xs
xsm
sm
md
lg

สิบปีทอง คะนองค้าโลก

เผยแพร่:   โดย: สันติ ตั้งรพีพากร

สิบปีก่อน เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม ค.ศ. 2001 จีนเข้าเป็นสมาชิกองค์การการค้าโลก (WTO) คนจีนส่วนใหญ่วิตกมากว่า การเปิดตลาดจีน ตามหลักเกณฑ์ขององค์การการค้าโลกจะต้องเผชิญหน้ากับ “หมาป่า” นักล่าทางการค้าจากทั่วโลก ที่บุกเข้าตลาดจีน

อุตสาหกรรมที่จะต้องพังพาบก่อนใครอื่นก็คือ การผลิตรถยนต์ที่มีการผลิตเพียงปีละ 2 ล้านคัน นอกจากนั้น การค้าปลีก และกิจการการเงินที่เพิ่งงอกเงยขึ้นมาได้ไม่นาน ไหนจะสู้กับยักษ์ใหญ่ต่างชาติได้

แต่มาบัดนี้ เหตุการณ์กลับตาลปัตร อุตสาหกรรมรถยนต์ของจีนทะยานขึ้นมาเป็นอันดับหนึ่ง ทั้งผลิตทั้งจำหน่ายได้มากที่สุดในโลก(ปีละ 18 ล้านคันตั้งแต่ปี 2009) ขณะที่ธนาคารจีนกลายเป็นธนาคารใหญ่อันดับต้นๆ ของโลก

สิบปีดังเนรมิต คนจีนวันนี้กำลังลิ้มรสกับความสำเร็จของการเข้าเป็นสมาชิกองค์การการค้าโลกถ้วนหน้า

ทำให้กระแส “โลกาภิวัตน์” มีนัยของความเป็น “จีนาภิวัตน์” ไปในตัว

ประธานาธิบดีหูจิ่นเทา ได้กล่าวย้ำชัดเจนต่อที่ประชุม “ฟอรัม” ระดับสูงที่กรุงปักกิ่งเมื่อวันที่ 11 เนื่องในวาระครบรอบสิบปีที่จีนเข้าเป็นสมาชิกองค์การการค้าโลก (คุณศุภชัย พานิชภักดิ์ ก็ได้รับเชิญในฐานะเลขาธิการของการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา UNCTAD และขึ้นกล่าวสุนทรพจน์ด้วย) จีนจะเดินหน้า “เปิดกว้าง” สู่เวทีโลกต่อไป เพื่อให้เกิดคุณูปการแก่การค้าโลกยิ่งๆ ขึ้น

ยุทธศาสตร์สำคัญที่หูจิ่นเทากล่าวถึง ประการแรก จีนจะขยายความร่วมมือทางด้านการค้าและเทคนิคกับนานาชาติมากขึ้น ทั้งทางด้านเกษตรกรรม อุตสาหกรรม การบริการและทางด้านวัฒนธรรม เพื่อระดมปัจจัยใหม่ๆ ที่ก้าวหน้าของโลก เข้าสู่กระบวนการปรับเปลี่ยนของรูปแบบการพัฒนาทางเศรษฐกิจของจีน

ประการที่สอง จีนจะทำให้การค้ากับต่างประเทศเกิดความสมดุลมากขึ้น ด้วยการกระตุ้นความต้องการของตลาดในประเทศ เปิดรับสินค้าอุปโภคบริโภคจากต่างประเทศมากขึ้น โดยกำหนดว่าจะเพิ่มการบริโภคของประชาชนปีละ 15% ซึ่งจะทำให้จีนเป็นตลาดซื้อที่ใหญ่ที่สุดของโลก

ประการที่สาม จีนจะเปิดให้ต่างชาติเข้าร่วมการพัฒนาในโครงการต่างๆทั่วทุกภูมิภาคของจีน ทั้งในแถบชายฝั่งทะเล และส่วนในของประเทศ ทั้งในด้านสาธารณูปโภคและโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อให้เกิดความเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดทางด้านกายภาพทั้งภายในประเทศและกับต่างประเทศ

ประการที่สี่ จีนจะเดินหน้าดำเนินยุทธศาสตร์ “เชิญเข้ามา” และ “เดินออกไป” อย่างแข็งขันต่อไป คือ เชิญนักลงทุนต่างชาติเข้าไปลงทุนในประเทศจีน และกระตุ้นให้ทุนจีนขยายการลงทุนในต่างประเทศ เพื่อให้ทุนจากต่างประเทศสร้างประโยชน์ให้แก่จีน และทุนจีนสร้างประโยชน์แก่นานาชาติ โดยเฉพาะกับชาติกำลังพัฒนา

