xs
xsm
sm
md
lg

"ทักษิณ"ไม่ขัดข้อง 'สุเทพ'พอใจทหาร วุฒิฯขอ2วันเปิดโรดแมป

เผยแพร่:   โดย: MGR Online

ASTVผู้จัดการรายวัน- "แม้ว" ทำใจ บอกคนติดตามการเมือง จะคาดการณ์ได้ว่าทหารต้องใช้อัยการศึก หวังไม่มีฝ่ายใดลิดรอนสิทธิมนุษยชน ทำลายประชาธิปไตยไปมากกว่านี้ โวยซ้ำเติมภาพลักษณ์ไทยในสายตาชาวโลก "สุรชัย" เดินหน้าผ่าทางตัน แม้มีกฎอัยการศึก ขอจับตาดูท่าทีกองทัพ 2-3 วัน ก่อนแถลงโรดแมป พาประเทศออกจากวิกฤต "ส.ว.ไพบูลย์" ยื่นศาลรธน.ชี้้ครม.ออกพ.ร.ก.ฉุกเฉินขัด ม. 268 หวังโละครม.ยกชุด ด้าน"สุเทพ" พอใจปฏิบัติการของทหาร ยันจะชุมนุมโดยสงบ ชี้ยังไม่ชนะ จนกว่าได้ครบ 4 ประการ ลั่นรัก'ประยุทธ์'เพิ่ม 120 เท่า ระบุหากยังไม่เลือกนายกฯใน 2-3 วัน พร้อมชุมนุมใหญ่ 23-26 พ.ค. ด้านแดงนปช.ยังชุมนุมที่ถนนอักษะ "ตู่"ลั่นตั้งนายกฯใหม่ หรือรัฐประหารเมื่อไร ยกระดับชุมนุมทันที "นิวัฒน์ธำรง" เตือนกองทัพยึดแนวทางสันติ ไม่เลือกปฏิบัติ และไม่ใช้ความรุนแรง ปัดข่าวปลด"ประยุทธ์" พ้นผบ.ทบ. "จาตุรนต์" ซัดอัยการศึกเถื่อน ไม่มีพระบรมราชโองการฯ ชี้ไม่ใช่ทางออก วิกฤตประเทศ สุดท้ายทหารหาทางลงไม่ได้ จะจบลงด้วยการปฏิวัติ

เมื่อเวลา 11.30 น. วานนี้ (20 พ.ค.) เว็บไซต์ทวิตเตอร์ @ThaksinLive ของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ผู้ต้องขังหนีคำพิพากษาศาลฎีกา ได้เขียนข้อความภายหลังมีการใช้กฎอัยการศึกโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการกองทัพบก ว่า การประกาศกฎอัยการศึก ถือเป็นเรื่องที่คาดการณ์ได้สำหรับผู้ติดตามสภานการณ์การเมืองไทยตลอดช่วงที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม ตนหวังว่า จะไม่มีฝ่ายใดก่อให้เกิดการลิดรอนสิทธิมนุษยชน และบ่อนทำลายกระบวนการทางประชาธิปไตยมากยิ่งไปกว่านี้ ซึ่งยิ่งซ้ำเติมให้ภาพลักษณ์ของประเทศไทยถูกบ่อนทำลายในสายตาของชาวโลก

ทั้งนี้ ล็อกอินดังกล่าวได้ถูกทวีตขึ้นอีกครั้ง ภายหลังไม่มีการเคลื่อนไหว ตั้งแต่เดือนสิงหาคมปีที่ผ่านมา

** วุฒิฯขอเวลา 2 วันแถลงโรดแมป

หลังมีการประกาศกฎอัยการศึกทั่วประเทศ แต่วุฒิสภา ยังเดินหน้าทำงานรวบรวมข้อมูลเพื่อหาทางออกประเทศ โดยในช่วงเช้าวานนี้ คณะทำงานด้านประสานงานองค์กรภายนอก ที่มีพล.อ.อ. วีรวิท คงศักดิ์ ส.ว.สรรหา เป็นประธาน ได้ประชุมรวบรวมข้อมูลของภาคส่วนต่างๆ รวมถึงจุดยืนของรัฐบาล ที่หารือกับตัวแทนสมาชิกวุฒิสภา เมื่อวันที่ 19พ.ค.ที่ผ่านมา เพื่อสรุปรวมให้ นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธานวุฒิสภาคนที่ 1 ปฏิบัติหน้าที่ประธานวุฒิสภา พิจารณาแนวทางหาทางออกประเทศร่วมกับคณะทำงาน

