xs
xsm
sm
md
lg

ปรองดองศึกษา...เพื่อใคร

เผยแพร่:   โดย: ดร.ประยูร อัครบวร

ภายหลังจากที่ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน นำผลการศึกษาของสถาบันพระปกเกล้าในเรื่อง “ปรองดอง” มาเสนอจนเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันทั่วบ้านทั่วเมือง และผู้เขียนอดเป็นห่วงไม่ได้ว่า ความปรารถนาดีของนักวิชาการที่ต้องการเห็นการปรองดองนั้น เป็นเครื่องมือหรือตกเป็นเครื่องมือของนักการเมืองหรือเปล่า ด้วยผู้เขียนได้ไปเป็นวิทยากรในรายการ “ส่องบ้านมองเมือง” ของเอฟเอ็มทีวีร่วมกับคุณบวร ยสินธร ซึ่งเป็นบุคคลหนึ่งที่ทางสถาบันพระปกเกล้าได้เชิญให้เป็นผู้ทรงคุณวุฒิให้ความคิดเห็น

จึงได้เห็นและได้อ่านประเด็นสัมภาษณ์และร่างสรุปที่รวบรัด ซึ่งดูได้จากจำนวนผู้ทรงคุณวุฒิ 21 คนให้นำเสนอแนวทางตามหัวข้อที่ 7 ที่กล่าวถึงการออกกฎหมายนิรโทษกรรมให้แก่ผู้ที่เกี่ยวข้อง มีหลายแนวทาง หัวข้อที่ 12 ที่ระบุว่าให้ มีการกำหนดกติกาทางการเมืองใหม่ โดยการแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายที่ไม่เป็นธรรม มีผู้ทรงคุณวุฒิแสดงความคิดเห็น 20 คน และประเด็นที่มีความเห็นรองลงมาคือในหัวข้อที่ 8 ที่มีผู้ทรงคุณวุฒิลงความเห็นรวมทุกประเด็น 16 คน ซึ่งเสนอในตารางด้านล่างนี้

จากตารางข้างต้นจะเห็นว่าในหัวข้อที่ 8 มีผู้ทรงคุณวุฒิหายไป 5 คน เมื่อเทียบกับการแสดงความคิดเห็นในหัวข้อที่ 7 ซึ่งก็ไม่รู้ว่าผู้ทรงคุณวุฒิเหล่านี้ออกความเห็นอะไร เท่าที่ปรากฏในหัวข้อ 8.1 มีคนเห็นด้วย 10 คน ในหัวข้อ 8.2 มีคนเห็นด้วย 1 คน และในหัวข้อ 8.3 มีคนเห็นด้วย 5 คน ซึ่งการแสดงความเห็นต่างกันไม่เสียหายอะไร แต่จำนวนคนที่หายไป ไม่มีการบันทึก ซึ่งคิดแบบหยวนๆ ก็ไม่ว่ากัน แต่การสำรวจนี้ เท่าที่อ่านไม่น่าจะเป็นข้อสรุปที่สมบูรณ์ ด้วยยังมีการถามผู้ทรงคุณวุฒิในรอบสองว่าเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย แต่พอไปปรากฏในร่างที่นำเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎรในหน้า จ. ซึ่งมีข้อความดังนี้

(3) การเสริมสร้างความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมให้เป็นไปตามหลักนิติธรรมและเป็นการลดเงื่อนไขของข้อกล่าวอ้างว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมในส่วนของการดำเนินการกับผู้ถูกกล่าวหา โดยกระบวนการตรวจสอบของคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) โดยมีความเป็นไปได้อย่างน้อย 3 ทางเลือก

ทางเลือกที่หนึ่ง ดำเนินคดีกับผู้ถูกกล่าวหาด้วยกระบวนการยุติธรรมปกติที่มีอยู่ โดยให้เฉพาะผลการพิจารณาของ คตส.สิ้นผลลงและโอนคดีทั้งหมดให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ดำเนินการใหม่ แต่ไม่กระทบถึงคดีที่ถึงที่สุดแล้ว

ทางเลือกที่สอง ให้เพิกถอนผลทางกฎหมายที่ดำเนินการโดย คตส.ทั้งหมดและให้ดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรมปกติ โดยให้ถือว่าคดีดังกล่าวไม่ขาดอายุความ

ทางเลือกที่สาม ให้เพิกถอนผลทางกฎหมายที่ดำเนินการโดย คตส.ทั้งหมดและไม่นำคดีที่มีอยู่ระหว่างกระบวนการและที่ตัดสินไปแล้วมาพิจารณาใหม่อีกครั้ง

