตรี หรือประธาน สปช. ทางคณะจะไม่ละเมิดต่อกฎอัยการศึก

"การกล่าวพาดพิง มส. สามารถทำได้ แต่การทำงานของ มส. จะอิงพระธรรมวินัย และพ.ร.บ.คณะสงฆ์ ซึ่งมีสิทธิและหน้าที่ในการดำเนินงาน ขณะที่นายไพบูลย์ นิติตะวัน เป็นแนวร่วมเดียวกับพระพุทธอิสสระ ซึ่งมีความเห็นตรงกันว่า มส.อ่อนแอ จึงอยากให้มีการตั้งองค์กรที่มาปฏิรูป มส. โดยคณะกรรมการปฏิรูปเกือบทั้งชุด ล้วนเกี่ยวข้องทางการเมือง อาจจะมองคณะสงฆ์เป็นฝ่ายตรงข้ามเป็นอีกสีเสื้อหนึ่ง และเชื่อมโยงกับธรรมกาย ทำให้เห็นว่า เป็นการนำการเมืองมาครอบงำคณะสงฆ์" ดร.เมธาพันธ์ กล่าว

ผศ.ดร.เสถียร วิพรมหา นายกสมาคมนักวิชาการเพื่อพระพุทธศาสนา กล่าวว่า จากการตรวจสอบรายชื่อคณะกรรมการปฏิรูปฯ พบว่า มี 1 คน เป็นเลขาของพระพุทธอิสสระ ซึ่งคณะกรรมการส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับการเมืองอีกฝ่าย ทั้งที่ต้องการปฏิรูปคณะสงฆ์ แต่กลับไม่มีการตั้งคณะกรรมการที่มาจากฝ่ายสงฆ์เลย จึงขอคัดค้านการแต่งตั้งกรรมการชุดดังกล่าว

ขณะที่ พระสนิทวงศ์ วุฑฺฒิวํโส ผู้อำนวยการสำนักสื่อสารองค์กรวัดพระธรรมกาย กล่าวว่า ทางวัดพระธรรมกาย จะยังไม่มีการแถลงข่าวหรือชี้แจงแต่อย่างใด และไม่ขอแสดงความคิดเห็น หรือให้สัมภาษณ์กรณีใดๆ ทั้งสิ้น ทางวัดขออยู่อย่างสงบ

**แยกชนชั้นตักบาตรหน้าด่านแม่สาย

วานนี้ (22 ก.พ.) ที่หน้าด่านพรมแดนไทย-เมียนมาร์ อ.แม่สาย จ.เชียงราย ตรงข้าม จ.ท่าขี้เหล็ก ประเทศเมียนมาร์ วัดพระธรรมกาย จัดโครงการตักบาตรพระ 10,000 รูป น้อมถวายเป็นพุทธบูชา และช่วยเหลือคณะสงฆ์ ทหาร ตำรวจ ครู และชาวบ้านใน 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เหมือนกับทุกปี แต่ปีนี้อ้างร่วมกับคณะสงฆ์และฝ่ายปกครองจังหวัด มีพระสังฆราชจาก สปป.ลาว กัมพูชา และเวียดนาม เข้าร่วมบิณฑบาตด้วย พร้อมแจกจ่ายเอกสารประชาสัมพันธ์ว่า เป็นส่วนหนึ่งของโครงการตักบาตรพระ 2 ล้านรูป 77 จังหวัด ของพระธัมมชโย เจ้าอาสวัดพระธรรมกาย ที่มอบข้าวสารอาหารแห้งให้ 4 จังหวัดแล้วกว่า 4,500 ตัน อย่างไรก็ตามบรรยากาศปีนี้ไม่คึกคัก แต่ก็มีบุคคลสำคัญในแวดวงการเมือง ข้าราชการ นักธุรกิจเข้าร่วม และเป็นที่น่าสังเกตุว่า ล้วนอยู่ในสายการเมืองเดียวกัน

แหล่งข่าวจากองค์กรประจำชายแดนแม่สายแห่งหนึ่ง เปิดเผยว่า การตักบาตรดังกล่าว มีการจัดระดับชั้นผู้ที่ร่วมทำบุญชัดเจน แยกเป็นระดับวีไอพี มีโต๊ะจัดวางอาหาร ระดับชาวบ้านปูเสื่อ โดยโต๊ะวีไอพีไม่ต้องต่อคิว แต่ต้องมีค่าใช้จ่ายต่อคน หรือองค์กรละ 25,000 บาท ระดับรองลงมา คือ เช่าพื้นที่วางโต๊ะ โต๊ะละ 3,000 บาท นั่งกับพื้นมีค่าปูเสื่อ 1,000 บาท ถวายปัจจัยอย่างน้อยรูปละ 500 บาท ซึ่งทำให้บางองค์กรชายแดนปฏิเสธจะร่วมพิธี เพราะปี 2557 เคยรวบรวมเงินกันคนละ 500 บาท หาซื้ออาหารไปตักบาตร แต่เมื่อถึงเวลากลับถูกเจ้าหน้าที่กันออกไป เพราะไม่มีตั๋ว ขณะที่มีบางคนที่แจ้งชื่อไปแล้ว ก็ขอถอนตัว หลังจากทราบว่าต้องเสียค่าใช้จ่ายระดับชั้นดังกล่าว.
กำลังโหลดความคิดเห็น...