xs
xsm
sm
md
lg

จดหมายเปิดผนึกถึงพลเอกประยุทธ์ฯ ขอให้ขจัดความเหลื่อมล้ำในสิทธิของความเป็นมนุษย์ที่ถูกยัดเยียดให้เป็นลูกหนี้ของ ปรส.

เผยแพร่:   โดย: ยินดี วัชรพงศ์ ต่อสุวรรณ

จดหมายเปิดผนึกถึงพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ประธาน คสช. และนายกรัฐมนตรี

เรื่อง ขอให้ขจัดความเหลื่อมล้ำในสิทธิของความเป็นมนุษย์ที่ถูกยัดเยียดให้เป็นลูกหนี้ของ ปรส. บริษัทบริหารสินทรัพย์ และ บสท. โดยรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง และคืนความยุติธรรม โดยให้หลุดพ้นจากหนี้และการบังคับหนี้


ประชาชน (นิติบุคคลและบุคคลธรรมดา ) จำนวนหลายล้านคนได้ถูกยัดเยียดให้เป็นลูกหนี้โดยอำนาจแห่งรัฐ ด้วยการออกพระราชกำหนดฯบังคับให้เป็นลูกหนี้ขององค์กรของรัฐและองค์กรเอกชน และจาก “การบังคับใช้กฎหมาย” และ“การใช้กฎหมายบังคับ” ประชาชนได้กลายเป็นเหยื่อโดยเป็นลูกหนี้ โดยปราศจากหลักแห่งความยุติธรรมใดๆ( Empirical justification ) สำหรับประชาชน

ในช่วงเวลาที่ผ่านมาเกือบ 20 ปี ตั้งแต่ พ.ศ. 2540 จนถึงเวลาที่คสช.ได้ยึดอำนาจ โดยการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง คนไทยจำนวนหลายล้านคนได้ถูกเปลี่ยนสถานะจากบุคคลอันมีจะกิน มีทรัพย์สิน มีสินทรัพย์ มีการงานทำหาเลี้ยงชีพได้ มีธุรกิจตามควรแก่ความสามารถและตามอัตภาพ ได้กลายมาเป็นลูกหนี้ของหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนที่ได้ตั้งขึ้นโดยฝ่ายบริหาร ด้วยการออกพระราชกำหนดฯขึ้นบังคับใช้กับประชาชน อันเป็นกฎหมายที่ออกใช้บังคับโดยฝ่ายบริหารไม่ได้ออกใช้บังคับโดยฝ่ายนิติบัญญัติ และเป็นการออกพระราชกำหนดฯใช้บังคับกับประชาชนอย่างไร้ความเป็นธรรม เนื่องจากความล้มเหลวในการบริหารราชการแผ่นดินของฝ่ายบริหารเอง

พระราชกำหนดฯที่ออกใช้บังคับให้ประชาชนเป็นลูกหนี้ขององค์กรรัฐและองค์กรเอกชนที่จัดตั้งขึ้นโดยฝ่ายบริหารที่ปราศจากหลักของความยุติธรรมอย่างร้ายแรงคือ (1) พระราชกำหนดการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ.ศ.2540 หรือที่เรียกว่ากฎหมาย ปรส. (2) พระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 ( แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ.2550 ) (3) พระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 หรือที่เรียกว่า บสท.

ประชาชน ( ทั้งนิติบุคคลและบุคคลธรรมดา )ได้กลายเป็นลูกหนี้ขององค์การเพื่อ
การปฏิรูประบบสถาบันการเงิน หรือปรส. ตามพระราชกำหนดฯนั้น ประชาชนไม่ได้เป็นลูกหนี้โดยพระราชกำหนดฯ แต่ประชาชนเป็นลูกหนี้โดย “ การบังคับใช้กฎหมาย” ของคณะกรรมการ ปรส.ที่ได้บังคับใช้โดยผิดพระราชกำหนดฯ พระราชกำหนดฯได้บัญญัติคำนิยามไว้ว่า “เจ้าหนี้” หมายความว่า เจ้าหนี้อื่นของบริษัทที่ถูกระงับการดำเนินกิจการที่มิใช่ผู้ฝากเงิน สำหรับหนี้ที่เกิดจากการประกอบธุรกิจเงินทุนของบริษัทนั้น

เมื่อกฎหมายบัญญัติคำนิยาม “ เจ้าหนี้ ” ไว้แล้ว ผู้ที่มีหนี้ที่เกิดจากการประกอบธุรกิจเงินทุนของบริษัทที่ถูกระงับการดำเนินกิจการ เป็นเจ้าหนี้ของบริษัทเงินทุนนั้น แต่ ปรส.ไม่ได้ปฏิบัติกับประชาชนในฐานะเป็น“ เจ้าหนี้” ตามพระราชกำหนดฯ แต่ได้ปฏิบัติกับประชาชนในฐานะเป็น “ ลูกหนี้” โดย ปรส.ไม่ได้นำ “ทรัพย์สิน” ของบริษัทเงินทุนที่ถูกระงับการดำเนินกิจการออกขายโดยการประมูล ตามที่พระราชกำหนดฯกำหนดไว้ในมาตรา 30 วรรคห้า แต่ปรส.ได้นำ “ สินทรัพย์” ซึ่งเป็นสิทธิตามสัญญาออกประมูลขาย การขาย “สินทรัพย์” ของปรส. จึงไม่ใช่เป็นการขาย “ ทรัพย์สิน” ของบริษัทที่ถูกระงับการดำเนินกิจการ แต่เป็น “ สินทรัพย์” ซึ่งเป็นสิทธิที่ผูกพันกันตามสัญญาอันเป็นหนี้ที่เกิดจากการประกอบธุรกิจของบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ที่ถูกระงับการดำเนินกิจการ จึงเป็นการที่ปรส.เอาสินทรัพย์ซึ่งเป็นสิทธิตามสัญญาของเจ้าหนี้ออกขาย ปรส.จะต้องดำเนินการชำระบัญชีบริษัทที่ถูกระงับการดำเนินกิจการตามมาตรา 7 (3) เสียก่อน เพื่อแยกหนี้ดี หนี้เสีย และเพื่อให้รู้ว่า หนี้ที่เกิดขึ้นระหว่างบริษัทที่ถูกระงับการดำเนินกิจการนั้น ใครเป็นเจ้าหนี้ ใครเป็นลูกหนี้ และถ้าปรากฏจากการชำระบัญชีหนี้ที่เกิดขึ้นนั้นประชาชนเป็นเจ้าหนี้ ปรส.จะนำสิทธิตามสัญญาออกประมูลขายไม่ได้ แต่จะต้องให้ความช่วยเหลือเจ้าหนี้ที่สุจริตของบริษัทที่ถูกระงับการดำเนินกิจการ ในกรณีที่โครงการยังไม่เสร็จ ปรส.ก็จะต้องดำเนินการให้เงินสินเชื่อเพื่อให้โครงการที่ยังค้างนั้นเสร็จสิ้นไปตามมาตรา 7 (2) ซึ่งปรส.จะได้รับชำระหนี้คืนจากรายได้ของโครงการนั้นๆ มิใช่นำเอา “ สินทรัพย์” หรือสิทธิตามสัญญาออกขายโดยไม่ทำการชำระบัญชีบริษัทที่ถูกระงับการดำเนินกิจการ และไม่ให้ความช่วยเหลือเจ้าหนี้ที่สุจริตของบริษัทเงินทุนที่ถูกระงับการดำเนินกิจการตามมาตรา 7 (2) แต่อย่างใดเลย

