xs
xsm
sm
md
lg

แนวทางปฏิรูปพรรคประชาธิปัตย์ (ตอน 2)

เผยแพร่:   โดย: ประพันธ์ คูณมี

สาเหตุความพ่ายแพ้และความล้มเหลวของพรรค

1. ความผิดพลาดจากปัญหาผู้นำพรรค

ความล้มเหลวหรือความสำเร็จของพรรคการเมือง ปัจจัยสำคัญที่สุดประการหนึ่ง คือ ผู้นำพรรค กล่าวถึงที่สุดก็คือ ตัวหัวหน้าพรรค เลขาธิการพรรค และคณะกรรมการบริหารพรรคนั่นเอง ในยุคสมัยที่นายชวน หลีกภัย เป็นหัวหน้าพรรค และเป็นนายกรัฐมนตรี แม้จะมีภาพลักษณ์แห่งความซื่อสัตย์ สุจริต เป็นคนดี พรรคยังพ่ายแพ้ต่อพรรคไทยรักไทย ภายใต้การนำของ ทักษิณ ชินวัตร ที่เสนอนโยบาย และวิธีการทำงานในเชิงรุก ตรงใจประชาชนในขณะนั้นมากกว่าพรรคเรา แม้จะเปลี่ยนหัวหน้าพรรคมาแล้วถึงสองท่าน คือ นายบัญญัติ บรรทัดฐาน และจนมาถึงยุคสมัยของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เราก็ยังไม่ประสบความสำเร็จ หรือชัยชนะในการเลือกตั้งได้เลย

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในยุคสมัยของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ พรรคยังประสบความพ่ายแพ้ ล้มเหลว หนักยิ่งกว่ายุคใดๆ กล่าวคือ การได้รับเลือกตั้งในจำนวน ส.ส.ครั้งนี้ ลดน้อยลงมาก, เป็นรัฐบาลที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ในการบริหารประเทศอย่างหนัก, ถูกประชาชนประท้วงขับไล่, ผลักไสมิตรไปเป็นศัตรู, ทำลายแนวร่วม และผู้สนับสนุนพรรคอย่างมาก คนที่เคยเลือกพรรคต่างหันหลังให้ หรือเปลี่ยนใจไปเลือกพรรคอื่น หรือไม่เลือกใครเลย เพื่อเป็นการประท้วงพรรค เป็นต้น

ดังนั้น ผู้เป็นหัวหน้าพรรค เลขาธิการพรรค และคณะผู้บริหารพรรค จึงจำเป็นต้องได้บุคคลที่มีบุคลิกภาพที่มีความเป็นผู้นำ มีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล มีประสิทธิภาพ และศักยภาพในความเป็นผู้นำสูงยิ่ง ทั้งต้องมีแนวทางการเมืองในการสร้างพรรคที่ถูกต้อง จึงจะสามารถเอาชนะพรรคคู่แข่งได้ เราต้องไม่ลืมว่า เรากำลังแข่งขัน และต่อสู้กับ “ทักษิณและระบอบทักษิณ” มิใช่แข่งกับ สมัคร-สมชาย หรือยิ่งลักษณ์ ผู้นำพรรค หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ จึงต้องเป็นบุคคลที่สามารถต่อสู้ และนำพรรคไปสู่ชัยชนะเหนือทักษิณและพวกให้ได้ ใครที่ไม่มีศักยภาพดังกล่าว ย่อมไม่อาจนำพรรคประชาธิปัตย์ ให้เป็นความหวังของประชาชน และประเทศชาติได้

2. ความผิดพลาดจากปัญหา แนวทางการเมืองของพรรค

ภายใต้การนำพรรคของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรค ที่ตัดสินใจนำพรรคไปซุกปีก “กลุ่มทหาร” เพียงเพื่อให้สามารถจัดตั้งรัฐบาลร่วมกับพรรคร่วมรัฐบาล ที่เคยร่วมกับรัฐบาลทักษิณมาก่อน โดยการยินยอมให้พรรคร่วมรัฐบาลเหล่านั้นเสนอข้อต่อรองที่เหนือกว่าต่อพรรค และโดยมิได้คำนึงถึงเกียรติภูมิของพรรค ขอเพียงแค่ให้ได้เป็นรัฐบาล และปล่อยให้เกิดการบริหารโดยทุจริต คอร์รัปชัน รักษาผลประโยชน์ของพรรคเหล่านั้น โดยยินยอมต่อพรรคร่วมรัฐบาลชนิดที่เคยได้อย่างไรในรัฐบาลทักษิณ เราให้เหมือนเคยหรือมากกว่า และมีพฤติกรรมเอาอกเอาใจ “กลุ่มทหาร” ที่ช่วยในการจัดตั้งรัฐบาล โดยละทิ้งอุดมการณ์พรรค ทอดทิ้งมิตร-แนวร่วม-มวลชน โดยหาคำอธิบาย แก้ตัวต่อสมาชิกให้ยอมรับ ฝืนต่อจุดยืนของพรรค