ด้านนายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธานวุฒิสภาคนที่หนึ่ง ปฏิบัติหน้าที่แทนประธานวุฒิสภา กล่าวถึงการประกาศกฎอัยการศึกของทหาร ว่าเป็นการตัดสินใจ และใช้ดุลยพินิจของฝ่ายความมั่นคง ที่จะต้องออกมาดูแลความสงบเรียบร้อยของประเทศ ตนจะไม่เข้าไปก้าวก่าย ทั้งนี้ ภารกิจของวุฒิสภาคือ เดินหน้าทำงานผ่าทางตันประเทศต่อไป ขอดูสถานการณ์ 2-3 วันก่อน ว่าฝ่ายความมั่นคงจะหาทางออกให้กับประเทศได้หรือไม่

ผู้สื่อข่าวถามว่า ท่าทีของทหารจะทำให้การได้นายกรัฐมนตรีคนใหม่ สะดวก หรือติดขัดหรือไม่ อย่างไร นายสุรชัย กล่าวว่า ตนยังไม่คิดถึงประเด็นนั้น ยังเดินหน้าตามข้อมูลที่ได้รับจากประชาชนมา อยากขอร้องให้ประชาชนทุกฝ่าย อยู่ในความสงบ ช่วยกันรักษาสถานการณ์ อย่าให้ตึงเครียดมากไปกว่านี้

"ถึงเวลานี้ต้องช่วยกัน บางครั้งต้องลดละ และถอยกันบ้าง ทุกอย่างยึดหลักการของตนเองไม่มีวันจบ จะปฏิรูปก่อนเลือกตั้งหรือเลือกตั้งก่อนปฏิรูป ก็วนอยู่อย่างนี้ ปัญหาไม่จบ อยากวิงวอนให้ทุกฝ่ายหันมาพูดกัน วุฒิสภายินดีเป็นคนกลางประสานความขัดแย้ง อยากให้ทุกฝ่ายเสียสละ เพื่อประเทศ นักการเมืองที่ดีต้องรู้จักเสียสละ มีจริยธรรม เพื่อประโยชน์ส่วนรวมของประเทศ รวมทั้งขอให้หน่วยงานรัฐเลิกขัดขวางการทำงานของส.ว. เลิกดึงผมเป็นคู่ขัดแย้ง ถ้ายังไม่เลิกจะตั้งทีมกฎหมายดำเนินการ" นายสุรชัย กล่าว

** ชี้อัยการศึกลดแรงกดดันวุฒิฯทำงาน

นายคำนูณ สิทธิสมาน ส.ว.สรรหา กล่าวว่า การประกาศใช้กฎอัยการศึกของกองทัพ ถือเป็นการส่งสัญญาณทางบวก ต่อการทำงานของวุฒิสภา ที่ได้พยายามหาแนวทางออกจากวิกฤตความขัดแย้ง ที่สามารถทำงานโดยไม่อยู่ภายใต้ภาวะการกดดันของผู้ชุมนุม แต่ไม่ได้หมายถึง การหาทางออกด้วยการตั้งนายกรัฐมนตรี ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 7 อย่างที่หลายฝ่ายระบุถึง

ทั้งนี้การประกาศใช้กฎอัยการศึกรอบนี้ โดยที่ยังไม่มีเหตุการณ์ร้ายแรงเกิดขึ้นเป็นรูปธรรมนั้น เชื่อว่า เป็นสิ่งที่ดีต่อการป้องกันเหตุรุนแรงที่อาจจะเกิดขึ้นในรอบสัปดาห์นี้ ตามที่มวลชนฝ่าย กปปส. และ ฝ่าย นปช. เตรียมระดมประชาชนเข้าร่วมชุมนุมในปลายสัปดาห์ แต่การใช่กฎอัยการศึก เพื่อรับรองการใช้อำนาจเต็มของฝ่ายทหารนั้น ไม่ใช่คำตอบสุดท้ายของการแก้ปัญหา เพราะมีปัจจัย และสถานการณ์ทางการเมืองหลายจุดยังคงสถานะภาพอยู่

อย่างไรก็ตาม ตนเชื่อว่าเหตุที่มีเหตุการณ์นี้ขึ้น เป็นการเปิดโอกาสให้คู่ขัดแย้ง รวมถึงฝ่ายต่างๆ เข้าสู่การพูดคุย และหาทางออกร่วมกันในที่สุด

พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม ส.ว.สรรหา กล่าวว่า การตัดสินใจของ ผบ.ทบ. ถือเป็นสิ่งที่ดี โดยตนเชื่อว่า จะระงับเหตุความวุ่นวายทางการเมืองที่มีอยู่ได้ ส่วนสถานการณ์ต่อไปจะเป็นอย่างไร ก็ติดตามดูต่อไป ทั้งนี้ในแนวทางที่ทหารเลือกใช้กฎอัยการศึก จะไม่กระทบต่อแนวทางหาทางออกจากวิกฤตขัดแย้งที่วุฒิสภาดำเนินการอยู่ โดยคณะทำงานด้านสรุปข้อมูล จะมีการประชุมเพื่อจัดทำรายงายฉบับสมบูรณ์ ก่อนนำเสนอให้นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย พิจารณาและแถลงต่อสาธารณะต่อไป

**"ไพบูลย์"ยื่นศาลรธน.ชี้้ครม.ขัดม.268

นายไพบูลย์ นิติตะวัน ส.ว. สรรหา เปิดเผยว่า ตนพร้อมส.ว. จำนวน 32 คน ได้เข้าชื่อตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ มาตรา 92 ประกอบมาตรา 182 วรรคสาม เพื่อขอให้ประธานวุฒิสภา ส่งความเห็นไปยังศาลรัฐธรรมนูญ พิจารณาวินิจฉัยว่า คณะรัฐมนตรีได้กระทำการอันต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 268 หลังจากพบว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.)ได้ออกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง ตามพ.ร.ก. การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 ขัดต่อรัฐธรรมนูญ เป็นเหตุให้ความเป็นรัฐมนตรีของรัฐมนตรีสิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 182 (7) หรือไม่

ทั้งนี้ในเอกสารคำฟ้องของนายไพบูลย์ และคณะ ระบุว่า การกระทำของครม. มีลักษณะต้องห้ามตาม มาตรา 268 ว่าด้วยการมิให้ใช้อำนาจแทรกแซงข้าราชการ จึงขอให้ศาลรัฐธรรรมนูญวินิจฉัยด้วยว่า การกระทำลักษณะนี้เป็นเหตุให้รัฐมนตรีที่ร่วมอยู่ในคณะรัฐมนตรีนั้นสิ้นสุดความเป็นรัฐมนตรีทุกคนหรือไม่ เนื่องจากการออกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินร้ายแรงของ ครม. ก่อให้เกิดปัญหาว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญ 3 ประการ ได้แก่

1. ครม. ออกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินนั้น เป็นการกระทำต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 181 ที่ก่อให้เกิดประโยชน์กับพวกของตนและพรรคการเมืองที่ตนเองสังกัดอยู่ ดังปรากฎตามที่ กกต. ได้ออกแถลงการณ์ให้ ครม.ทบทวนการใช้ พ.ร.ก.ดังกล่าว เนื่องจากมีผลต่อการเลือกตั้ง

2.ศรส. ที่ดำเนินการตามประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินได้เข้าไปก้าวก่ายแทรกแซงการทำหน้าที่ของ กกต. ซึ่งเป็นข้าราชการที่มีหน้าที่ควบคุมจัดการเลือกตั้งโดยตรงตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ทั้งที่การควบคุมดังกล่าว ไม่ได้อยู่ในอำนาจหน้าที่ของศรส. แต่อย่างใด ทำให้การดำเนินการของศรส. เป็นการกระทำที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 266 (1)

3. การออกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน มีปัญหาความชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งปรากฎตามคำพิพากษาของศาลแพ่ง จึงเป็นการดำเนินการที่ไม่เป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติและจากการตรวจสอบพบว่าไม่ได้เป็นการกระทำตามอำนาจหน้าที่ในการบริหารราชการตามนโยบายที่ได้แถลงไว้ต่อรัฐสภา

ด้วยเหตุผลทั้ง 3 ประการ การกระทำของ ครม. จึงเป็นการใช้สถานะหรือตำแหน่งการเป็นรัฐมนตรีเข้าไปก้าวก่ายหรือแทรกแซงการปฏิบัติราชการหรือการดำเนินงานในหน้าที่ประจำของข้าราชประจำ พนักงาน หรือลูกจ้างของสำนักงาน กกต. ซึ่งเป็นหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างคะแนนความนิยมและความได้เปรียบให้กับตนเองและพรรคเพื่อไทย ที่ครม. ในฐานะผู้ถูกร้องลงสมัครรับเลือกตั้ง ทั้งแบบบัญชีรายชื่อและแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง การกระทำดังกล่าวจึงต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 268 ประกอบ มาตรา 266(1)