ปรส.ดำเนินการโดย “การใช้บังคับพระราชกำหนดฯโดยผิดต่อพระราชกำหนดฯ” ดำเนินการโดยไม่รู้ว่าใครเป็นเจ้าหนี้ ใครเป็นลูกหนี้ ในสัญญาที่เกิดขึ้นระหว่างบริษัทเงินทุนที่ถูกระงับการดำเนินกิจการกับประชาชนที่เข้าทำสัญญากับบริษัทเงินทุนที่ถูกระงับการดำเนินกิจการ ปรส.ไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา 7 (1) (2) (3) อันเป็นขั้นตอนของกฎหมายที่ปรส.จะต้องดำเนินการก่อน แต่ปรส.ได้ดำเนินการโดยข้ามขั้นตอนของกฎหมาย การขายสินทรัพย์ของปรส.โดยการประมูลขายจึงเป็นการขายโดยผิดกฎหมาย เพราะมิใช่เป็นการขาย “ทรัพย์สิน” ของบริษัทที่ถูกระงับการดำเนินกิจการ แต่เป็นการขาย “สินทรัพย์” ของเจ้าหนี้ของบริษัทที่ถูกระงับการดำเนินกิจการ

เมื่อหนี้ระหว่างประชาชนกับบริษัทเงินทุน เงินทุนหลักทรัพย์ และเครดิตฟองซิเอร์ที่ถูกระงับการดำเนินกิจการ ได้เปลี่ยนมาเป็นหนี้ระหว่างปรส.กับประชาชนโดยพระราชกำหนดการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน ข้อพิพาทที่เกิดขึ้นในศาลจึงไม่ใช่เป็นคดีระหว่างเอกชนกับเอกชนเช่นคดีทั่วไปที่ศาลเคยใช้ปฏิบัติ แต่เป็นคดีระหว่างการใช้อำนาจรัฐโดยฝ่ายบริหารด้วยวิธีการออกกฎหมายของฝ่ายบริหารมาใช้บังคับกับประชาชน และใช้อำนาจของฝ่ายบริหารดำเนินการบังคับใช้กฎหมายโดยคณะกรรมการปรส. ข้อพิพาทที่เกิดขึ้นจึงเป็นข้อพิพาทในทางกฎหมายมหาชน และเมื่อฝ่ายบริหารเป็นผู้ออกกฎหมายใช้บังคับ และฝ่ายบริหารบังคับใช้กฎหมายเอง จึงเป็นอำนาจหน้าที่ของฝ่ายตุลาการที่จะต้องตรวจสอบ “การใช้บังคับ” และ “การบังคับใช้” กฎหมายของฝ่ายบริหาร ว่าได้ใช้บังคับกฎหมายตามพระราชกำหนดฯที่ออกใช้บังคับหรือไม่ และเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของการออกกฎหมายมาบังคับใช้หรือไม่ โดยจะต้องตรวจสอบกระบวนการบังคับใช้กฎหมายของคณะกรรมการปรส. อันเป็นอำนาจหน้าที่โดยนิติธรรมวินัยและโดยธรรมตามหลักสากลของประเทศในระบอบประชาธิปไตย และตามมาตรฐานการปฏิบัติวิชาชีพกฎหมายชั้นสูงของอำนาจตุลาการคือ การใช้อำนาจดุลและคานอำนาจ ( Check and Balance power ) ตามหลักการแบ่งแยกอำนาจการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ( Separation of power ) โดยการใช้อำนาจตุลาการตรวจสอบ( Judicial Review ) “การใช้กฎหมาย”และ “การบังคับใช้กฎหมาย”ของฝ่ายบริหาร ประชาชนไม่จำเป็นต้องยกเรื่องการใช้กฎหมายและการบังคับใช้กฎหมายของฝ่ายบริหารมาเป็นข้อต่อสู้ในคดี เพราะไม่ใช่เป็นคดีระหว่างเอกชนกับเอกชนที่จะต้องดำเนินการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง แต่เป็นเรื่องของการใช้อำนาจรัฐกับประชาชน ประชาชนไม่มีหนทางใดที่จะต่อสู้กับอำนาจรัฐของฝ่ายบริหารได้ นอกจาก “โดยและทางอำนาจตุลาการ” เท่านั้นที่จะต้องตรวจสอบกระบวนการใช้บังคับและการบังคับใช้พระราชกำหนดของฝ่ายบริหาร เพื่อคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพในทรัพย์สินของประชาชน ซึ่งเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนที่จะต้องได้รับความคุ้มครองโดยและทางอำนาจตุลาการ ตามหลักการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ที่อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย (รวมทั้งอำนาจตุลาการ) ตุลาการจึงมีอำนาจในตัวเอง ( authority per se´ ) และมีหน้าที่ตามระบอบประชาธิปไตย และตามมาตรฐานการปฏิบัติวิชาชีพกฎหมายชั้นสูงของตุลาการที่จะต้องตรวจสอบเพื่อดุลและคานอำนาจฝ่ายบริหาร การที่ตุลาการไม่ใช้อำนาจและหน้าที่ตามหลักการปกครองในระบอบประชาธิปไตยและตามมาตรฐานการปฏิบัติวิชาชีพกฎหมายชั้นสูง ในการตรวจสอบกระบวนการ “การใช้บังคับ”และ“การบังคับใช้กฎหมาย”ของฝ่ายบริหาร ทำให้ประชาชนต้องถูกบังคับใช้กฎหมายที่ออกโดยฝ่ายบริหาร หรือใช้กฎหมายที่ออกโดยฝ่ายบริหารมาบังคับใช้ โดยไม่เป็นไปตามกฎหมายที่ฝ่ายบริหารออกบังคับใช้หรือไม่ตรงตามวัตถุประสงค์ของการออกกฎหมายมาบังคับใช้แล้ว ผลที่เกิดขึ้นกับประชาชนก็คือ การไม่มีรากแก้วแห่งความยุติธรรม ( Rule of law) หลงเหลืออยู่ในราชอาณาจักร จะมีก็แต่ตุลาการซึ่งเป็นเพียงเครื่องมือของฝ่ายบริหารที่ไปรับรองการออกและบังคับใช้กฎหมายให้เป็นไปตามอำเภอใจของฝ่ายบริหารเท่านั้น

ความอยุติธรรมที่ได้เกิดขึ้นกับประชาชนได้เริ่มต้นตั้งแต่การที่ปรส.ไม่ได้ใช้กฎหมายบังคับกับการทำหน้าที่ของตนเองให้เป็นไปตามพระราชกำหนดฯ ได้ละเลยการทำหน้าที่ตามที่พระราชกำหนดฯได้กำหนดไว้ให้ต้องกระทำ โดยไม่ทำการชำระบัญชีบริษัทที่ถูกระงับการดำเนินกิจการเสียก่อน แต่ได้เอา “สินทรัพย์” แทนการเอา “ทรัพย์สิน” ออกขาย ใช้บังคับกฎหมายโดยผิดพระราชกำหนดฯด้วยการเปลี่ยนสถานะของประชาชน ซึ่งกฎหมายบัญญัติให้เป็น “ เจ้าหนี้” ให้กลายเป็น “ลูกหนี้” ประชาชนไม่ได้รับความคุ้มครองในสิทธิและเสรีภาพใน “ทรัพย์สิน” และ “สินทรัพย์” จากสถาบันตุลาการที่ต้องตรวจสอบและคานอำนาจของฝ่ายบริหาร ความอยุติธรรมที่ได้เกิดขึ้นไม่อาจแก้ไขได้ด้วยวิธีการอื่นใด นอกจากจะต้องผดุงไว้ซึ่งความยุติธรรมเท่าที่เหลืออยู่ เพื่อให้เกิดความยุติธรรมแก่ประชาชนต่อไปด้วยการให้ผู้ที่ได้สิทธิมาโดยการใช้อำนาจขาย “สินทรัพย์” โดยไม่ทำการชำระบัญชีบริษัทที่ถูกระงับการดำเนินกิจการของปรส.นั้นให้ยุติลงทั้งในทางคดีและการบังคับคดีกับประชาชนต่อไป

