xs
xsm
sm
md
lg

ดร.โกร่ง...อย่าโกง...(4)

เผยแพร่:   โดย: ดร.ประยูร อัครบวร

จากความปั่นป่วนเสียหายของวงการธุรกิจการเงิน โดยเฉพาะสถาบันการเงินอย่างธนาคารทำให้นักค้าเงินตราในต่างประเทศเห็นเป็นจุดอ่อนในการเข้ามาปั่นค่าเงินบาท คนไทยหลายๆ คนไปโกรธหรือกล่าวโทษนักปั่นหุ้นต่างชาติอย่าง จอร์จ โซรอส โดยไม่หันกลับมาถามตัวเองว่า ใครเปิดประตูให้นักปั่นหุ้นมาปล้น ใครเป็นยามที่ไม่ทำหน้าที่เฝ้าระวังและไม่เคยถามตัวเองว่าใครทำให้เศรษฐกิจไทยอ่อนแอตกต่ำ เพราะเศรษฐกิจประเทศก็เหมือนร่างการของคนเรา เวลาร่างกายแข็งแรงก็ไม่มีโรค แต่พอร่างกายอ่อนแอโรคต่างๆ ก็รุมถามหา

การเปิดตลาดเสรีทางการเงิน (BIBF) ขณะที่โครงสร้างของสถาบันการเงิน คนในประเทศยังไม่พร้อม การปั่นราคาที่ดิน การสร้างโครงการโกงขนาดยักษ์และรัฐบาลที่มีรัฐมนตรีโลภคอยแดกด่วน รวมทั้งภาคเอกชนที่ตกขบวน “โลกาภิวัฒน์” ต่างเป็นที่มาทำความอ่อนแอและยังโง่ที่เอาข้อมูลภายในไปให้ต่างชาติ เมื่อถูกโจมตีค่าเงินจึงดูไม่จืด

สังคมไทยสอนกันมานมนานแล้วว่า “คนดีชอบแก้ไข คนจัญไรชอบแก้ตัว” เมื่อเกิดปัญหาคนดีต้องมามองที่ตัวเองก่อน เพื่อหาทางแก้ไข ไม่ใช่ไปโทษคนอื่นหรือหาแพะมารับผิดแทนอยู่ร่ำไป ปัญหาธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัด (บีบีซี) ก็เช่นกัน ต้นตอแห่งความผิดพลาดที่คณะกรรมการศึกษาและเสนอแนะมาตรการเพิ่มประสิทธิภาพ การบริหารจัดการระบบการเงินของประเทศ (ศปร.) สรุปถึงความไม่โปร่งใสของมาตรการช่วยเหลือธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัด (บีบีซี) มีหลายประเด็นที่น่าสนใจตั้งแต่การตรวจพบว่าธนาคารมีปัญหา มีสถานการณ์ทางการเงินเลวลงอีก แต่ ธปท.ยังให้มีการติดตามตรวจสอบและรายงานเป็นปกติเหมือนการตรวจสอบที่ไม่มีปัญหา

ทั้งช่วงเวลาแตกต่างของวันตรวจสอบและวันรายงานเป็นเวลานาน เช่น ผลการตรวจสอบ ณ วันที่ 30 เมษายน 2534 รายงานเมื่อ 18 พฤศจิกายน 2535 ระยะเวลาระหว่างวันที่ตรวจสอบกับวันที่รายงานต่างกันประมาณปีครึ่ง ซึ่งนับเป็นเวลาที่นานมาก จนไม่ทันเหตุการณ์และข้อมูลที่ได้จากการตรวจสอบเปลี่ยนแปลงไปหมดแล้ว การตรวจสอบ ณ วันที่ 31 มีนาคม 2536 ก็เช่นเดียวกัน รายงานเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2537 มีระยะเวลาแตกต่างกันเกือบปี ซึ่งการพบรายงานปัญหาทั้ง 2 ช่วงเวลา 18 พฤศจิกายน 2535 และ 1 กุมภาพันธ์ 2537 ต่างเป็นเวลาที่ดีที่นายวิจิตร สุพินิจ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ตัดสินใจลดทุนและเปลี่ยนผู้บริหารธนาคาร แต่กลับทำในด้านตรงกันข้าม มีการเพิ่มทุน ซึ่งการไม่ลดทุนก่อนการเพิ่มทุน ทำให้ผู้ลงทุนใหม่ ต้องเข้าร่วมรับผลการขาดทุนจากอดีตของธนาคารด้วย