**กฤษฎีกาชี้ขาดปมเลือกปธ.วุฒิฯ 22 พ.ค.นี้

นายชูเกียรติ รัตนชัยชาญ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา กล่าวถึง การประชุมคณะกรรมการกฤษฎีกาชุดใหญ่ เพื่อพิจารณาข้อกฎหมาย ที่นายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ ปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรี ขอความเห็นประเด็นข้อกฎหมาย กรณีที่ประชุมวุฒิสภาเมื่อวันที่ 9 พ.ค. ได้มีการเลือกประธานวุฒิสภา และรองประธานวุฒิสภา คนที่ 2 จะชอบด้วย พ.ร.ฎ.เรียกประชุมสมัยวิสามัญแห่งรัฐสภา พ.ศ.2557 หรือไม่ว่า จะมีการประชุมคณะกรรมการกฤษฎีกาชุดใหญ่ ในวันที่ 22 พ.ค. เวลา 13.30 น. แต่ยังไม่ทราบว่าที่ประชุมจะมีข้อสรุปในวันดังกล่าวเลยหรือไม่ โดยความเห็นของที่ประชุมคณะกรรมการกฤษฎีกา เป็นความเห็นทางกฎหมายด้านหนึ่ง หากได้ข้อสรุปเป็นอย่างไรจะส่งกลับให้รัฐบาลที่เป็นผู้ปฏิบัตินำไปพิจารณาต่อไป ซึ่งรัฐบาลไม่จำเป็นต้องเห็นคล้อยกับตามเราก็ได้ การที่รัฐบาลส่งเรื่องมาสอบถามคณะกรรมการกฤษฎีกา เพราะรัฐบาลเองต้องการให้เห็นว่า ได้พิจารณารับฟังความเห็นทางกฎหมายอย่างรอบคอบแล้ว แต่หากวุฒิสภาจะเห็นต่างจากความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกา ก็มีช่องทางหาข้อยุติทางกฎหมายได้

สำหรับการประชุมคณะกรรมการกฤษฎีกาชุดใหญ่ในวันที่ 22 พ.ค. คณะกรรมการกฤษฎีกาทั้ง 12 คณะ ซึ่งประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญแต่ละสาขา ไม่ใช่เป็นแค่ฝ่ายกฎหมายอย่างเดียว โดยจะเข้าร่วมประชุมเพื่อให้ความเห็นในเรื่องดังกล่าว หากที่ประชุมมีความคิดเห็นที่แตกต่างกัน จนไม่หาข้อสรุปได้ ที่ผ่านมาจะใช้ระบบโหวตเพื่อหาข้อสรุป และนำความเห็นของเสียงส่วนใหญ่ ส่งให้รัฐบาล ซึ่งที่ผ่านมาเคยมีการถกเถียงทางกฎหมายที่แตกต่างกันจนต้องใช้ระบบโหวตมาแล้วหลายครั้ง อาทิ เรื่องคดีที่ดินสนามกอล์ฟอัลไพน์ และคดีสปก.4 - 01

** "สุเทพ" สั่งงดเคลื่อนไหวชั่วคราว

ด้านนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส. ได้เรียกแกนนำหารือร่วมกัน เพื่อประเมินสถานการณ์ ซึ่งแกนนำเห็นว่า เจตนาการประกาศกฎอัยการศึกครั้งนี้ ทหารมีความต้องการจะเข้าควบคุมสถานการณ์ ไม่ให้เกิดความรุนแรง และไม่ให้มีการใช้อาวุธสงครามจากผู้ไม่หวังดี เข้าทำร้ายประชาชน ดังนั้น กปปส.ก็จะยังคงดำเนินการชุมนุมไปตามปกติ แต่จะเคารพกฎหมายของบ้านเมืองตามที่ กอ.รส. ร้องขอ จึงงดเดิน และงดการเคลื่อนไหว 1 วัน ส่วนประชาชนที่จะมาร่วมชุมนุม ยังเดินทางมาได้ที่ ถนนราชดำเนิน