2.) ประชาชนที่ถูกยัดเยียดให้เป็นลูกหนี้ บริษัทเอกชนคือ บริษัทบริหารสินทรัพย์ ที่ได้ตั้งขึ้นตามพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ออกใช้บังคับโดยฝ่ายบริหารและใช้บังคับโดยฝ่ายบริหารคือบรรดา “บริษัทเอกชนที่ใช้ชื่อว่า บริษัทบริหารสินทรัพย์” วัตถุประสงค์ของการออกพระราชกำหนดฯเพื่อเป็นการช่วยเหลือสถาบันการเงินที่มีปัญหาสินทรัพย์ด้อยคุณภาพเป็นจำนวนมาก ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการเพิ่มทุนของสถาบันการเงินและกระทบต่อความสามารถในการให้สินเชื่อในภาคเศรษฐกิจ ดังนั้นเพื่อให้สถาบันการเงินสามารถให้สินเชื่อในภาคเศรษฐกิจต่อไปได้ จึงให้แยกสินทรัพย์ด้อยคุณภาพออกมาแล้วขาย หรือโอนให้นิติบุคคลอื่นเพื่อบริหารสินทรัพย์นั้นต่อไป แต่ในขณะเดียวกันพระราชกำหนดฯฉบับนี้ก็มีวัตถุประสงค์ให้บริษัทที่จัดตั้งขึ้นได้รับสิทธิประโยชน์ทางด้านค่าธรรมเนียมและภาษีที่เกิดขึ้นจากการขายหรือโอนสินทรัพย์จากสถาบันการเงินมาให้นิติบุคคล รวมทั้งสิทธิประโยชน์อื่นๆด้วย โดยได้กำหนดสิทธิประโยชน์ให้นิติบุคคลนั้นจะได้รับ เพื่อเป็นการจูงใจให้มีการจัดตั้งนิติบุคคลขึ้น พระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 จึงเป็นกฎหมายที่ให้บริษัทเอกชนมามีอำนาจและสิทธิเหนือประชาชน ( ทั้งนิติบุคคลและบุคคลธรรมดา ) ซึ่งขัดต่อ Rule of Law

วัตถุประสงค์ของพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ฯจึงมีความขัดแย้งกันเอง เป็นวัตถุประสงค์ประเภทหัวมังกุท้ายมังกร ซึ่งไม่ใช่เป็นการช่วยเหลือสถาบันการเงินที่มีสินทรัพย์ด้อยคุณภาพจำนวนมากแต่อย่างใด แต่เป็นการออกพระราชกำหนดเพื่อให้สถาบันการเงินนั้นหรือบุคคลที่มีเอกสิทธิบางประเภทไปตั้งบริษัทของตนเองขึ้นเพื่อมารับโอนสินทรัพย์จากสถาบันการเงิน โดยไม่มีคำนิยามว่า สินทรัพย์ด้อยคุณภาพนั้นเป็นอย่างไร เป็นกฎหมายที่ยึดเอาทรัพย์สินของประชาชนที่มีภาระหนี้อยู่ในสถาบันการเงินไปเป็นของบริษัทเอกชน โดยอ้างว่าเป็นสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ แต่ในขณะเดียวกันก็แอบแฝงผลประโยชน์ให้กับบริษัทเอกชนเหล่านั้นได้รับการยกเว้นค่าธรรมเนียมและภาษีอากรต่างๆ โดยอยู่ในอำนาจของคณะรัฐมนตรีที่จะเลือกปฏิบัติเป็นการทั่วไปหรือเฉพาะรายได้ ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 8 แห่งพระราชกำหนดฯ พระราชกำหนดฉบับนี้เป็นการใช้อำนาจฝ่ายบริหารเพื่อการทุจริตคอรัปชั่น โดยแสวงหาประโยชน์ให้แก่บริษัทเอกชนจากทรัพย์สิน สินทรัพย์ สิทธิและเสรีภาพในทรัพย์สินของประชาชน

จากการแอบแฝงในการแสวงหาประโยชน์ดังกล่าววัตถุประสงค์ของพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์จึงมีความขัดแย้งกันเอง และได้ก่อให้เกิดการบังคับใช้กฎหมายโดยขัดต่อพระราชกำหนดฯซึ่งได้บัญญัติไว้ในมาตรา 6 ว่า “ ในการโอนสินทรัพย์ของสถาบันการเงินไปให้บริษัทบริหารสินทรัพย์ ถ้าเป็นสินทรัพย์ที่มีหลักประกันอย่างอื่นที่มิใช่สิทธิจำนอง สิทธิจำนำ หรือสิทธิอันเกิดขึ้นแต่การค้ำประกัน ให้หลักประกันนั้นตกแก่บริษัทบริหารสินทรัพย์ด้วย” การใช้บังคับมาตรา 6 จะต้องบังคับใช้โดยสิทธิจำนอง สิทธิจำนำ หรือสิทธิอันเกิดแต่การค้ำประกันนั้น ไม่ตกแก่บริษัทบริหารสินทรัพย์ซึ่งเป็นบริษัทเอกชนที่ตั้งขึ้น สินทรัพย์ที่มีหลักประกันอย่างอื่นเท่านั้นที่จะตกแก่บริษัทบริหารสินทรัพย์ และเมื่อพระราชกำหนดฯไม่ได้กำหนดค่าทดแทนในการโอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพของสถาบันการเงินไว้ว่าจะได้ค่าทดแทนในจำนวนเท่าใดในการโอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพของสถาบันการเงินไปให้บริษัทบริหารสินทรัพย์ การบังคับใช้มาตรา 6 จะต้องบังคับใช้ตามที่กฎหมายกำหนดไว้อย่างเคร่งครัด โดยสิทธิจำนอง สิทธิจำนำ สิทธิอันเกิดขึ้นแต่การค้ำประกันนั้นไม่ตกแก่บริษัทบริหารสินทรัพย์ตามมาตรา 6 แต่ในทางปฏิบัติบริษัทบริหารสินทรัพย์ผู้รับโอนและสถาบันการเงินผู้โอนได้ใช้บังคับกฎหมายโดยขัดต่อมาตรา 6 เพราะมีการโอนสินทรัพย์ที่มีหลักประกันที่เป็นสิทธิจำนอง สิทธิจำนำ และสิทธิอันเกิดจากการค้ำประกันไปยังบริษัทบริหารสินทรัพย์ทั้งหมด จึงเป็นการที่ฝ่ายบริหารใช้บังคับกฎหมายโดยขัดต่อกฎหมายที่ฝ่ายบริหารออกใช้บังคับเอง การโอนสินทรัพย์ที่เป็นสิทธิจำนอง สิทธิจำนำ หรือสิทธิอันเกิดจากการค้ำประกันไปให้บริษัทบริหารสินทรัพย์ จึงเป็นความผิดพลาดใน “การบังคับใช้กฎหมาย ” ซึ่งมีผลร้ายและขัดต่อหลักความยุติธรรมตามหลักกฎหมายละตินซึ่งเป็นหลัก สากล( Equitar sequitur legem ) เป็นการยัดเยียดความเป็นหนี้ให้กับประชาชน โดยให้บริษัทเอกชนเป็นเจ้าหนี้และเพิ่มจำนวนหนี้ให้กับประชาชนจนไม่อาจคณานับได้ ทั้งๆที่ประชาชนไม่ได้เป็นหนี้บริษัทบริหารสินทรัพย์ซึ่งเป็นบริษัทเอกชนแต่อย่างใด และพระราชกำหนดได้บัญญัติให้บริษัทเอกชนนั้นเรียกเก็บดอกเบี้ยได้ถึงจำนวนสูงกว่าดอกเบี้ยตามสัญญาได้ อันเป็นการออกกฎหมายมาใช้กับประชาชนโดยเอื้อประโยชน์ให้บริษัทเอกชนมามีสิทธิเหนือบุคคลและบริษัทเอกชนอื่นได้ บริษัทบริหารสินทรัพย์เอกชนมีสิทธิที่จะยึดเอาสินทรัพย์ของประชาชนและบริษัทอื่นไปเป็นของตัวเองได้ เป็นกฎหมายที่มีความเลวร้ายยิ่งกว่าเอาคนลงเป็นทาสเสียอีก เป็นการแบ่งชนชั้นของประชาชน ซึ่งไม่มีประเทศใดในสากลที่จะปฏิบัติต่อชนในชาติเดียวกันได้เยี่ยงนี้