การเพิ่มทุนนี้นายวิจิตร สุพินิจ สั่งให้บีบีซีเพิ่มทุน 2 ครั้ง ในเดือนกรกฎาคม 2538 มีมูลค่า 750 ล้านบาท และมีนาคม 2539 มีมูลค่า 5,400 ล้านบาท โดยให้กองทุนฟื้นฟูฯ และธนาคารออมสิน เข้าซื้อหุ้น ซึ่งในส่วนเงินทุนจากธนาคารออมสินนี้ มี นายนิพัทธ พุกกะณะสุต ประธานคณะกรรมการธนาคารเป็นผู้อนุมัติให้ธนาคารออมสินซื้อหุ้นเพิ่มทุนธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ (บีบีซี)โดยพลการ เพราะไม่ได้รับอนุมัติจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและคณะกรรมการธนาคาร วันนี้นายนิพัทธ พุกกะณะสุต จึงเป็นจำเลยที่ต้องยื่นฎีกาสู้คดี ตามที่ศาลอุทธรณ์ยืนตามศาลชั้นต้นให้ ชดใช้เงิน 534 ล้านคืนธนาคารออมสิน

เรื่องธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัด (บีบีซี) อ่านมาแล้วหลายๆ คนอาจไม่รู้สึกอะไร ดร.โกร่งอาจไม่รู้สึกอะไร แต่ควรถามตัว ดร.โกร่ง เองว่าลืมไปหรือไม่เคยอ่านข้อสรุปของ ศปร. ในลำดับ 282 ที่บอกให้รู้ว่า “ในเดือนกันยายน 2535 นายเกริกเกียรติ ชาลีจันทร์ ได้เข้ารับตำแหน่งเป็นกรรมการผู้จัดการ และตั้งนายวีรพงษ์ รามางกูร เป็นที่ปรึกษาคณะกรรมการของธนาคารด้วยความเห็นชอบของ ธปท.” ซึ่งอ่านจากรายงานนี้จะเห็นได้ว่า ทั้งนายเกริกเกียรติ ชาลีจันทร์ และดร.วีรพงษ์ รามางกูรเข้ารับตำแหน่งในธนาคารระยะเดียวกันหรือพร้อมกัน

การเข้าไปเป็นที่ปรึกษาคณะกรรมการธนาคารของ ดร.โกร่ง ในฐานะที่เคยเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ไม่รับรู้เลยหรือว่าความผิดปกติสองครั้งที่เกิดเมื่อ 18 พฤษจิกายน 2535 และ 1 กุมภาพันธ์ 2537 นั้น นั่นคือการล่มสลายหรือหายนะที่ตามมาของธนาคาร และที่สำคัญ ธปท.ได้เชิญ นายวีรพงษ์ และนายเกริกเกียรติ เข้ารับทราบปัญหา และมีหนังสือสั่งการปฏิบัติให้เหมาะสมถูกต้องกว่า 14 ฉบับ

การหยิบยกกรณีธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัด (บีบีซี) ข้างต้น เพื่อทบทวนความทรงจำและถามหาจริยธรรมของ ดร.โกร่งนั้น เพราะวันนั้น ศปร.เขียนไว้ว่า “ก่อนกรณีธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัด (บีบีซี) ธปท.เป็นสถาบันที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจ มีศักยภาพและชื่อเสียงที่ดียิ่ง ทั้งเป็นเวลานับหลายสิบปีที่ ธปท.ได้รักษาตนเองมาอย่างดีในฐานะสถาบันแบบมืออาชีพ ปฏิบัติแบบตรงไปตรงมา ปลอดการเมือง แต่ในระยะหลังผู้บริหารระดับสูงของสถาบันได้นำตัวเข้าไปอิงการเมืองอย่างเห็นได้ชัดเจน มีการปฏิบัติแบบไม่โปร่งใสและยืดเยื้อ ในกรณีธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัด (บีบีซี) เป็นกรณีแรกที่มีผลให้ความน่าเชื่อถือของ ธปท.ในสายตาประชาชนและนักลงทุนต่างประเทศลดลง”