อย่างไรก็ตาม เมื่อได้มีแถลงการณ์ของ กอ.รส. ให้ยุติการออกอากาศของสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม โดยมีสถานีโทรทัศน์บลูสกายทีวี รวมอยู่ด้วย รวมถึงวิทยุชุมชนที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียน ซึ่งหลังจากการประกาศ ที่ถ่ายทอดสดภาพบรรยากาศของพื้นที่ชุมนุม ก็ยุติการออกอากาศทันที ในขณะที่บนเวทียังคงมีการดำเนินรายการตามปกติเหมือนเช่นทุกวันที่ผ่านมา

***“สุเทพ”ลั่นรัก"ประยุทธ์" เพิ่ม 120 เท่า

ล่าสุดเมื่อเวลา 19.40 น. นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส. ปราศรัยว่า แม้จะมีการประกาศกฎอัยการศึก แต่ต้องถือว่าไม่มีผลกระทบกระเทือนหรือเป็นอุปสรรคในการต่อสู้ของมวลมหาประชาชน และขอให้มวลมหาประชาชนอย่าสับสน เพราะไม่ได้เป็นการยกเลิกรัฐธรรมนูญ เรายังมีสิทธิเสรีภาพชุมนุมโดยสงบปราศจากอาวุธ ลุกขึ้นต่อต้านโค่นล้มรัฐบาลได้ พูดง่ายๆ คือสู้ต่อไปได้ และยังต้องสู้ต่อไป อีกทั้งต้องรวมพลังกันเพิ่มมากขึ้น และอย่าเผลอคิดว่าเราชนะแล้ว เรายังไม่ชนะ

นายสุเทพ กล่าวว่า เวลาจะพูดถึงชัยชนะ ต้องพูดถึงชัยชนะของประเทศไทยและประชาชนทั้งประเทศ สิ่งที่ถือว่าเป็นชัยชนะ คือ 1.ระบอบทักษิณต้องหมดสิ้นไปจากแผ่นดิน 2.เราต้องได้นายกรัฐมนตรีที่มีอำนาจเต็ม 3.นายกฯคนใหม่ต้องจัดตั้งรัฐบาลใหม่ที่ไม่มีนักการเมืองหรือนอมินีเข้ามาเกี่ยวข้อง และ 4.นายกฯและรัฐบาลต้องเป็นของประชาชน ปฏิรูปประเทศตามเจตนารมณ์ของมวลมหาประชาชน หากทำได้ครบจึงถือเป็นชัยชนะของประเทศและประชาชน แต่ขณะนี้ประเทศไทยกลับยังไม่มีนายกฯและรัฐบาลที่มาบริหารราชการแผ่นดิน รวมถึงฝ่ายทรราชก็ยังมีอิทธิพลอยู่ ส่วนวุฒิสภาก็ยังไม่ตั้งนายกฯใหม่ เมื่อไม่มีนายกฯและรัฐบาลก็ไม่มีใครรับเจตนารมณ์ของมวลมหาประชาชน ฉะนั้นมวลมหาประชาชนต้องผนึกกำลังเพื่อสู้ต่อไปจนได้ชัยชนะ 4 ประการ

“การประกาศกฎอัยการศึก หมายถึงทหารมีอำนาจเต็ม ใครจะฟ้องเอาผิดก็ไม่ได้ทั้งนั้น ถือเป็นยาขนานแรงมาก การประกาศเมื่อคืน รัฐบาลไม่รู้เรื่องเลย ที่ผมกล้าพูดเพราะนายจาตุรนค์ ฉายแสงออกมาต่อว่าว่าประกาศอัยการศึกทำไมไม่บอกรัฐบาล นรกจะกินกบาลยังไม่รู้เรื่องเลย นอกจากนี้ผมดูทีวีนักข่าวถามว่า ประกาศอัยการศึกบอกรัฐบาลหรือยัง เห็นพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ตอบว่า รัฐบาลอยู่ไหนล่ะ ขอโทษเถอะตั้งแต่คบกันมาพูดได้ซะใจก็วันนี้ ผมนึกในใจหากสู้ไม่ชนะ จะเดินไปมอบตัวกับ พล.อ.ประยุทธ์ ตั้งแต่รู้จักกัน ผมรู้สึกรัก พล.อ.ประยุทธ์เพิ่มกว่าเดิม 120 เท่า และขออนุญาตบอกรักพล.อ.ประยุทธ์” เลขาธิการกปปส. กล่าว