ความผิดพลาดในการบังคับใช้กฎหมายของบริษัทบริหารสินทรัพย์และสถาบันการเงินในการโอนสินทรัพย์ของสถาบันการเงิน ไปให้บริษัทบริหารสินทรัพย์ซึ่งเป็นบริษัทเอกชนที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชกำหนดฯนั้น ฝ่ายบริหารได้รู้ถึงความผิดพลาดในการบังคับใช้กฎหมายดังกล่าว การบังคับใช้กฎหมายดังกล่าวมิใช่เป็นแต่เพียงการยึดทรัพย์สินของประชาชนเท่านั้น แต่เป็นการยึดสิทธิและเสรีภาพตลอดจนศักดิ์ศรีในความเป็นมนุษย์ของประชาชน โดยทำให้ประชาชนหลายล้านคนต้องเป็นบุคคลล้มละลาย การบังคับใช้กฎหมายโดยผิดพลาดของฝ่ายบริหาร ฝ่ายบริหารได้มีการแก้ไขกฎหมายในเดือนมีนาคม 2550 โดยได้มีการออกพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 พ.ศ.2550 ออกใช้บังคับ เพื่อเปลี่ยนหลักเกณฑ์ของสิทธิในทางกฎหมายของประชาชน ซึ่งมีสิทธิในสินทรัพย์ของสถาบันการเงิน อันเป็นสิทธิที่ได้รับความคุ้มครองตามพระราชกำหนดฯมาตรา 6 ให้หมดสิ้นไป โดยแก้ไขคำว่า “ สินทรัพย์ของสถาบันการเงิน” และ “ สินทรัพย์ที่เป็นสิทธิเรียกร้องจากสถาบันการเงิน” ให้เป็น “ สินทรัพย์ ” และ .......“ สินทรัพย์ที่เป็นสิทธิเรียกร้อง” เพื่อให้เกิดสิทธิแก่บริษัทบริหารสินทรัพย์ที่ได้มีการบังคับใช้กฎหมายโดยขัดต่อพระราชกำหนดฯไปแล้วให้ถูกต้องตามพระราชกำหนดฯ และกลบเกลื่อนการโอนสินทรัพย์ไปเป็นของบริษัทบริหารสินทรัพย์ซึ่งเป็นบริษัทเอกชนนั้นได้ใช้อำนาจในการบังคับชำระหนี้ได้ตามอำเภอใจ และยังให้ยกเลิกพระราชกำหนดฯมาตรา 11 ที่ให้บริษัทบริหารสินทรัพย์ไม่ต้องทำบัญชีแสดงทรัพย์สินและหนี้สินให้ครบถ้วนถูกต้อง แต่ให้ทำบัญชีแสดงผลการดำเนินงานและฐานะการเงินที่เป็นปัจจุบันตามความเป็นจริงเท่านั้น โดยให้การโอนสินทรัพย์และสิทธิเรียกร้องจากสถาบันการเงิน เป็นการโอนโดยที่บริษัทบริหารสินทรัพย์ซึ่งเป็นบริษัทเอกชนไม่มีหนี้สินใดๆที่ต้องชำระคืนให้กับสถาบันการเงินทั้งสิ้น การแก้ไขเพิ่มเติมพระราชกำหนดฯดังกล่าว จึงไม่ต่างกับการแก้กฎหมายยึดทรัพย์ประชาชน ให้เป็นกฎหมายปล้นทรัพย์ของประชาชนไปนั่นเอง เพราะบริษัทบริหารสินทรัพย์เป็นบริษัทเอกชนที่ใครๆก็สามารถจัดตั้งขึ้นได้ สถาบันการเงิน บริษัทเงินทุนฯหรือนิติบุคคลอื่นที่รัฐมนตรีประกาศในราชกิจจานุเบกษา ก็สามารถตั้งบริษัทบริหารสินทรัพย์ไทยเป็นบริษัทหรือเป็นบริษัทลูกและรับโอนสินทรัพย์มาดำเนินการบริหาร จำหน่ายและบังคับเอากับประชาชนได้โดยไม่ต้องเสียภาษีใดๆ ได้ทั้งสิ้น

การออกพระราชกำหนดฯใช้บังคับกับประชาชนโดยอำนาจฝ่ายบริหารและ“บังคับใช้กฎหมาย”โดยฝ่ายบริหาร แม้ศาลยุติธรรมไม่อาจก้าวล่วงการออกพระราชกำหนดฯมาใช้บังคับได้ก็ตาม แต่การบังคับใช้พระราชกำหนดฯที่ใช้บังคับกับประชาชนกับวัตถุประสงค์ของการบังคับใช้กับประชาชน เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของการออกพระราชกำหนดฯใช้บังคับหรือไม่นั้น ตุลาการมีอำนาจและหน้าที่ต้องตรวจสอบอำนาจโดยการดุลและคานอำนาจ โดยต้องตรวจสอบ “การบังคับใช้” และ “การใช้บังคับ” กฎหมายของฝ่ายบริหาร ( Judicial Review) ตามหลักการแบ่งแยกอำนาจการปกครองในระบอบประชาธิปไตย เช่นเดียวกับกรณีของปรส. ศาลจะต้องตรวจสอบกระบวนการการบังคับใช้กฎหมายของฝ่ายบริหารว่า ใช้บังคับกฎหมายพระราชกำหนดฯและเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของการออกพระราชกำหนดฯมาบังคับใช้หรือไม่

การบังคับใช้กฎหมายของสถาบันการเงินในการโอนสินทรัพย์ของสถาบันการเงินไปให้บริษัทบริหารสินทรัพย์ซึ่งเป็นเอกชนนั้น ได้มีการใช้บังคับโดยผิดมาตรา 6 โดยมีการโอนสิทธิจำนอง สิทธิจำนำ หรือสิทธิอันเกิดแก่การค้ำประกัน โดยฝ่ายบริหารได้รู้ถึงการใช้บังคับพระราชกำหนดฯโดยผิดกฎหมาย เพราะ “ สินทรัพย์ของสถาบันการเงิน” หรือ “ สินทรัพย์ที่เป็นสิทธิเรียกร้องของสถาบันการเงิน” ที่โอนไปให้บริษัทบริหารสินทรัพย์นั้น ไม่ใช่เป็นสินทรัพย์ของสถาบันการเงิน หรือ เป็นสิทธิเรียกร้องของสถาบันการเงินเท่านั้น แต่เป็นสินทรัพย์หรือเป็นสิทธิเรียกร้องของลูกหนี้ของสถาบันการเงินด้วย เพราะขึ้นอยู่กับลักษณะของสัญญาแต่ละรายว่าเป็นสัญญาต่างตอบแทนยิ่งกว่าการกู้ยืมหรือไม่ หรือเป็นสัญญาเกี่ยวข้องกันด้วยเรื่องใด การใช้บังคับพระราชกำหนดฯโดยผิดกฎหมายได้เกิดขึ้นมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2541 ที่มีพระราชกำหนดฯออกใช้บังคับ จนปี 2550 ได้มีการแก้ไขพระราชกำหนดฯเพื่อให้การใช้บังคับพระราชกำหนดฯมาตรา 6 ที่ผิดกฎหมายนั้น กลายเป็นการใช้บังคับที่ชอบด้วยกฎหมาย โดยฝ่ายบริหารคือธนาคารแห่งประเทศไทยได้ออกข้อกำหนดโดยประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยที่