การยั๊วของ ดร.โกร่ง ต่อคนใน ธปท.จึงไม่ควรอย่างยิ่ง เพราะเกียรติภูมิที่ ธปท. สร้างมาอย่างยาวนาน ถูกเหยียบย่ำจากพวกนักการเมืองที่หาผลประโยชน์ทั้งทางตรงและทางอ้อม ดร.โกร่งไปคิดทบทวนก็ได้ว่าความเสียหายที่เกิดในกรณีธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัด (บีบีซี) นอกจากความโลภแล้ว เกิดจากนักการเมืองหรืออีแอบทางการเมืองใช่ไหม และคนที่เกี่ยวพัน วันนี้ยังโผล่มาแสดงตัวอีกเป็นระยะๆ อย่างนายวิจิตร สุพินิจ ได้ดำรงตำแหน่งสำคัญเป็นกรรมการสรรหาคณะกรรมการ ธปท.ได้รับแต่งตั้งให้เป็นประธานตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) 2 วาระติดต่อกันตั้งแต่ปี 2546-2550

และในปี 2551 น.พ. สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้มีการตั้งชุดคณะกรรมการสรรหาของกระทรวงการคลัง ซึ่งมี นายนิพัทธ พุกกะณะสุต เป็นประธาน ได้คัดเลือก นายวิจิตร สุพินิจ เข้ามาเป็น ประธานกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และ นายวิจิตรในฐานะประธาน ก.ล.ต. ได้เสนอให้คณะกรรมการก.ล.ต. อนุมัติการแต่งตั้งนายนิพัทธ พุกกะณะสุต เป็นกรรมการในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ในเวลาต่อมา และวันนี้ คนเหล่านี้ต่างระโยงระยางทางการเมืองในรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ดร.โกร่ง พันศักดิ์ วิญญรัตน์ เป็นคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการฟื้นฟูและสร้างอนาคตประเทศ (กยอ.) นายนิพัทธ พุกกะณะสุต เป็นคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบการบริหารทรัพยากรน้ำ (กยน.) และยุทธศาสตร์ทั้งสองเรื่องนี้แหละที่ต้องใช้เงินหลายแสนล้าน

เมื่อ ดร.โกร่ง ต้องการผลักภาระหนี้ 1.14 ล้านล้านบาทให้ ธปท.รับไป เพื่อรัฐบาลได้มีวงเงินสร้างหนี้ใหม่หรือการให้กองทุนวายุภักดิ์ซื้อหุ้นการบินไทย และ ปตท. 2 เปอร์เซ็นต์จะทำให้ทั้งสองบริษัทหมดสภาพความเป็นรัฐวิสาหกิจที่รัฐบาลถือหุ้นเกิน 50 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งทำให้รัฐบาลลดหนี้ตัวเลขทางบัญชีและสร้างหนี้ใหม่ได้อีก 900,000 ล้านบาทนั้น ดร.โกร่งจะคิดอะไรต่อก็ตาม แต่อยากให้ดูบทเรียนของนายวิจิตร สุพินิจ สักนิดที่ถูกพนักงานประมาณ 320 คนจาก 400 คน (www.prachachat.net/ 4 มิถุนายน 2554) ลุกฮือ ประท้วงขับไล่และนับเป็น “ประวัติศาสตร์หน้าใหม่” ของวงการตลาดทุนไทย เพราะไม่เคยมีครั้งไหนที่ผู้บริหารระดับบนของหน่วยงานกำกับ ถูกพนักงานในองค์กรพร้อมใจกันต่อต้านมาก่อน (www.matichon.co.th/ 6 มิถุนายน 2554) และสุดท้ายนายวิจิตร สุพินิจต้องลาออก

ดร.โกร่งครับ คิดช้าดีกว่าไม่คิด แต่ถ้าสิ้นคิด…ผิดถูกแยกไม่ได้ ตายไปแล้วตัวเองอาจไม่อาย แต่เกรงใจลูกหลานบ้างนะครับ
กำลังโหลดความคิดเห็น...