ที่สำคัญคือการแสดงจุดยืนเป็นศัตรูต่อภาคประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่เคยมีบทบาทอย่างสำคัญ ในการต่อสู้กับทักษิณ และระบอบทักษิณ เพียงแค่ต้องการเปิดโอกาสให้พรรคได้จัดตั้งรัฐบาล ยิ่งทำให้ประชาชนทั้งหลายสงสัยในอุดมการณ์และจุดยืนของพรรค โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การที่พรรคไม่ได้แสดงจุดยืน และบทบาทอย่างกล้าหาญในการปกป้องอธิปไตยของชาติ คุ้มครองสิทธิพลเมืองไทย กรณีนายวีระ สมความคิด และพวกถูกรัฐบาลกัมพูชา จับกุมในดินแดนไทยไปขึ้นศาลกัมพูชา นับเป็นความผิดพลาดที่สำคัญยิ่งที่ทำให้พรรคถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก ความศรัทธาต่อพรรคตกต่ำอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน

ขณะที่ภายในพรรค หัวหน้า และเลขาธิการพรรค ต่างละเลยบทบาทในการสามัคคีคนภายในพรรค ไม่ส่งเสริมบทบาทบุคคลสำคัญ และผู้มีอาวุโส หรือประสบการณ์ของพรรคให้ได้มีบทบาทในการทำงาน การตัดสินใจและการจัดการปัญหาต่างๆ ถูกครอบงำและผูกขาด หรือจำกัดอยู่ในวงแคบๆ ของผู้ใกล้ชิด หัวหน้าพรรคและเลขาธิการพรรคเท่านั้น

นี่คือความผิดพลาดในการดำเนินงานทางการเมือง ที่สำคัญอันนำมาซึ่งความล้มเหลว และพ่ายแพ้ของพรรค ที่เราจำเป็นต้องเก็บรับเป็นบทเรียน และต้องละทิ้งแนวทางการเมืองเก่าที่ล้มเหลวนี้เสีย แสวงหาแนวทางการเมืองใหม่ ที่สอดคล้องต่อสถานการณ์ และเป็นที่ยอมรับของสมาชิก มวลชน แนวร่วมผู้สนับสนุนให้กว้างขวางที่สุดเท่านั้น เราจึงจะชนะ

3. ปัญหาความผิดพลาดในเชิงนโยบาย และการบริหาร

การได้รับโอกาสในการจัดตั้งรัฐบาล และทำให้หัวหน้าพรรค นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้เป็นนายกรัฐมนตรี แม้จะเป็นไปโดยเสียงคัดค้าน วิพากษ์วิจารณ์ถึงความเหมาะสม และความไม่สง่างามในทางการเมือง แต่สังคม และประชาชน สื่อมวลชนก็ให้โอกาสแก่รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ เหตุเพราะผู้คนต่างผิดหวังจากรัฐบาลทักษิณ และระบอบทักษิณ แต่นายกรัฐมนตรี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กลับบริหารประเทศโดยขาดประสิทธิภาพ ไม่มีคณะทำงานที่มีความรู้ความสามารถจากบุคคลที่หลากหลาย จำกัดวงอยู่เพียงกลุ่มบุคคล ที่สังคมมองว่ายังอ่อนเยาว์ขาดประสบการณ์ ความรู้ความสามารถ และที่สุดไม่มีผลงานอันเป็นที่ประจักษ์ ไม่แสดงให้เห็นถึงการมีฝีมือในการบริหาร และทำงานเป็น ประกอบกับรัฐบาลไม่มี “ชุดนโยบายในการแก้ปัญหาชาติ” ที่โดดเด่นแตกต่างจากคู่แข่งอย่างชัดเจน และได้ผลในการแก้ปัญหาชาติ

ตรงข้ามกลับกลายเป็นเพียงรัฐบาลที่ลอกเลียนแบบนโยบายประชานิยมของทักษิณมาใช้ แม้จะเปลี่ยนชื่อ ก็มิได้แตกต่างในทางเนื้อหา มิหนำซ้ำยังปล่อยให้เกิดปัญหาการทุจริต คอร์รัปชันอย่างกว้างขวางเช่นเดิม มิได้แตกต่างอะไรกับรัฐบาลทักษิณ โดยเฉพาะผลงานด้านเศรษฐกิจ ที่ปล่อยให้สินค้าอุปโภคบริโภคราคาแพง และขาดแคลนซ้ำเติมปัญหาประชาชน จึงเป็นการเปิดแผลให้พรรคคู่แข่งกล่าวหาโจมตี ประชาชนไม่สามารถมองเห็นความแตกต่างระหว่างพรรคประชาธิปัตย์กับพรรคคู่แข่งเลยในทางนโยบาย ยิ่งในทางการบริหาร ผู้คนกลับเปรียบเทียบมองว่า รัฐบาลอื่นบริหารได้ดีเก่งกว่า จนสังคมเกิดทัศนคติว่า “โกงก็ได้ ขอให้ทำงาน” นี่จึงเป็นความล้มเหลวที่จำต้องแก้ไขโดยเร่งด่วนเรื่องหนึ่ง เราต้องมีผู้นำพรรคที่ดี มีความรู้ความสามารถ มีแนวทางการเมืองที่ถูกต้อง และมีนโยบายที่ดี มีการบริหารที่แตกต่างจากพรรคคู่แข่งที่สามารถปฏิบัติให้เห็นผลได้ เราจึงจะเป็นพรรคทางเลือกและเป็นความหวังของประชาชนได้ (อ่านต่อวันศุกร์หน้า)
กำลังโหลดความคิดเห็น...