นายสุเทพ กล่าวอีกว่า ภายใน 2-3 วันนี้ หากวุฒิสภาไม่เลือกนายกฯ มัวแต่รำวง ก็ขอให้มวลมหาประชาชนจับมือข้าราชการ จับมือทหาร หากเป็นเช่นนั้นไม่ต้องพึ่งวุฒิสภา อยู่ไปก็เปลืองข้าวเปล่าๆอย่างไรก็ตามกำหนดการชุมนุมใหญ่วันที่ 23-25 พ.ค ที่ถนนสุขุมวิท และถนนราชดำเนิน รวมทั้งวันที่ 26 พ.ค. ในเวลา 19.00 น. ที่ท้องสนามหลวงยังคงเหมือนเดิม

** "หลวงปู่ฯ"มั่นใจทหารหาทางออกได้

ด้านหลวงปู่พุทธะอิสระ แกนนำ กปปส. เวทีศูนย์ราชการ ถนนแจ้งวัฒนะ กล่าวว่า พร้อมที่จะปฏิบัติตามกฏอัยการศึกอย่างเคร่งครัด เช่นเดียวกับทุกเวทีของการชุมนุม เพราะหากผู้ใดกระทำการฝ่าฝืนกฏอัยการศึก จะต้องมีโทษจำคุกอย่างแน่นอน

" ถือเป็นนิมิตหมายอันดี ที่ทหารออกมาเคลื่อนไหวเพื่อแก้ไขปัญหาของชาติ แต่ก็ขอให้ทหารทำหน้าที่อย่างจริงจัง อย่าให้เหมือนเหตุการณ์รัฐประหาร เมื่อปี 2549 เชื่อว่าทหารจะสามารถหาแนวทางทำให้ทุกฝ่ายออกมาเจรจา เพื่อหาทางออกให้กับบ้านเมืองได้ เพราะตอนนี้ ความพยายามในการแก้ปัญหาประเทศของสมาชิกวุฒิสภา ยังไม่ประสบผลสำเร็จ"

** "ตู่" ยันนำแดงชุมนุมที่อักษะต่อไป

สำหรับบรรยากาศการชุมนุมใหญ่ของ กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.) บนถนนอุทยาน หรือถนนอักษะ หลังประกาศใช้กฎอัยการศึก ยังคงเป็นไปด้วยความสงบเรียบร้อย มีมวลชนคนเสื้อแดงชุมนุมในช่วงเช้าหลักร้อยคน โดยมีเจ้าหน้าที่ทหาร เข้ามาตั้งด่านตรวจค้นรถที่ผ่านเข้า-ออกโดยรอบพื้นที่การชุมนุม

นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช. ยืนยันว่า ทางกลุ่มนปช. จะยังคงปักหลักชุมนุมบนอักษะหมือนเดิม รวมทั้งยังคงจุดยืนประเทศต้องเดินไปข้างหน้าและต้องจัดให้มีการเลือกตั้งเช่นเดิม เพราะนายกรัฐมนตรีตาม มาตรา 7 หรือนายกรัฐมนตรีคนกลาง ไม่มีช่องทางใดที่จะเกิดขึ้นได้ รวมทั้งกลุ่มนปช.ไม่มีนโยบายที่จะยุติการชุมนุมในช่วงเวลานี้ เพียงแต่จะไม่มีการเคลือนมวลชนออกจากพื้นที่ เพราะขณะนี้รัฐธรรมนูญ และรัฐบาลรักษาการยังคงอยู่เหมือนเดิม

นายจตุพร ยังได้ฝากไปถึงผู้บัญชาการทหารบกด้วยว่า หากมีความจริงใจที่จะเข้ามาแก้ไขสถานการณ์จริง ก็ขอให้ปฎิบัติหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา แต่หากมีการข่มขู่คุกคามแกนนำ นปช.ในพื้นที่ต่างๆ จะถือว่าเกินกว่าเจตนารมย์ที่ได้แจ้งไว้กับทางสังคม รวมทั้ง พล.อ.ประยุทธ์ จะต้องออกมาชี้แจงถึงความจำเป็นที่ต้องประกาศใช้กฎอัยการศึกและหากพลเอกประยุทธ์ จะดำเนินการอะไรก็ขอให้ปฎิบัติอย่างเท่าเทียมกันทั้งฝั่ง นปช.หรือ กปปส. แต่หากมีการกระทำที่เกินกว่าเหตุ หรือมีการรัฐประหาร และตั้งนายกรัฐมนตรี นอกกฎหมายขึ้นมา นปช. ก็พร้อมที่จะยกระดับการชุมนุมทันที

