xs
xsm
sm
md
lg

ดร.โกร่ง...อย่าโกง...(3)

เผยแพร่:   โดย: ประยูร อัครบวร

พออ่านหัวข้อข่าว “วีรพงษ์” ฝันให้ไทยเป็นศูนย์กลางเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จากสำนักข่าวไทยเมื่อวันที่ 17 มกราคมที่ผ่านมา ในเรื่อง “Thailand's Future Development Strategies” หรือ ยุทธศาสตร์การพัฒนาอนาคตของประเทศไทย (www.mcot.net) อ่านแล้วทำให้อดย้อนกลับไปที่ดำริของธนาคารแห่งประเทศไทย “ศูนย์กลางการเงินในภูมิภาค” ตั้งแต่ก่อนปี 2533 แล้วเศรษฐกิจไทย ไปไม่ถึงฝั่งฝัน ธนาคารและสถาบันการเงินถูกปิด 58 แห่ง ในที่สุดต้องลดค่าเงินบาทต้องเอาอนาคตประเทศไปฝากกองทุนระหว่างประเทศ (IMF) และ ธปท.ก็ถูกกล่าวหาให้เป็นผู้รับผิดชอบอย่างที่หนังสือพิมพ์พาดหัว “โกร่งยัวะ สับแบงก์ชาติออกทีวี แฉ ธปท.สร้างหนี้ล้านล้านบาท”

ฝันทุกคนมีสิทธิฝัน แต่ฝันนั้นถ้าไปเกี่ยวพันกับสังคมส่วนรวมต้องไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน ฝันนั้นต้องไม่เอาประเทศและประชาชนเป็นเฉลย

ฝันของ ดร.โกร่ง ผู้เขียนก็อยากเชื่ออย่างนั้น แต่พอไปอ่านหนังสือพิมพ์ฉบับต่างๆ ย้อนหลังและอ่านสรุปของคณะกรรมการศึกษาและเสนอแนะมาตรการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการระบบการเงินของประเทศ (ศปร.) ที่มีนายนุกูล ประจวบเหมาะเป็นประธาน อ่านแล้วพบว่า ดร.โกร่ง ข้ามสาระสำคัญที่ทำให้เกิดวิกฤตเศรษฐกิจ ปี 2540 หรือโรคต้มยำกุ้งที่ไม่เสียหายเฉพาะประเทศไทยแต่กระเทือนเศรษฐกิจไปทั่วภูมิภาค ซึ่งบทวิเคราะห์ของหนังสือพิมพ์ในขณะนั้น ทุกฉบับชี้ไปที่ สถาบันการเงินโดยเฉพาะกรณีของ “ธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัด หรือในตลาดหุ้นเรียกย่อๆว่า BBC (Bangkok Bank of Commerce )”

อย่างหนังสือกรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 9 มีนาคม 2541 ในบทรายงานเรื่อง ตามล่า “หาความจริง” ปมเศรษฐกิจพัง ก็มีหัวข้อว่า “ปมบีบีซีรอยด่างรอยแรก” และ ศปร.มีความเห็นว่า “ธปท.ไม่ได้ดำเนินการแก้ไขปัญหาของธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การอย่างเด็ดขาด ทั้งที่ควรจะยอมรับความร้ายแรงของสถานการณ์มาตั้งแต่ต้น และดำเนินการลดทุนและเพิ่มทุนเสียในระยะแรก พร้อมกับการเปลี่ยนแปลงผู้บริหาร แต่ทาง ธปท. กลับไม่ดำเนินการในเรื่องดังกล่าวแต่อย่างใด.... ในส่วนของผู้ตัดสินใจเรื่องการดำเนินการให้ความช่วยเหลือธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การนั้น ผู้ที่มีบทบาทมากที่สุดในเรื่องการลดทุน เพิ่มทุนและการแก้ปัญหาที่ไม่เด็ดขาดก็คือผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งในช่วงนั้น คือ นายวิจิตร สุพินิจ (ตุลาคม 2533-มิถุนายน 2539)

