xs
xsm
sm
md
lg

รัฐบาลปูแดงกำลังยัดเยียดให้ทหารเป็นจำเลยสังคม

เผยแพร่:   โดย: ว.ร. ฤทธาคนี

ในห้วงเดือนสิงหาคมของทุกปี เป็นปฏิทินงานสำคัญของผู้บัญชาการเหล่าทัพ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด และปลัดกระทรวงกลาโหม คือการเตรียมบัญชีรายชื่อของการแต่งตั้งโยกย้ายนายทหารประจำปีงบประมาณ ซึ่งเริ่มต้นในวันที่ 1 ตุลาคมของทุกปี

ในปีนี้มีการเปลี่ยนแปลงตำแหน่งสำคัญ 3 ตำแหน่ง คือ ปลัดกระทรวงกลาโหม ผู้บัญชาการทหารสูงสุด และผู้บัญชาการทหารเรือ

ตำแหน่งทหารเป็นตำแหน่งที่ทรงเกียรติ และมีอำนาจพอสมควร เนื่องจากมีกำลังรบที่สมบูรณ์อยู่ในการบังคับบัญชามากกว่ากองบัญชาการตำรวจแห่งชาติ และมีหน่วยทหารครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศ โดยธรรมชาติทหารแล้ว จะเคร่งครัดเรื่องระเบียบวินัย โดยเฉพาะในหมวดการปฏิบัติตามคำสั่งผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้น ทั้งที่เป็นลายลักษณ์อักษรและด้วยวาจา เพราะในเวลารบกันไม่มีใครมีเวลามาสั่งการกันด้วยกระดาษแต่จะออกจากปากผู้บังคับหน่วยทหาร เช่นคำสั่งว่า “บุก” “ยึด” “ยิง”

การปกครองบังคับบัญชาของทหารมีระบบและระเบียบที่ชัดเจน และมีข้อกำหนดไว้อย่างแจ่มแจ้งให้ทหารทุกระดับเข้าใจได้ง่าย

นักการเมืองทุกคนรู้ดีถึงความมีระเบียบวินัยของทหารที่ต้องปฏิบัติตามคำสั่งอย่างเคร่งครัดเสมอ จึงอยากจะเข้ามาปกครองบังคับบัญชา แต่ทำไม่ได้ เพราะมีเงื่อนไขในระเบียบประเพณีปฏิบัติเป็นวัฒนธรรมที่มีมายาวนาน ว่าทหารเป็นข้ารับใช้โดยตรงของพระมหากษัตริย์ ซึ่งแปลว่านักรบ

ดังนั้น ตามนิตินัยการปกครองและประเพณีปฏิบัติ พระมหากษัตริย์ทรงดำรงตำแหน่งจอมทัพ แต่ปัจจุบันพระองค์ทรงมอบอำนาจบริหารชาติบ้านเมืองให้นายกรัฐมนตรีเป็นผู้สนองพระบรมราชโองการ แต่นายทหารต้องได้รับพระราชทานยศ และต้องมีพระราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้นายทหารชั้นนายพลเข้าดำรงตำแหน่งต่างๆโดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นผู้สนองพระราชโองการ

การเสนอบัญชีรายชื่อนายทหารจึงเป็นไปตามระเบียบของกระทรวงกลาโหมและกองทัพ แต่ในยุคที่ประชาธิปไตยเบ่งบานมากๆ นักการเมืองที่หวังจะควบคุมกองทัพก็พยายามที่จะให้มีการพิจารณาตำแหน่งทหารกันในหมู่นักการเมือง เพื่อจะได้คนในอาณัติของตนหรือกลุ่มตน บังคับบัญชาหน่วยทหารเพื่อประโยชน์ของตน แต่นักการทหารและทหารอาชีพรู้เท่าทัน จึงออกกฎหมายคุ้มครองมิให้นักการเมืองแทรกแซงได้ และในสภากลาโหมก็มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมเป็นประธาน มีอำนาจรัฐที่จะออกเสียงหรือให้นโยบายได้อยู่แล้ว แต่จะประกาศิตให้คนโน้นคนนี้เป็นนั่นเป็นนี่ไม่ได้ เมื่อสภากลาโหมมีมติอันใดตามที่กองทัพเสนอแล้ว ก็ทำเรื่องผ่านตามสายงานให้นายกรัฐมนตรีนำความกราบบังคมทูลเพื่อทรงโปรดเกล้าฯ ต่อไป