** "นิวัฒน์ธำรง"เรียกประชุมที่เซฟเฮาส์

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลัง พล.อ.ประยุทธ์ ประกาศใช้กฏอัยการศึกทั่วประเทศ และได้จัดตั้งกองอำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย (กอ.รส.) เรียกหัวหน้าส่วนราชการเข้ารายงานตัวนั้น นายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรี ได้เรียกประชุม ประกอบด้วย นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รองนายกรัฐมนตรี นายอำพน กิตติอำพน เลขาธิการคณะรัฐมนตรี นายชูเกียรติ รัตนชัยชาญ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา หารือที่เซฟเฮ้าส์แห่งหนึ่ง ในกรุงเทพฯ เป็นการด่วน เพื่อประเมินสถานการณ์ภาพรวม และแนวทางการดำเนินการของครม.รักษาการ ขณะที่รัฐมนตรีคนอื่นๆ นายนิวัฒน์ธำรง ได้มีการพูดคุยประสานผ่านทางโทรศัพท์

นายนิวัฒน์ธำรง กล่าวว่า เมื่อกองทัพการประกาศกฎอัยการศึก เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อย และนำความสงบสุขกลับคืนสู่ประชาชนทุกกลุ่มทุกฝ่ายโดยเร็วนั้น รัฐบาลก็มีความมุ่งหวังที่จะเห็นความสงบเกิดขึ้นเช่นเดียวกัน โดยการดำเนินการ จำเป็นต้องเป็นไปตามแนวทางสันติ ไม่ใช้ความรุนแรง ไม่เลือกปฏิบัติ และให้มีความเสมอภาคอย่างเท่าเทียมกัน ภายใต้หลักนิติรัฐ นิติธรรม ซึ่งเป็นไปตามนโยบายที่รัฐบาลได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง การดำเนินการของกองทัพบกดังกล่าว จะต้องอยู่ภายใต้บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

**"สุรนันทน์"ปัดข่าวปลด"ประยุทธ์"

ด้านนายสุรนันทน์ เวชชาชีวะ อดีตเลขาธิการนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกระแสข่าวว่า รัฐบาลเรียกประชุมครม.ด่วนในช่วงเย็นเพื่อปลด พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. ออกจากตำแหน่งว่า ไม่มีการหารือเรื่องนี้ เมื่อถามว่าการเป็นรัฐบาลรักษาการ สามารถปลด ผบ.ทบ.ได้หรือไม่ นายสุรนันทน์ ปฏิเสธที่จะตอบคำถาม พร้อมบอกว่า ไปพูดอย่างนั้นไม่ได้

นายชัยเกษม นิติสิริ รมว.ยุติธรรม กล่าวว่า การที่ พล.อ.ประยุทธ์ ประกาศใช้อัยการศึก เองก็ดี แต่ยังต้องอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของรัฐบาล เพียงแต่มีอำนาจมากกว่าฝ่ายพลเรือน เพราะปกติคนที่จะประกาศใช้กฏอัยการศึกได้ จะมีผู้บังคับบัญชาของทหาร รวมถึงรมว.กลาโหม และนายกรัฐมนตรีด้วย ที่ถือเป็นผู้บังคับบัญชาทหารเหมือนกัน และเมื่อประกาศใช้แล้ว ผบ.ทบ.ต้องรายงานรัฐบาล ซึ่งต้องดูว่าหลังประกาศใช้กฏอัยการศึกแล้วจะทำอย่างไรต่อไป

ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง อดีตผู้อำนวยการ ศอ.รส. ยังไม่ขอแสดงความเห็นในเรื่องนี้ โดยระบุว่า ยังเร็วเกินไปที่จะประเมินสถานการณ์ว่าจะควบคุมให้สถานการณ์บ้านเมืองดีขึ้นหรือไม่ ขณะที่ยืนยันว่า ตนไม่ได้ถูกเจ้าหน้าที่ทหารควบคุมตัวหรือ มีการเข้าค้นบ้านพัก รวมถึงไม่ได้เดินทางออกต่างประเทศ ตามที่มีกระแสข่าว