สนส. 5/2550 คำว่า “ สินทรัพย์ ” หมายความว่า สินทรัพย์ด้อยคุณภาพของสถาบันการเงินและสินทรัพย์ของสถาบันการเงินที่ถูกระงับการดำเนินกิจการ เลิก หรือถูกเพิกถอนใบอนุญาตประกอบการธนาคารพาณิชย์ ธุรกิจเงินทุน หรือธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ ตลอดจนหลักประกันของสินทรัพย์นั้น” แต่ประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทยไม่ใช่เป็นกฎหมายที่ออกโดยอำนาจนิติบัญญัติ ใช้บังคับได้เฉพาะการบริหารงานภายในองค์กรหรือที่เกี่ยวข้องกับธนาคารแห่งประเทศไทยเท่านั้น โดยไม่อาจนำมาใช้บังคับให้เป็นที่เสื่อมสิทธิของประชาชนได้ ข้อกำหนดตามประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทยจึงไม่อาจลบล้างพระราชกำหนดฯตามมาตรา 6 ได้ การโอนสิทธิจำนอง สิทธิจำนำ และสิทธิอันเกิดจากการค้ำประกัน จึงไม่อาจโอนไปยังบริษัทบริหารสินทรัพย์ซึ่งเป็นเอกชนได้ การโอนสินทรัพย์จากสถาบันการเงินไปยังบริษัทบริหารสินทรัพย์ซึ่งเป็นเอกชน โดยมีการโอนหลักประกันที่เป็นสิทธิจำนอง สิทธิจำนำ หรือสิทธิอันเกิดจากการค้ำประกันนั้น จึงเป็นการบังคับใช้พระราชกำหนดฯโดยผิดกฎหมายมาจนทุกวันนี้

พระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ฯไม่ได้ให้อำนาจบริษัทบริหารสินทรัพย์ดำเนินการเพื่อแสวงหากำไรได้
ต่อมาในปี 2544 ฝ่ายบริหารก็ได้ออกพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 มีผลใช้บังคับในวันที่ 9 มิถุนายน 2544 โดยการตั้งองค์กรซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐหรือที่เรียกว่า บสท. เพื่อแสวงหากำไรได้ และการแสวงหากำไรนั้น เป็นกำไรที่ได้จากการรับโอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพของสถาบันการเงิน และบริษัทบริหารสินทรัพย์รวมทั้งสิทธิอื่นใดเหนือทรัพย์สินที่เป็นหลักประกันการชำระหนี้ได้ และรัฐมนตรีว่าการคลังได้ออกประกาศกระทรวงการคลังเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2544 โดยกำหนดให้บริษัทบริหารสินทรัพย์เป็น “สถาบันการเงิน” นั้น เป็นการกระทำเพื่อให้เกิดผลให้บริษัทบริหารสินทรัพย์ ซึ่งเป็นเอกชนแสวงหากำไรจากการโอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพไปให้บสท.ได้ โดยบริษัทบริหารสินทรัพย์ไม่ต้องลงทุนจากการรับโอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพจากสถาบันการเงินเดิม แต่ประกาศกระทรวงการคลังดังกล่าวซึ่งไม่ใช่เป็นกฎหมายที่ออกโดยอำนาจนิติบัญญัติที่จะบังคับใช้ให้เป็นที่เสื่อมสิทธิของประชาชนซึ่งเป็นบุคคลภายนอกได้ บริษัทบริหารสินทรัพย์จึงไม่มีสิทธิที่จะแสวงหากำไรอันเป็นการทำให้เสื่อมสิทธิของประชาชนได้ ประกาศกระทรวงการคลังจึงเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้บรรษัทบริหารสินทรัพย์ซึ่งเป็นเอกชนกระทำการทุจริตคอรัปชั่น แสวงหากำไรได้จากสินทรัพย์ของประชาชนโดยให้โอนสินทรัพย์ไปให้บสท. อันเป็นการแสวงหาประโยชน์อันมิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายจากทรัพย์สินของประชาชนได้บรรลุผลสำเร็จเท่านั้น

กระบวนการออกประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยเพื่อให้หลักประกัน สิทธิจำนอง สิทธิจำนำโอนให้แก่บริษัทบริหารสินทรัพย์ก็ดี การออกประกาศกระทรวงการคลังเพื่อให้บริษัทบริหารสินทรัพย์เป็นสถาบันการเงินก็ดี ล้วนเป็นการกระทำที่มิใช่เป็นการกระทำความผิดกฎหมายในประเทศเท่านั้น แต่เป็นการกระทำที่เข้าข่ายการกระทำผิดต่ออนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยเรื่องการต่อต้านการทุจริตอีกด้วย (United Nations Convention against Corruption)

การบังคับใช้พระราชกำหนดฯโดยผิดพระราชกำหนดฯ ทำให้บริษัทบริหารสินทรัพย์ซึ่งเป็นเอกชนได้ไปซึ่งประโยชน์อันมิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายไปเป็นจำนวนมหาศาล การใช้สิทธิรับโอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพของบริษัทบริหารสินทรัพย์ที่กำลังใช้สิทธิในขณะนี้นั้น จะต้องยุติลงตามหลักความยุติธรรม โดยต้องถอนคดีและยุติกระบวนการบังคับคดีในทุกเรื่อง

3. ) การยัดเยียดความเป็นลูกหนี้ให้กับประชาชน โดยการใช้อำนาจรัฐของฝ่ายบริหารในช่วงเวลาที่ผ่านมา อีกวิธีการหนึ่งก็คือ การจัดตั้งบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย หรือ “บสท.” ขึ้น โดยมีฐานะเป็นหน่วยงานของรัฐที่ไม่เป็นส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจ ตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณและกฎหมายอื่น ตามพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 โดยมีวัตถุประสงค์ให้เป็นหน่วยงานของรัฐที่จะทำหน้าที่แก้ไขปัญหาการค้างชำระหนี้ของลูกหนี้ของสถาบันการเงินของรัฐและเอกชนให้เป็นไปอย่างรวดเร็ว ด้วยการรับโอนสินทรัพย์จัดเป็นทรัพย์ด้อยคุณภาพมาจากสถาบันการเงินและบริษัทบริหารสินทรัพย์ เพื่อนำมาบริหารจัดการตามวิธีการที่กำหนดไว้ ทั้งนี้จะต้องพยายามให้ลูกหนี้ซึ่งรับโอนมาอยู่ในฐานะที่สามารถชำระหนี้ที่ค้างชำระได้ และให้ลูกหนี้นั้นสามารถดำเนินกิจการของตนต่อไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ และทำให้สินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ทั้งหมดสิ้นลงหรือเหลือน้อยที่สุด ในขณะเดียวกันไม่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่สถาบันการเงินจนไม่สามารถดำเนินกิจการต่อไปได้ อันจะเป็นการสร้างเสถียรภาพให้แก่เศรษฐกิจและระบบสถาบันการเงินโดยรวม

