xs
xsm
sm
md
lg

MOU 43 และ MOU 44 จุดเริ่มต้นและการยอมรับ ตอน 3

เผยแพร่:   โดย: เทพมนตรี ลิมปพยอม

เมื่อผมเขียนบทความเรื่องนี้ไปสองตอนปรากฏว่านักการเมืองพรรคประชาธิปัตย์ซึ่งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของกรุงเทพมหานครท่านหนึ่งได้โทรศัพท์มา และถามความเห็นผมเกี่ยวกับเรื่อง MOU 44 ผมก็คุยด้วยความปรารถนาดีและได้แสดงความเห็นไปในประเด็นต่างๆ เหมือนที่ผมได้นำเสนอไปในบทความ ผมได้เสนอเงื่อนไขประการสำคัญต่อพรรคประชาธิปัตย์ว่า หากต้องการกู้เกียรติยศศักดิ์ศรีคืนก็ควรทำในสิ่งที่ถูกต้องไม่เกี่ยวกับการเมือง แต่ต้องคำนึงถึงประโยชน์ของประเทศชาติเป็นหลัก

โดยเฉพาะหัวหน้าพรรคควรแสดงจุดยืนต่อเรื่องนี้และควรใช้เสียงของ ส.ส.เข้าชื่อแล้วส่ง MOU 43 ให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความว่าถูกต้องหรือไม่ในการไปทำหนังสือสัญญากับต่างประเทศ เพราะรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยปี พ.ศ. 2540 มาตรา 224 การทำหนังสือสัญญาระหว่างประเทศต้องผ่านขบวนการของรัฐสภาเสียก่อน และเมื่อเกิดการตีความจากศาลแล้วผลเป็นประการใดก็ย่อมช่วยให้พรรคประชาธิปัตย์ดีขึ้นในสายตาของประชาชน รวมทั้งหากการทำ MOU 43 ผิดต่อบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญก็จะพาให้ MOU 44 ต้องมีปัญหาแน่นอน เพราะเมื่อการจัดทำหลักเขตแดนทางบกตาม MOU 43 ไม่สามารถบรรลุผลสำเร็จได้ ทั้งรัฐบาลไทยและรัฐบาลกัมพูชาจะหาเหตุผลเพื่อเอาประโยชน์ในบริเวณพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลประมาณ 26,000 ตารางกิโลเมตรนั้นไม่ได้เลย

เมื่อผมพูดเสร็จสมาชิกสภาผู้ทรงเกียรติมีชื่อผู้นั้นก็ยังบอกว่าอดีตนายกฯ มาร์คเป็นห่วงเรื่องนี้มากกำชับมาว่า จะต้องทำเรื่องนี้ให้กระจ่างและตั้งอยู่บนประโยชน์ของประเทศชาติเป็นสำคัญ (ผมคิดในใจว่าเอาอีกแล้ว) ไม่แปลกเลยที่พรรคประชาธิปัตย์จะเหมาะสมกับความเป็นพรรคที่ซื่อสัตย์มืออาชีพ หรือรัฐบาลรู้อย่างไรประชาชนรู้แบบนั้น (ผมไม่เห็นจะเป็นมืออาชีพตรงไหน) เรื่องข้อมูลข่าวสารเราต้องยอมรับว่าพรรคประชาธิปัตย์ไม่เคยยอมบอกอะไรเลย ประชาชนรู้เรื่องทีหลังแทบทั้งสิ้น

MOU 43 เป็นการสำรวจและจัดทำเขตแดนทางบกระหว่างไทยกับกัมพูชา ซึ่งใช้แผนที่ 1:200,000 เป็นข้อผูกพันตามกฎหมายระหว่างประเทศ ซึ่งการปักหลักเขตมีทั้งหมด 74 หลัก (ปัจจุบันเหลือ 73 หลัก) เพราะหลักเขตที่ 22 มีสองหลัก ต่อมาภายหลังจึงยกเลิกไป 1 หลักและการที่จะต้องทำ MOU 43 นี้ก็เพื่อการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนที่สูญหายหรือถูกเคลื่อนย้ายให้กลับมาสู่ที่เดิม

ความมุ่งมาดปรารถนาของกัมพูชาที่ใช้แผนที่ 1:200,000 ก็คงมีเหตุผลมาจากความพยายามจะย้ายหลักเขตที่ 73 ไปในตำแหน่งที่ต้องการเพื่อให้การประกาศเขตไหล่ทวีปในปี พ.ศ. 2515 ของกัมพูชามีจุดอ้างอิงที่สมบูรณ์ในการลากเส้นไปผ่านเกาะกูดเพื่อเป็นอาณาเขตทางทะเลของกัมพูชา กัมพูชาก็คงรู้ว่าประเทศไทยก็คงไม่ยอมแน่ ต่อมาประเทศไทยในปี พ.ศ. 2516 จึงทำการประกาศพื้นที่ไหล่ทวีปบ้าง ด้วยเหตุนี้จึงเกิดพื้นที่ที่ทับซ้อนกันขึ้น และต่างฝ่ายต่างอ้างสิทธิในอ่าวไทย ทั้งๆ ที่วิธีการของกัมพูชานั้นได้กระทำผิดมาตรฐานทางหลักวิชาการและการแบ่งเขตในทะเล

ด้วยเหตุนี้การที่กัมพูชากล่าวอ้างสิทธิในทะเลของไทยถือเป็นการมั่วเอา และคิดไปเองว่าเขตแดนในทะเลนั้นจะต้องอ้างอิงหลักเขตที่ 73 แล้วยิงตรงลงมาผ่านจุดสูงสุดของเกาะกูด การที่รัฐบาลไทยในสมัยทักษิณไปทำ MOU 44 ยอมรับเส้นเขตแดนก็เท่ากับว่าไปรับรองสิ่งที่กัมพูชาประกาศเอาไว้ ส่วนการที่พรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้กลับมาเป็นรัฐบาลในปี พ.ศ. 2544 นั้นก็เลยอดที่จะไปทำ MOU ด้วยตนเอง ซึ่งก่อนหน้านั้นรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ได้เตรียมการเอาไว้แล้ว

อนึ่ง ไม่ว่าอะไรก็แล้วแต่ MOU 44 เป็น MOU เถื่อนและถือเป็นโมฆะอย่างแน่นอน เพียงแต่จะมีผู้ใดหากกล้าส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ สิ่งสำคัญที่สุดก็คือชื่ออ่าวไทยควรเปลี่ยนเป็นชื่ออ่าวเขมร-ไทยถึงจะสาสมกับการแบ่งพื้นที่ทางทะเล และการยอมรับของประเทศไทยในเส้นที่เขมรลากมั่วๆ โดยมิชอบใน MOU 44
กำลังโหลดความคิดเห็น...