**ตร.ยอมรับเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาทหาร

พล.ต.อ.วรพงษ์ ชิวปรีชา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) ในฐานะ อดีตผู้บัญชาการกองกำลังศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย (ศอ.รส.) กล่าวว่า หลังจากมีการประกาศใช้กฎอัยการศึก โดยมีคำสั่งให้ยุบ ศอ.รส.แล้ว จากนี้กำลังตำรวจทั้งหมด จะกลับไปปฏิบัติหน้าที่ตามที่ตั้งของตนเอง เพื่อดูแลประชาชนตามปกติ อย่างไรก็ตาม การจัดกำลังทั้งหมด ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของทหาร หากมีความจำเป็นที่ทหารต้องสั่งการ หรือร้องขอมาฝ่ายตำรวจก็พร้อมให้ความร่วมมือ

เมื่อถามว่า การประกาศกฎอัยการศึก จะส่งผลต่อคดีของแกนนำ กปปส. หรือไม่ พล.ต.อ.วรพงษ์ กล่าวว่า ในเรื่องของกระบวนการยุติธรรมก็ต้องเดินหน้าต่อไป หมายจับต่างๆ จะเดินไปเรื่อยๆ นอกจากจะมีข้อกฎหมายอื่นๆ มาเปลี่ยนแปลง

**"จาตุรนต์"ซัดอัยการศึกเถื่อน

นายจาตุรนต์ ฉายแสง รมว.ศึกษาธิการ โพสต์เฟสบุ๊กว่า การประกาศใช้กฎอัยการศึกครั้งนี้ พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ได้หารือ หรือแจ้งทางรัฐบาลก่อนแต่อย่างใด และจนกระทั่งบัดนี้ ก็ยังไม่ได้รายงานให้รัฐบาลทราบอย่างเป็นทางการ ตามที่ พ.ร.บ.กฎอัยการศึก มาตรา 4 บัญญัติไว้ว่าเมื่อประกาศแล้ว จะต้องรายงานให้รัฐบาลทราบโดยเร็วที่สุด จึงยังทำให้ไม่ทราบเหตุผลที่แท้จริง

ทั้งนี้ จากการติดตามสถานการณ์การเมืองมาตลอด และจากประสบการณ์ที่ผ่านมา คิดว่าการประกาศใช้กฎอัยการศึก ไม่ใช่ทางออกจากวิกฤตของประเทศ อาจช่วยระงับยับยั้งความรุนแรงหรือความไม่สงบได้บ้างชั่วคราว ต่อไปอาจจะสร้างปัญหาที่ใหญ่กว่าตามมา เช่น เกิดการจำกัดการใช้สิทธิเสรีภาพของประชาชน หรือกระทั่งปราบ หรือใช้ความรุนแรงต่อประชาชน ขัดขวางการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย หรืออาจทำให้สถานการณ์บานปลาย ที่ทางทหารเองไม่มีทางลง นอกจากจะต้องทำรัฐประหารในที่สุด

นอกจากนี้ ยังมีข้อสงสัยด้วยว่า การประกาศใช้กฎอัยการศึกในครั้งนี้ มีเหตุผลเพียงพอและสอดคล้องกับเจตนาของกฎหมายนี้เองหรือไม่ กฎหมายนี้มีไว้ใช้เมื่อมีสงคราม หรือมีเหตุจลาจล มีความจำเป็นที่ใดก็ประกาศที่นั่น แต่จังหวัดส่วนใหญ่ของประเทศไม่ได้มีเหตุความจำเป็นดังกล่าว การประกาศจึงไม่สอดคล้องกับเจตนาของกฎหมาย และการจำกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชนในพื้นที่ ที่ไม่ได้เกิดจลาจล ซึ่งก็คือพื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศ จึงเป็นการจำกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชนที่พึงได้รับการคุ้มครองโดยรัฐธรรมนูญโดยไม่มีเหตุผลความจำเป็นรองรับ

ปัญหาที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือ ตามพ.ร.บ.กฎอัยการศึก มาตรา 2 ระบุว่า จะต้องมี ประกาศพระบรมราชโองการให้ใช้กฎอัยการศึก แต่ที่ประกาศกันไปนี้ ยังไม่เห็นมีประกาศพระบรมราชโองการแต่อย่างใด การประกาศใช้กฎอัยการศึกครั้งนี้ จึงมีปัญหาทั้งในเรื่องความมีเหตุผล ความจำเป็น และประโยชน์ที่จะเกิด ความชอบด้วยกฎหมาย ในประการหลังนี้ เมื่อมีการประชุมครม. ซึ่งหวังว่าจะเกิดขึ้นในเร็วๆนี้ จะลองสอบถามทางกฤษฎีกา และรัฐมนตรีผู้สันทัดกรณีดู
กำลังโหลดความคิดเห็น...