จากบทความเรื่อง “วิจิตร สุพินิจ กับแบงก์บีบีซี รอยมลทินของธนาคารแห่งประเทศไทย” นำเสนอใน ASTVผู้จัดการออนไลน์วันที่ 2 พฤศจิกายน 2552 พบว่า “นายวิจิตร เป็นผู้ว่าฯ แบงก์ชาติต่อจากนายชวลิต ธนะชานันท์ เมื่อเดือนตุลาคม 2533 โดยการผลักดันของนายพันศักดิ์ วิญญรัตน์ ที่ปรึกษาของ พลตรีชาติชาย ชุณหะวัณ นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ที่ลงนามแต่งตั้งนายวิจิตรคือ นายวีรพงษ์ รามางกูร นักวิชาการภาพดี ซึ่งอยู่ในตำแหน่งเพียง 3 เดือนเศษ

ในปี 2535 นายวิจิตร ตอบแทนนายวีรพงษ์ แต่งตั้งให้เป็นที่ปรึกษาคณะกรรมการบีบีซี แต่นายวีรพงษ์ก็ไม่ได้ช่วยให้สถานการณ์แบงก์บีบีซีดีขึ้น นั่งกินเงินเดือนอยู่นาน จนแน่ใจว่า ไปไม่รอดแน่ จึงลาออกในปี 2538 และพบว่านายวิจิตร สุพินิจ อาจจะเป็นผู้ว่าการแบงก์ชาติคนแรก และคนเดียว ที่เป็นลูกหนี้ธนาคารพาณิชย์ ที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของแบงก์ชาติ และบังเอิญว่า เป็นแบงก์บีบีซีด้วย โดยขอวงเงินกู้โอดี 3 ครั้ง

ครั้งแรกตอนเป็นรองผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2533 ครั้งที่สองเป็นผู้ว่าการฯ แล้ว เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2535 และครั้งที่ 3 วันที่ 10 พฤศจิกายน 2538 ในช่วงที่บีบีซี ถูกแบงก์ชาติตรวจสอบอย่างหนักกรณีปล่อยเงินกู้เพื่อเทกโอเวอร์ โดยมีวงเงินกู้รวม 5 ล้านบาท” ซึ่งสายสัมพันธ์อย่างแนบแน่นของ ดร.โกร่ง พันศักดิ์ วิญญรัตน์และวิจิตร สุพินิจ เคยถูกนำเสนอใน “วีรพงษ์ รามางกูร มากกว่าความเป็นนักเศรษฐศาสตร์” ของปัณฑพ ตั้งศรีวงศ์ (นิตยสารผู้จัดการ/ ตุลาคม 2544) ว่า

“หนึ่งในบรรดานักวิชาการหรือผู้ผ่านการศึกษาจากต่างประเทศร่วมถกปัญหาประเทศชาติ นั้นคือ พันศักดิ์ วิญญรัตน์ “คุณพันศักดิ์ ไม่ใช่สนิทกันสมัยเป็นที่ปรึกษาบ้านพิษณุโลก สนิทกันมาตั้งแต่หนังสือจตุรัส สมัยนั้นเป็นหนังสือวิชาการซ้ายๆ ต่อต้านสงครามเวียดนามก็คล้ายๆ กับนักเรียนอเมริกันยุคนั้น” เขา (ดร.โกร่ง) พาดพิงถึงประธานที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี 2 คน (พลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ กับยุค ดร.ทักษิณ ชินวัตร) ซึ่งเขา (ดร.โกร่ง) ยอมรับในยุคที่ เป็นรัฐมนตรีคลังเมื่อปี 2533 นั้น พันศักดิ์มีส่วนเสนอชื่อเขา (ดร.โกร่ง) รับตำแหน่งนี้ ซึ่งเป็นครั้งแรก ครั้งเดียวที่เขา (ดร.โกร่ง) ต้องการจะเป็นโดยใช้คำว่า “เพราะยังไม่เคยเป็น อยากจะเป็นผู้ปฏิบัติ”