จากหัวข้อทำสัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิข้อย่อย 8.2 ว่า “ให้ผลพวงทางกฎหมายที่ดำเนินการโดย คตส. เสียเปล่าทั้งหมด และไม่ต้องนำคดีที่ค้างอยู่และที่ตัดสินไปแล้วมาพิจารณาใหม่อีกครั้ง” มีคนที่เห็นด้วยเพียง 1 คน (ขอย้ำว่าเพียง 1 คน) กลับกลายเป็นข้อเสนอทางเลือกที่สามให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งการนำเสนอแบบนี้จึงไม่ต้องสงสัยเลยว่า ทำไมสถาบันพระปกเกล้าโดนวิจารณ์อย่างหนัก

จากงานวิจัยที่ทำให้น่าสงสัยในกระบวนการวิจัย การรีบเร่งหาข้อสรุป รวมทั้งรวบรัดให้ทันเวลาการตอบโจทย์การ “ปรองดอง” ที่ถูกกำหนดขึ้น จึงก่อให้เกิดความเสียหายภาพลักษณ์สถาบันพระปกเกล้าที่เกิดขึ้นมาจากความปรารถนาดีที่ต้องการให้เป็นสถาบันยกระดับความรู้นักการเมือง ทั้งเชื่อมโยงให้เข้าใจถึงเครือข่ายทางการศึกษา ทางการเมือง สังคมและเศรษฐกิจให้เป็นผลดีกับประเทศนั้น ซึ่งน่าเสียดายที่ผลการวิจัยทำให้คนทั่วๆ ไปเข้าใจว่าเป็นเครื่องมือในการรับรองการกระทำของฝ่ายการเมือง ที่นักวิชาการที่วิจัยอาจปฏิเสธ แต่ก็อยากที่จะตอบคำถามที่ตามมาเช่น

1. ข้อสรุป 8.2 หรือทางเลือกที่สาม มีผู้ทรงคุณวุฒิเห็นด้วยเพียง 1 คนนั้น ควรเป็นทางเลือกหรือไม่

2. ผู้ทรงคุณวุฒิ ทั้งหมดมีจริงหรือเปล่า มีจำนวน 5 คนที่ไม่ตอบคำถามในหัวข้อที่ 8 เพราะอะไร

3. ถ้าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรลงคะแนนเสียง เลือกข้อ 8.2 ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อ พ.ต.ท.ทักษิณ อย่างแน่นอน แต่จะมีคนจำนวนมากออกมาเดินขบวนคัดค้าน นักวิจัยรับผิดชอบอะไรบ้าง

4. ฯลฯ

การศึกษานี้พิจารณาได้ว่า ผิดแม้กระทั้งหลักการวิจัยเชิงคุณภาพที่ต้องนำเสนอความน่าเชื่อถือของข้อมูล (Trustworthiness of Qualitative Data Analysis) ซึ่งสามารถพิจารณาได้จากค่าความถี่ของข้อมูลที่ผู้ทรงคุณวุฒิตอบคำถาม (Consistency of the findings) ซึ่งผู้วิจัยได้รับจากคำตอบที่เป็นอิสระ ดังนั้นคำตอบที่มีเพียง 1 คนที่เห็นด้วยเท่านั้น จึงไม่มีความน่าเชื่อถือเพียงพอที่จะมาเสนอเป็นผลการศึกษา

นอกจากนี้ การวิจัยไม่ว่าเชิงปริมาณหรือเชิงคุณภาพต่างต้องมีจรรยาบรรณของการวิจัย ไม่มีการตั้งธง หาผลสรุป เพื่อตอบคำถามที่ตนเองต้องการให้เป็น โดยเฉพาะการนำมาใช้ทางการเมืองนั้น นับว่าเป็นอันตรายอย่างยิ่ง เพราะผลไม่เพียงแต่การให้ข้อมูลเท็จแก่สังคม แต่เป็นการทำลายจริยธรรมทางวิชาการ ทำลายข้อเท็จจริงสำคัญที่จะเป็นเครื่องมือช่วยหามาตรการ การแก้ปัญหาสังคมที่แท้จริง ซึ่งการวิจัยสู่การปรองดองนี้ก็เช่นกัน เมื่อผิดพลาดจะทำให้เกิดความขัดแย้งที่ใหญ่กว่า จึงเป็นเรื่องที่นักวิชาการอาชีพพึงสังวร
กำลังโหลดความคิดเห็น...