โดยมาตรา 7 ได้บัญญัติให้ บสท.มีวัตถุประสงค์ในการบริหารสินทรัพย์ด้อยคุณภาพของสถาบันการเงินและบริษัทบริหารสินทรัพย์ ปรับโครงสร้างหนี้ ปรับโครงสร้างกิจการ ทั้งนี้โดยการรับโอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพของสถาบันการเงินและบริษัทบริหารสินทรัพย์ รวมตลอดทั้งสิทธิอื่นใดเหนือทรัพย์สินที่เป็นหลักประกันการชำระหนี้สำหรับสินทรัพย์ด้อยคุณภาพนั้น หรือโดยการใช้มาตรการอื่นใดเพื่อประโยชน์แก่การฟื้นฟูเศรษฐกิจ หรือความมั่นคงของประเทศ โดยพระราชกำหนดฯให้โอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพที่จัดเป็นสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2543 ทั้งหมดให้แก่บสท.ภายในเวลาที่บสท.กำหนด หรือ บสท.จะรับสินทรัพย์จากสถาบันการเงิน หรือบริษัทบริหารสินทรัพย์อื่นนอกจากที่กำหนดไว้ แต่ต้องเป็นสินทรัพย์ด้อยคุณภาพตามมาตรา 30 วรรคสอง (1) (2) (3) หรือ (4) ที่มีอยู่ ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2543 เฉพาะที่มีทรัพย์สินเป็นหลักประกันการชำระหนี้ โดยพระราชกำหนดฯได้กำหนดราคาทรัพย์สินด้อยคุณภาพตามบัญชีให้ถือเอาจำนวนหนี้เงินต้นค้างชำระณ.วันโอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ รวมดอกเบี้ยค้างชำระเป็นระยะเวลาไม่เกินสามเดือนก่อนวันโอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพโดยไม่รวมการประกันด้วยบุคคลและการค้ำประกันด้วยบุคคล และพระราชกำหนดฯได้บัญญัติให้บสท.เป็นหน่วยงานของรัฐที่จะทำหน้าที่แก้ไขปัญหาการค้างชำระหนี้ของลูกหนี้ของสถาบันการเงินและเอกชนให้เป็นไปอย่างรวดเร็ว ด้วยการรับโอนสินทรัพย์ที่จัดเป็นสินทรัพย์ด้อยคุณภาพมาบริหารจัดการ โดยต้องพยายามให้ลูกหนี้ซึ่งรับโอนมาอยู่ในฐานะที่สามารถชำระหนี้ได้ และให้ลูกหนี้นั้นสามารถดำเนินกิจการของตนต่อไปได้ ตามวัตถุประสงค์และตามบทบัญญัติของพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยนั้นได้มุ่งหวังไปที่การจัดการกับทรัพย์สินของลูกหนี้ ซึ่งเป็นสินทรัพย์ด้อยคุณภาพเท่านั้น กฎหมายไม่ได้มุ่งไปที่ตัวลูกหนี้ผู้ค้ำประกัน เพราะบุคคลผู้ค้ำประกันเป็นมนุษย์ไม่อาจจัดให้มนุษย์เป็นสินทรัพย์ด้อยคุณภาพได้ ไม่ว่าจะออกกฎหมายหรือบังคับใช้กฎหมายและไม่ว่าจะเป็นการกระทำของฝ่ายบริหารหรือฝ่ายตุลการก็ไม่อาจบังคับใช้กฎหมายให้ประชาชนกลายเป็นทาส โดยให้ประชาชนเป็นสินทรัพย์ด้อยคุณภาพและบังคับให้ชำระหนี้ได้จากทรัพย์สินส่วนตัว ซึ่งมิใช่เป็นทรัพย์สินที่ใช้เป็นหลักประกันการชำระหนี้นั้น หาได้ไม่

การโอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพนั้นจะโอนบุคคลค้ำประกัน หรือการค้ำประกันด้วยบุคคลไปยังบสท.เพื่อให้เป็นสินทรัพย์ด้อยคุณภาพไม่ได้ และจะบังคับชำระหนี้จากทรัพย์สินส่วนตัวที่ไม่ได้ใช้เป็นหลักประกันหนี้นั้นไม่อาจกระทำได้ และการบังคับให้ชำระหนี้เกินกว่าหนี้ที่พระราชกำหนดฯได้บัญญัติให้เป็นหนี้ด้อยคุณภาพไว้แล้วนั้น ย่อมมีผลกับลูกหนี้ในหนี้ด้อยคุณภาพด้วย ดังนั้นเมื่อกฎหมายได้กำหนดให้มูลค่าสินทรัพย์ด้อยคุณภาพตามบัญชีให้ถือเอาจำนวนหนี้เงินต้นค้างชำระณ.วันโอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพรวมดอกเบี้ยค้างชำระเป็นระยะเวลาไม่เกินสามเดือนก่อนวันโอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ และเมื่อบสท.บังคับให้โอนหนี้ด้อยคุณภาพไปยังบสท. หนี้ทุกจำนวนจึงเป็นหนี้ด้อยคุณภาพตามพระราชกำหนดฯ โดยจะเป็นหนี้ด้อยคุณภาพในจำนวนหนี้เงินต้นค้างชำระรวมดอกเบี้ยค้างชำระเป็นระยะเวลาไม่เกินสามเดือนก่อนวันโอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ และบสท.จะบังคับให้ชำระหนี้พร้อมทั้งดอกเบี้ยอย่างหนี้สามัญไม่ได้ เพราะบสท.มีภาระหน้าที่ตามพระราชกำหนดฯที่จะต้องพยายามให้ลูกหนี้ซึ่งรับโอนมาอยู่ในฐานะที่สามารถชำระหนี้ที่ค้างชำระได้ และให้ลูกหนี้นั้นสามารถดำเนินกิจการของตนต่อไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้นการโอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพไปยังบสท.นั้น บุคคลผู้ค้ำประกันและการค้ำประกันด้วยบุคคลจึงไม่อาจโอนไปยังบสท.ได้ และจะดำเนินการให้ผู้ค้ำประกันและการประกันด้วยบุคคลเป็นบุคคลล้มละลายไม่ได้ ( ดู พ.ร.ก.บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยฯมาตรา 7 , 30, 31 , 41 , 43 )

ในขณะเดียวกันพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยฯก็ได้มีบทบัญญัติให้มีการแบ่งปันผลกำไร และความรับผิดชอบในผลขาดทุนระหว่างบสท.กับสถาบันการเงิน หรือบริษัทบริหารสินทรัพย์ผู้โอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพได้ด้วย พระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยฯจึงเป็นกฎหมายที่ฝ่ายบริหารออกใช้บังคับโดยขัดแย้งกันเองอยู่ในตัว การออกพระราชกำหนดที่มีความขัดแย้งกันอยู่ในตัว จึงเป็นการออกกฎหมายเพื่อการทุจริตคอรัปชั่น แสวงหาประโยชน์อันมิควรได้โดยมิชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเองหรือผู้อื่น เพราะสามารถใช้บังคับกฎหมายยึดทรัพย์ของประชาชนกลุ่มหนึ่ง ( ทั้งนิติบุคคลและบุคคลธรรมดา ) ซึ่งเป็นเจ้าของทรัพย์สินและมีความสามารถและประสิทธิภาพในการชำระภาษีอากรให้กับรัฐได้ ไปให้ประชาชนอีกกลุ่มหนึ่ง(ทั้งนิติบุคคลและบุคคลธรรมดา) ซึ่งไม่ต้องเสียภาษีอากรให้กับรัฐ เพราะมีบทบัญญัติตามพระราชกำหนดฯที่ให้บสท.และการดำเนินการใดๆของบสท.ที่ก่อให้เกิดรายได้แก่บุคคลใดนั้นได้รับการยกเว้นภาษีอากร ค่าธรรมเนียม หรือค่าฤชาธรรมเนียมทั้งหมด (มาตรา 29 วรรคสอง) พระราชกำหนดบสท.ฯจึงเป็นกฎหมายที่ให้อำนาจฝ่ายบริหารหรือบสท.สามารถดำเนินการให้ประชาชนซึ่งเป็นเจ้าของทรัพย์สิน เป็นผู้ที่มีความสามารถชำระภาษีอากรให้แก่รัฐได้ กลายเป็นบุคคลที่หมดสภาพ ไม่มีความสามารถชำระภาษีอากรให้กับรัฐได้ และทำลายบุคคลได้ด้วยการฟ้องคดีล้มละลาย เพื่อให้สิทธิในการโอนทรัพย์สินนั้นเป็นไปอย่างเด็ดขาด ( absolute assignment ) พระราชกำหนดบสท.ฯจึงเป็นกฎหมายแห่งความได้เปรียบสัมบูรณ์ ( absolute advantage ) ของฝ่ายบริหารในการยัดเยียดความเป็นลูกหนี้ให้กับประชาชนและยึดทรัพย์ของประชาชนเพื่อกลบเกลื่อนการบริหารราชการแผ่นดินที่ล้มเหลวและไร้ประสิทธิภาพในการบริหารราชการแผ่นดินของฝ่ายบริหาร และสร้างความมั่นคั่งให้แก่บุคคลอีกกลุ่มหนึ่งโดยแทบจะไม่ต้องลงทุนเลย สร้างความมั่นคั่งให้กับองค์กรและบุคลากรในองค์กรที่ตั้งขึ้นตามพระราชกำหนดฯ และบุคคลากรในหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้อย่างแยบยล