รัฐบาลปูแดงก็ไม่สามารถจัดแถวทหารได้ จึงหงุดหงิด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี ดูแลความมั่นคง จึงต้องแสดงอิทธิฤทธิ์ขู่กรรโชกทหารทางอ้อม โดยที่สั่งการให้นายสาธิต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ DSI สั่งเรื่องให้ตำรวจสอบสวนการเสียชีวิตของกลุ่มคนเสื้อแดง และนักข่าวช่างภาพชาวญี่ปุ่น และอิตาลี ที่สถานีวิทยุโทรทัศน์ BBC ส่งมาทำข่าวแพร่เรื่องราวกล่าวหาทหารเพียงข้างเดียว เพราะ BBC เขียนบทตามคำบอกเล่าของพี่สาวช่างภาพชาวอิตาลีอนุมานเหตุการณ์เอาเองตามพยานที่เป็นคนเสื้อแดง

ซึ่งเปรียบเสมือนว่า ร.ต.อ.เฉลิม กำลังเขย่าขวัญทหาร และพยายามที่จะชี้นำสังคมว่าทหารเป็นคนทำร้ายคนเสื้อแดงเสียชีวิต และยิงช่างภาพนักข่าวชาวต่างประเทศ หรือพยายามที่จะยัดเยียดให้ทหารเป็นจำเลยสังคม

เมื่อกองทัพคนเสื้อแดงภายใต้การนำของทักษิณ โดยมีแม่ทัพหน้าอย่างนายจตุพร พรหมพันธุ์ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ และมีนายอริสมันต์ พงศ์เรืองรอง รวมทั้ง เสธ.แดงเป็นหน่วยกำลังติดอาวุธ ทำลายขวัญกำลังใจประชาชนและทหาร ด้วยกลยุทธ์ลอบยิงปืนเล็กหวังให้ทหารตาย ยิงระเบิด จนมีพลเมืองผู้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องตายเช่นที่ถนนสีลม และการวางเพลิงเกือบร้อยจุดทั้งในกรุงเทพมหานครและต่างจังหวัด

มีข้อพิสูจน์ได้ชัดเจนโดยไม่ต้องบรรยายในบทความนี้ เพราะมันเป็นความทรงจำของคนกรุงเทพฯ และหลายจังหวัดในภาคอีสาน ที่พวกแดงนิยมความรุนแรงเผาบ้านเผาเมือง

รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดทนและลำบากใจในการจัดการกับพวกเสื้อแดง ที่พยายามจะยึดกรุงเทพมหานครให้ได้ เพื่อบีบให้รัฐบาลลาออก และใช้กลไกสภาผู้แทนราษฎรเลือกนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย

ทหารมีบทเรียนในการสลายฝูงชนมาหลายครั้ง และเป็นจำเลยสังคมมาหลายครั้ง ทำให้ผู้บังคับบัญชาหน่วยทหารทุกระดับชั้น มีความรอบคอบในการใช้กำลัง แม้ว่าจะต้องสูญเสียชีวิต บาดเจ็บ ถูกหยามเกียรติศักดิ์ศรี หรือยอมเสียสละอาวุธยุทโธปกรณ์อันเป็นสมบัติของชาติ ให้คนเสื้อแดงยึดเอาไปโดยไม่ได้ทำร้ายตอบโต้

กองทัพยึดกฎหมาย 2 ฉบับอย่างละเอียดถี่ถ้วน คือ พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. 2551 ที่ให้อำนาจในการปราบปรามตามมาตรา 16 หากเหตุการณ์นั้นกระทบความมั่นคงภายในของชาติ และ พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 ซึ่งมีผลบังคับใช้มาตั้งแต่รัฐบาลทักษิณแล้ว โดยมีวัตถุประสงค์ที่จะยุติเหตุการณ์ร้ายแรงฉุกเฉินที่เป็นภัยต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน

ฝ่ายกำลังอาวุธของคนเสื้อแดงในเหตุการณ์เมษายน-พฤษภาคม 2553 นั้น ถือว่าร้ายแรง รุนแรง และมิได้คำนึงถึงชีวิตและทรัพย์สินประชาชน มีการซ่องสุมพวกนิยมความรุนแรง อาวุธที่ร้ายแรง และแสวงเครื่อง สิ่งของอุปกรณ์เพื่อใช้ในการเผา เช่น ยางรถยนต์ น้ำมันเชื้อเพลิง และถังก๊าซหุงต้ม

ทหารทุกคนรู้ว่าไม่ใช่ของง่ายในการวางแผนที่จะต้องละเอียดรัดกุม ไม่มีช่องโหว่ให้ตกเป็นจำเลยได้ มีหลักฐานการใช้อาวุธตอบโต้อย่างชัดเจน มั่นคง และสมเหตุสมผล

ในทางทหาร แผนคือคำสั่ง ดังนั้นแผนที่เขียนขึ้นมานั้นมีการกลั่นกรอง และสร้างสมมติฐานที่ครอบคลุม รัดกุม และเป็นไปตามระเบียบปฏิบัติสากลนิยม เพื่อป้องกันมิให้ถูกต่างชาติกล่าวหาว่าทำการละเมิดสิทธิมนุษยชน

จึงเชื่อว่าทหารมีหลักฐานความบริสุทธิ์ชัดเจนในการปฏิบัติตามกฎหมาย ทั้งที่เป็นพระราชบัญญัติ และพระราชกำหนด เพราะอดีตสอนให้ทหารมีความรอบคอบ อดทนมากขึ้น แม้นว่าจะใช้เวลานานในการตอบโต้ชิงพื้นที่ที่คนเสื้อแดงได้ยึดอธิปไตยของคนกรุงเทพฯ ทำให้คนกรุงเทพฯ ขาดความอดทน ต่างกระตุ้นให้ทหารปฏิบัติการรุนแรง แต่ทหารก็อดทนปรับเปลี่ยนแผนการปฏิบัติตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างรอบคอบ

คำถามสำคัญก็คือว่า สังคมทำไมไม่สอบถามครอบครัวของทหารที่เสียชีวิตจากการถูกคนเสื้อแดงยิงจนเสียชีวิตบ้าง ว่าพวกเขาขมขื่นขนาดไหนที่มาถูกคนไทยใจหยาบยิงเอาเสียชีวิต ทำไมต้องยิงทหาร แค้นอะไรหรือเป็นเพียงคำสั่งจากผู้ต้องการอำนาจรัฐคืนให้กับตนกับพวก

สังคมไทยควรใช้วิจารณญาณ สติปัญญา และตรรกะ ว่าทหารควรจะต้องยอมให้มีการยึดอำนาจเพื่อคนเพียงคนเดียวหรือ เป็นการถูกต้องแล้วหรือที่มีการล้มล้างรัฐบาลเพื่อคนเพียงคนเดียว ทหารทุกคนรับรู้บทเรียนจากอดีตดี เพราะมันเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อช่วง 50 ปีมานี่เอง

การร่าง พ.ร.บ.ความมั่นคงภายในราชอาณาจักรนั้น ทหารอาชีพ และทหารประชาธิปไตยพยายามที่จะร่วมร่างพระราชบัญญัตินี้ เพื่อป้องกันตัวเอง อาจารย์รัฐศาสตร์หลายท่าน โดยเฉพาะ ดร.ปณิธาน วัฒนายากร ย่อมรู้ดีว่าทหารมีความเข้าใจในจุดอ่อนของตัวเองดี หากต้องเผชิญกับฝูงชนคนไทยที่ต่อต้านประท้วงรัฐหรือก่อจลาจลในรัฐ
กำลังโหลดความคิดเห็น...