แต่จากการดำรงตำแหน่งครั้งต่อๆ มา เขา (ดร.โกร่ง) เล่าว่าล้วนถูกบีบให้เป็น..... บทเรียนที่ทดสอบความแข็งแกร่งของภูมิปัญญาประสบการณ์และสายสัมพันธ์นั้นคงไม่พ้นกรณีธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ (บีบีซี) ซึ่งเขา (ดร.โกร่ง) ได้รับการเชื้อเชิญให้ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาบีบีซี จาก วิจิตร สุพินิจ ผู้ว่าแบงก์ชาติยุคนั้นซึ่งถือว่าเป็นเพื่อนกัน และ เขา (ดร.โกร่ง) เองก็เป็นคนแต่งตั้งวิจิตร สุพินิจ เป็นผู้ว่าการฯ ในช่วงเป็นรัฐมนตรีคลัง “ผมถือว่าเป็นช่วงเปลืองตัวมาก ที่สุดในชีวิต เกือบไป” เขา (ดร.โกร่ง) ยอมรับว่าด้วยความสัมพันธ์กับสื่อมวลชนมายาวนาน อย่างจริงใจ มีส่วนทำให้เขา (ดร.โกร่ง) รอดพ้นเหตุการณ์ครั้งนั้นมาได้”

แม้ ดร.โกร่งผ่านเหตุการณ์นั้นมาได้ แต่ความจริงที่ยังคาใจในเรื่องความรับผิดชอบและสำนึกในการเป็นผู้บริหารที่มีธรรมาภิบาล เพราะรายงานผลการวิเคราะห์และวินิจฉัยของคณะกรรมการศึกษาและเสนอแนะมาตรการเพิ่มประสิทธิภาพ การบริหารจัดการระบบการเงินของประเทศ (ศปร.) ระบุว่า “ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2537 ถึงมิถุนายน 2539 เป็นเวลาสองปีเศษ ธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การมีปัญหาเรื่องการบริหารสินเชื่อมาโดยตลอดจนเกิดความเสียหายมากมาย การที่ ธปท.ได้ส่ง นายวีรพงษ์ รามางกูร เข้าไปเป็นที่ปรึกษาคณะกรรมการของธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ ก็ไม่สามารถควบคุมให้ธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การบริหารงานไปในทิศทางที่ถูกต้องได้

ปัญหาทางการบริหารมีมาสม่ำเสมอโดยตลอด เห็นได้จากข้อเท็จจริงว่าระหว่างปี 2535-2537 ธปท.ได้เชิญนายเกริกเกียรติ ชาลีจันทร์ เข้าพบกว่า 5 ครั้ง ในเดือนกุมภาพันธ์ 2536 ได้เชิญ นายวีรพงษ์ และนายเกริกเกียรติ เข้ารับทราบปัญหาและแนวทางแก้ไข และในช่วงปี 2537-2539 ได้มีหนังสือสั่งการปฏิบัติให้เหมาะสมถูกต้องจำนวนกว่า 14 ฉบับ รวมทั้งสั่งให้ระงับการให้สินเชื่อเพื่อครอบงำกิจการ และสั่งมิให้ นายราเกซ สักเสนา เข้าเกี่ยวข้องกับกิจการธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ”

จากสายสัมพันธ์ การเข้าสู่มามีอำนาจ มามีผลประโยชน์และมีสื่อมวลชนคอยประคับประคอง นับว่าเป็นโชคของ ดร.โกร่งที่ไม่ถูกขนานนามหรือเรียกว่า ดร.โกง แม้ดร.โกร่งไม่มีความผิด แต่ ดร.โกร่งแน่ใจหรือว่าดร.โกร่งไม่ได้ปิดบังความจริงอะไรในสังคมไทย ดร.โกร่งไม่ได้เอาความดีของตัวเองไปช่วยคนชั่วโกงบ้านโกงเมือง

ดร.โกร่งครับ...เป็นที่ทราบกันดีว่าคนชั่วจะไม่กลัวความผิดทางกฎหมาย แต่การเป็นคนดีๆ แม้มีโอกาสทำผิดพลาดโดยกฎหมายเอื้อมเอาผิดไม่ถึง แต่สำนึกน่าจะเตือนให้มี “ความกลัวบาปทางใจ” บ้างนะครับ
กำลังโหลดความคิดเห็น...