เมื่อพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยฯเป็นกฎหมายที่ให้อำนาจฝ่ายบริหารยึดทรัพย์สินของประชาชนมาบริหารจัดการ เพื่อแบ่งปันกำไรกันระหว่างบสท.ซึ่งเป็นองค์กรรัฐและสถาบันการเงินกับบริษัทบริหารสินทรัพย์ซึ่งเป็นเอกชน การที่พระราชกำหนดบัญญัติให้ผู้โอนและผู้รับโอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพเพื่อแสวงหากำไรและแบ่งปันผลกำไรขาดทุนกันได้ การดำเนินการตามพระราชกำหนดฯจึงเป็นการดำเนินการเพื่อแสวงหาประโยชน์ซึ่งเป็นกำไรร่วมกัน และบิดเบือนการบังคับใช้กฎหมายไม่ให้เป็นไปตามกฎหมายที่ออกใช้บังคับ โดยไม่มีการโอนหนี้ในฐานะเป็นหนี้ด้อยคุณภาพ ซึ่งต้องถือเอาจำนวนเงินต้นค้างชำระรวมดอกเบี้ยไม่เกินสามเดือน รวมทั้งสิทธิเหนือสินทรัพย์ที่เป็นหลักประกันโดยไม่รวมการประกันด้วยบุคคล และการค้ำประกันด้วยบุคคลตามพระราชกำหนดฯแต่อย่างใด แต่มีโอนและบังคับอย่างหนี้สามัญ และถึงแม้ว่าพระราชกำหนดฯได้กำหนดให้บสท.และสถาบันการเงินกับบริษัทบริหารสินทรัพย์ซึ่งเป็นบริษัทเอกชนสามารถยึดทรัพย์ของประชาชนมาแบ่งปันผลกำไร และรับผิดชอบในผลขาดทุนกันได้ แต่พระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยฯ และพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ฯ ก็ไม่ได้บัญญัติให้ผู้ค้ำประกันเป็นสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ ที่จะต้องถูกบังคับกับบุคคลในฐานะเป็นหนี้ด้อยคุณภาพได้แต่อย่างใดไม่ การที่บสท.รับโอนหนี้ด้อยคุณภาพมาจากบริษัทบริหารสินทรัพย์ หรือสถาบันการเงิน บสท.ไม่มีอำนาจตามกฎหมายที่จะบังคับเอากับบุคคลผู้ค้ำประกันในฐานะเป็นหนี้ด้อยคุณภาพ และจะฟ้องล้มละลายบุคคลผู้ค้ำประกันในฐานะเป็นหนี้ด้อยคุณภาพไม่ได้เลย

บัดนี้พระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยฯได้ยกเลิกไปแล้วเมื่อเดือนมิถุนายน 2556 เพราะครบสิบสองปีนับแต่วันที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ และบสท.ได้ถูกยุบเลิกเมื่อสิ้นปีที่สิบ ซึ่งบสท.จะต้องชำระบัญชีให้แล้วเสร็จในเวลาไม่ช้ากว่าปีที่สิบสองนับแต่วันที่พระราชกำหนดใช้บังคับ โดยต้องชำระบัญชีให้แล้วเสร็จก่อนที่พระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยฯยกเลิก แต่ปรากฏว่าบสท.ไม่ได้ทำการชำระบัญชีตามหลักการชำระบัญชีและตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และไม่มีรายการบัญชีตามมาตรฐานการทำบัญชีแสดงต่อสาธารณชนแต่ได้มีรายงานการคำนวณและแบ่งปันผลกำไรหรือผลขาดทุนในสิ้นปีที่สิบสอง ตามเกณฑ์เงินสดมีเงินที่เรียกเก็บสะสม 332,965 ล้านบาท และรายรับจากผลตอบแทนการลงทุนจำนวน 3,181 ล้านบาท เมื่อหักต้นทุนรับโอนและค่าใช้จ่ายทั้งหมด บสท.มีกำไรในเบื้องต้นรวม 57,474 ล้านบาท ซึ่งคิดเป็นรายได้ที่ บสท.ได้จากสินทรัพย์ของประชาชนเป็นเงิน 393,620 ล้านบาท เมื่อบสท.ถูกยุบเลิกโดยผลของกฎหมาย ได้มีการโอนสินทรัพย์ของประชาชนที่อ้างว่าเป็นหนี้ไปให้บริษัทบริหารสินทรัพย์ซึ่งเป็นเอกชนอีกหลายหมื่นล้านบาท เพื่อให้บริษัทบริหารสินทรัพย์นำไปหากำไรจากสินทรัพย์และจากบุคคลซึ่งเป็นมนุษย์ที่ถูกพระราชกำหนดฯที่ออกใช้บังคับโดยฝ่ายบริหารได้ตราหน้าไว้ให้เป็นหนี้ด้อยคุณภาพอีกต่อไป

การที่ บสท.ไม่มีบัญชีตามมาตรฐานและไม่ได้ทำการชำระบัญชีตามกฎหมาย แต่ได้ทำการโอนสินทรัพย์ที่อ้างว่าเป็นหนี้โดยที่ไม่ได้ทำการชำระบัญชีหนี้นั้น สิทธิในสินทรัพย์หรือหนี้ดังกล่าวจึงไม่อาจโอนไปยังบริษัทบริหารสินทรัพย์ผู้รับโอนได้ เพราะไม่ใช่เป็นการโอนโดยกระบวนการชำระบัญชี แต่เป็นการโอนเพื่อหลีกเลี่ยงการชำระบัญชีตัดบัญชีเพื่อไม่ต้องทำการชำระบัญชี อันเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ชอบและ/หรือปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต สิทธิเรียกร้องในหนี้จึงไม่โอนไปยังบริษัทบริหารสินทรัพย์ บริษัทบริหารสินทรัพย์ไม่มีสิทธิเรียกร้องใดๆในหนี้ที่โอนไปยังบริษัทบริหารสินทรัพย์ ซึ่งเป็นไปตามหลักกฎหมายละติน อันเป็นที่ยอมรับในสากลที่ว่า “ การกระทำผิด ทำให้สิ่งที่เกิดขึ้นจากนั้นไม่มีผล” ( Crimen Omnia ex se nafa vitiat ) การไม่ชำระบัญชีบสท. สิทธิเรียกร้องในหนี้จึงไม่โอนไปยังบริษัทบริหารสินทรัพย์ บริษัทบริหารสินทรัพย์ไม่มีสิทธิเรียกร้องหรือดำเนินการใดๆในหนี้ที่โอนมาได้ การรับโอนมาโดยที่รู้อยู่ว่าบสท.ไม่ทำการชำระบัญชีตามกฎหมาย ย่อมเข้าข่ายเป็นการร่วมกันกระทำการทุจริตคอรัปชั่น