ประการที่ห้า จีนจะเร่งปฏิรูประบบกลไกต่างๆ ให้เกิดประสิทธิภาพและยุติธรรม เอื้ออำนวยให้ทุกอย่างดำเนินไปด้วยดีมีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้นในระบบเศรษฐกิจตลาด โดยเฉพาะในด้านการให้บริการของรัฐ ให้เกิดสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยให้นักลงทุนทั้งในและต่างประเทศดำเนินกิจการของตนได้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้

ประการที่หก เดินหน้า “ร่วมกันพัฒนา” กับประเทศต่างๆ ทั่วโลก โดยยึดมั่นในหลัก “สันติภาพ - พัฒนา - ร่วมมือ” เข้าไปมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนกระบวนการพัฒนาทางด้านต่างๆ ของโลก แสดงความรับผิดชอบของจีนที่มีต่อสังคมโลก ขยายความร่วมมือกับประเทศที่พัฒนาแล้ว และให้ความช่วยเหลือทางด้านเศรษฐกิจแก่ประเทศกำลังพัฒนามากขึ้น พร้อมที่จะแก้ไขปัญหาความขัดแย้งทางการค้าตามกฎกติกาการค้าโลก และ “อยู่ด้วยดี” กับประเทศเพื่อนบ้านเสมอ

ตัวเลขสถิติทำให้สิ่งที่ผู้นำจีนเสนอมีน้ำหนักอย่างยิ่ง ทำให้โลกตระหนักในบทบาท และ “โอกาส” ที่จีนเปิดให้ แต่ละประเทศจะต้องวางยุทธศาสตร์ให้สอดคล้องกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับจีน และสิ่งที่จีนกำลังจะทำให้เกิดขึ้น เพื่อจะได้ไม่ต้องพลาดท่าเสียทีกับ “ลีลามังกร” ตรงกันข้าม กลับจะได้ประโยชน์มหาศาลรอบด้าน

เฉกเช่นที่จีนได้ประโยชน์จากการเข้าเป็นสมาชิกองค์การการค้าโลก คือแทนที่จะพลาดท่าเสียทีต่อ “หมาป่า” กลับกลายเป็นว่าสามารถเข้าถึงแหล่งทรัพยากรโลกและตลาดโลกได้โดยตรง ทำให้เศรษฐกิจจีนขยายตัวถึงปีละ 10.45% สูงกว่าช่วงก่อนการเข้าเป็นสมาชิกฯ (ปีละ 9.6%) ทำให้จีนกลายเป็นประเทศส่งออกมากที่สุด และนำเข้าเป็นอันดับสองของโลก ทำให้จีนมีเงินสำรองมากที่สุดในโลก ทำให้จีนกลายเป็น “โรงงานโลก” ทำให้จีนมีบริษัทยักษ์ใหญ่มากเป็นอันดับสองของโลก ฯลฯ

ที่สำคัญคือ ทำให้คนจีนมีความเชื่อมั่นมากยิ่งขึ้นในความสามารถในการแข่งขันบนเวทีโลก จากผู้ที่เคยตาม มาเป็นผู้ร่วมนำ เข้าไปมีส่วนร่วมกำหนดกฎกติกาและดำเนินยุทธศาสตร์ “เชื่อมโลก” เข้าด้วยกัน ในบรรยากาศที่ “กลมกลืน” ตามปรัชญาจีน

ยิ่งเมื่อวิเคราะห์ดูสถานการณ์โดยรวม ทั้งสหรัฐฯ และสหภาพยุโรป (อียู) ต่างยังคงดิ้นขลุกขลักอยู่ในห้วงวิกฤตทางการเงิน อยู่ในสภาวะ “ถังแตก” มีแนวโน้มซบเซาหรือกระทั่งปั่นป่วนไปอีกระยะหนึ่ง ซึ่งอาจยืดเยื้อหลายปี ส่วนเอเชียกำลังอยู่ในสภาวะ “ขาขึ้น” ด้วยความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจการค้าของจีน ได้ดึงเอาประเทศใกล้เคียง เช่น ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และกลุ่มประเทศอาเซียนก้าวผ่านวิกฤตการเงินโลก ทำให้จีนมีเครดิตขึ้นในหลายๆ ด้าน สามารถนำเสนอแนวคิดสำคัญๆ ในการปฏิรูประบบการค้าการลงทุน ทั้งในระดับภูมิภาคและระดับโลกได้มากขึ้น และปรากฏผลเป็นจริงมากขึ้น

โดยภาพรวมก็คือ จีนมีแนวโน้มที่จะมีบทบาท “นำ” บนเวทีโลกในด้านต่างๆ มากขึ้นเรื่อยๆ ตามขนาดหรือ “น้ำหนัก” ของประเทศ ทั้งทางเศรษฐกิจ การเงิน และวิทยาการสมัยใหม่

ภายใต้การนำของคณะผู้นำประเทศที่รอบรู้และระบบการบริหารจัดการที่ดีมีประสิทธภาพสูง ระดับ “ไชน่าโมเดล”
กำลังโหลดความคิดเห็น...