การที่ประชาชนเป็นหนี้โดยกู้ยืมหรือขอสินเชื่อจากสถาบันการเงิน หรือบริษัทเงินทุนที่ถูกสั่งให้ระงับการดำเนินกิจการ เป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมายไม่ใช่เป็นความผิดกฎหมาย และไม่ได้เป็นหนี้โดยฝ่าฝืนต่อกฎหมายแต่อย่างใด แต่ภาวะการเกิดวิกฤติเศรษฐกิจขึ้นในปี 2540 เกิดจาการบริหารราชการของฝ่ายบริหารที่บริหารงานโดยผิดพลาด ขาดความรู้เชี่ยวชาญและ/หรือบริหารราชการโดยการทุจริตคอรัปชั่น การที่ฝ่ายบริหารออกพระราชกำหนดฯเพื่อยึดทรัพย์ของประชาชนที่มีภาระหนี้กับสถาบันการเงิน หรือบริษัทเงินทุนที่ถูกระงับการดำเนินกิจการก็เพื่อแก้ปัญหาให้กับการบริหารราชการที่ผิดพลาดของฝ่ายบริหาร เป็นการกระทำที่ขัดต่อหลักจรรยาบรรณ ( Ethics ) และหลักนิติธรรม ( Rule of Law ) ไม่ได้ใช้หลักการปกครองตามกฎหมาย ฝ่ายบริหารออกกฎหมายมาใช้บังคับกับประชาชนโดยไม่ใช่เป็นกฎหมายของฝ่ายนิติบัญญัติ โดยเจตนาที่จะยึดทรัพย์สินของประชาชนไปกลบเกลื่อนแก้ปัญหาให้กับการบริหารราชการของฝ่ายบริหารเกิดขึ้นโดยผิดพลาดและทุจริต และใช้พระราชกำหนดฯเป็นเครื่องมือเพื่อการทุจริตคอรัปชั่นของฝ่ายบริหารและพรรคพวก เพราะฝ่ายบริหารได้บังคับใช้กฎหมายโดยไม่เป็นไปตามบทบัญญัติตามพระราชกำหนดฯ และไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของการออกพระราชกำหนดฯ เป็นการที่ฝ่ายบริหารริบทรัพย์สินของประชาชนไปโดยไม่ใช่เป็นวิถีทางการเก็บภาษีอากร ซึ่งไม่มีหลักความชอบธรรมใดๆให้กระทำได้ แม้จะเกิดเหตุวิกฤติเศรษฐกิจขึ้นก็ตาม การกระทำดังกล่าวเป็นการทำลายโครงสร้างทางสังคมและเศรษฐกิจอย่างร้ายแรงที่สุด ทำลายประชาชนซึ่งเป็นบุคคลที่มีความรู้ ความสามารถพึ่งพาตนเองได้ให้หมดสภาพลง เพราะเพียงไปขอสินเชื่อหรือกู้ยืมเงินจากสถาบันการเงินและบริษัทที่ถูกระงับการดำเนินกิจการเพื่อการประกอบอาชีพโดยสุจริตเท่านั้น การบริหารราชการแผ่นดินของฝ่ายบริหารที่ได้เกิดขึ้นจึงขัดต่อหลักนิติธรรมและไม่มีความชอบธรรมที่จะให้ประชาชนต้องยอมรับได้ เพราะการบริหารงานของฝ่ายบริหารที่ขัดต่อหลักจรรยาบรรณ หลักนิติธรรมและความชอบธรรมนั้น เป็นการกระทำการทุจริตคอรัปชั่น ประชาชนไม่มีที่พึ่งอื่นใดนอกจากอำนาจตุลาการโดยศาลยุติธรรม แต่เมื่อศาลซึ่งเป็นผู้ใช้อำนาจตุลาการไม่ได้ตรวจสอบ การใช้บังคับพระราชกำหนดฯหรือการบังคับใช้พระราชกำหนดฯของฝ่ายบริหารแล้ว ย่อมเป็นการที่ศาลไม่ได้ใช้อำนาจตุลาการในการตรวจสอบและคานอำนาจฝ่ายบริหาร ( Check and Balance power ) ตามหลักการแบ่งแยกอำนาจการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ผลที่เกิดขึ้นจึงเป็นการที่ศาลไม่ได้ใช้หลักนิติธรรม ( Rule of Law ) และความชอบธรรม ( Legitimacy ) ในการบริหารความยุติธรรมให้แก่ประชาชน ทรัพย์สินของประชาชนจึงอยู่ในสภาพที่ถูกริบโดยอำนาจศาลและหน่วยงานที่มีอำนาจในการบังคับหนี้

ประชาชนหลายล้านคนต้องทนทุกข์ทรมานจากการกระทำที่ตนเองไม่ได้กระทำความผิดใดๆ การมีภาระหนี้เป็นการกระทำในวิถีทางของการดำรงชีพในการทำมาหาได้ของแต่ละบุคคลตามความสามารถและความถนัดของแต่ละบุคคล ประชาชนไม่ได้รับความยุติธรรมจากกระบวนการของรัฐทั้งฝ่ายบริหารและตุลาการ การมีวิกฤติเศรษฐกิจเกิดขึ้นโดยมิใช่เป็นความผิดของประชาชนที่มีภาระผูกพันในหนี้นั้น ย่อมเป็นเหตุสุดวิสัย ( Force majeure ) ที่ทำให้ลูกหนี้หลุดพ้นจากความรับผิดชอบในการชำระหนี้ได้และโดยเฉพาะในภาระดอกเบี้ยจะต้องหลุดพ้นได้ทั้งหมด แต่รัฐไม่ได้นำหลักการที่ชอบด้วยกฎหมายและความยุติธรรมดังกล่าวมาใช้บังคับกับกรณีนี้เลย แต่ได้ซ้ำเติมโดยออกพระราชกำหนดฯโดยอำนาจฝ่ายบริหารมาใช้บังคับ เสมือนหนึ่งว่าวิกฤติเศรษฐกิจนั้นเกิดจากการกระทำของลูกหนี้ที่ทำให้เกิดวิกฤติเศรษฐกิจขึ้นทั้งหมด

บัดนี้วิกฤติเศรษฐกิจในปี 2540 ได้จบสิ้นไปแล้ว รัฐได้ใช้หนี้ I.M.F หมดแล้ว ประชาชนควรจะได้รับคืนความยุติธรรมความเป็นธรรมและศักดิ์ศรีในความเป็นมนุษย์คืนกลับมา ซึ่งไม่มีหนทางใดที่ประชาชนจะได้รับคืนความยุติธรรม ความเป็นธรรมและศักดิ์ศรีในความเป็นมนุษย์คืนกลับมาได้ นอกจากฯพณฯนายกรัฐมนตรีในฐานะประธานคสช.ได้ใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. 2557 มาตรา 44 ดำเนินการให้ผู้ที่อ้างว่า ได้สิทธิความเป็นเจ้าหนี้จากการขายสินทรัพย์ไปโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายของปรส. ให้บริษัทบริหารสินทรัพย์ที่อ้างว่าได้รับโอนหนี้มาจากบสท.หรือจากสถาบันการเงินอื่นใด ให้ยุติการใช้อำนาจที่ได้รับโอนมาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้นเสีย เพราะเป็นการใช้อำนาจและใช้สิทธิโดยที่ไม่มีสิทธิที่จะใช้สิทธิเรียกร้องในหนี้นั้นได้ ให้ยุติการใช้สิทธิเรียกร้องในหนี้นั้นทั้งในทางคดี โดยการถอนคดีและยุติการบังคับคดีนั้นเสียด้วย ก็จะเป็นการคืนความยุติธรรมและศักดิ์ศรีในความเป็นมนุษย์ให้แก่ประชาชน ตามเจตนารมณ์ของการบริหารราชการแผ่นดินในขณะนี้ และเป็นการยุติการกระทำที่ผิดกฎหมาย ที่เข้าขั้นเป็นการทุจริตคอรัปชั่นของเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานของรัฐ( Public official ) นั้นเสีย เพราะการทุจริตคอรัปชั่นเป็นความผิดอาญาตามกฎหมายระหว่างประเทศ ตามอนุสัญญาว่าด้วยการต่อต้านการทุจริตคอรัปชั่น ( United Nations Convention against Corruption ) การทุจริตคอรัปชั่นมิได้มีความหมายเพียงการกระทำและการกระทำอันเป็นกระบวนการ ( Proceeds of Crime ) ของฝ่ายบริหาร นิติบัญญัติ และตุลาการเท่านั้น แต่มีความหมายถึงการระงับยับยั้ง ( Preventive measures ) การทุจริตคอรัปชั่นนั้นด้วย ซึ่งผูกพันการบริหารราชการแผ่นดินของคสช. ฝ่ายบริหาร นิติบัญญัติ แลตุลาการในการระงับยับยั้งนั้นด้วย การทุจริตคอรัปชั่นโดยกระบวนการดังกล่าวเป็นภัยคุกคามต่อเสถียรภาพและความมั่นคงของสังคม บ่อนทำลายสถาบันและคุณค่าแห่งหลักประชาธิปไตย คุณค่าทางจริยธรรม และความยุติธรรม เป็นอันตรายต่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนและหลักนิติธรรม ฯพณฯนายกรัฐมนตรีมีอำนาจหน้าที่ในการระงับยับยั้งการกระทำการทุจริตดังกล่าว เพราะรัฐไทยได้ลงนามและให้สัตยาบันในอนุสัญญาดังกล่าวนั้นแล้ว

ยินดี วัชรพงศ์ ต่อสุวรรณ
อดีตผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา
12 มกราคม 2558

กำลังโหลดความคิดเห็น...