xs
xsm
sm
md
lg

สลายการชุมนุมโดยสงบ รับรองการชุมนุมเผาเมือง : นี่แหละนิติรัฐบ้านมาร์ค

เผยแพร่:   โดย: อุษณีย์ เอกอุษณีษ์

เมื่อมิถุนายน พุทธศักราช 2549 ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญของไทย เคยมีคำวินิจฉัยด้วยมติ 8 ต่อ 6 ว่า ร่างพระราชบัญญัติทางหลวง (ฉบับที่...) พ.ศ.... มาตรา 20 ซึ่งมีสาระสำคัญ คือ ห้ามไม่ให้มีการชุมนุมกันในเขตทางหลวง ในลักษณะที่เป็นการกีดขวางการจราจรหรืออาจเป็นอันตราย หรือเสียหายแก่ยานพาหนะหรือผู้ใช้ทางหลวง เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากผู้อำนวยการทางหลวง ซึ่งเป็นร่างกฎหมายที่เสนอในช่วงรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และได้ผ่านความเห็นชอบจากที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาไปแล้ว และอยู่ระหว่างการประกาศเป็นกฎหมายให้มีผลบังคับใช้ เป็นการออกกฎหมายที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ เพราะเป็นการไปละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชน

ตุลาการเสียงข้างมากในวันนั้นเห็นว่า มาตราดังกล่าว ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญเพราะเป็นการจำกัดเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ โดยเป็นบทบัญญัติที่มีการจำกัดเสรีภาพเกินความจำเป็น กระทบกระเทือนสาระสำคัญแห่งเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ เพราะการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ เป็นเสรีภาพขั้นพื้นฐานของประชาชนตามที่รัฐธรรมนูญ (พุทธศักราช 2540) มาตรา 29 และมาตรา 44 บัญญัติไว้ทั้งมีกฎหมายอื่นบัญญัติห้ามไว้อยู่แล้ว (ตรงกับมาตรา 63 รัฐธรรมนูญพุทธศักราช 2550)
ที่ประชุมตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเสียงข้างมากหลายคนเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่า หากจะมีการออกกฎหมายเพื่อห้ามการชุมนุมต้องออกเป็นกฎหมายพิเศษเพื่อการชุมนุมโดยเฉพาะ เพื่อควบคุมการชุมนุมของประชาชนให้สงบเรียบร้อย ไม่ใช่มาออกกฎหมายควบคุมการชุมนุมซึ่งกระทบต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชนและเป็นเรื่องใหญ่ มาไว้ในกฎหมายที่ไม่เกี่ยวข้องอย่างกฎหมายทางหลวง อันเป็นการออกกฎหมายที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญและไม่ชอบ

แต่ถ้ามีการออกกฎหมายเรื่องการชุมนุมเฉพาะก็จะได้ไปลงลึกในรายละเอียดไปเลยว่าจะดูแลการชุมนุมอย่างไร การขออนุญาตต้องทำอย่างไร เพราะถ้าออกกฎหมายแบบนี้มามีหวังต่อไปใครจะชุมนุมอะไรไม่ได้เลย ไม่ว่าที่หน้าทำเนียบรัฐบาล หน้ารัฐสภา หรือพวกกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ถ้ากฎหมายฉบับนี้ออกมาป่านนี้ประชาชนที่ออกมารวมตัวกันที่หน้าทำเนียบรัฐบาลก็ต้องถูกจับไปหมดแล้ว ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญท่านหนึ่งกล่าว

ท่านผู้อ่าน เมื่อได้พิจารณาจากตัวอย่างคำวินิจฉัยข้างต้นที่ผู้เขียนหยิบยกมาให้ดูแล้ว คงจะเห็นได้ถึงความระมัดระวังเป็นอย่างยิ่งที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญในขณะนั้นจะกระทำการใดๆ มิให้กระทบกระเทือนต่อสิทธิของการชุมนุม แม้จะมีประเด็นเรื่องการปิดกั้นที่สาธารณะหรือทางหลวงเข้ามาเกี่ยวข้อง

ในขณะเดียวกัน แม้ท้ายที่สุดหากรัฐจำเป็นต้องใช้กฎหมายพิเศษควบคุมการชุมนุม ก็ต้องเป็นไปในลักษณะของการควบคุมดูแลให้การชุมนุมเกิดความสงบเรียบร้อย มิได้หมายถึงการห้ามหรือขัดขวางการชุมนุมใดๆ เลย ฉะนั้น ประเด็นสำคัญก็จะไปตกอยู่ที่ว่ารัฐที่ต้องการเข้าไปควบคุมการชุมนุมแยกแยะออกหรือไม่ ระหว่างการชุมนุมที่เป็นไปด้วยความสงบเรียบร้อยตามรัฐธรรมนูญกับการชุมนุมที่ไม่สงบ

ในข้อนี้ผู้เขียนฟันธงได้ว่า รัฐบาลที่มีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรีชุดนี้ มีปัญหาบกพร่องในเรื่องการใช้อำนาจตัดสินใจวินิจฉัยปัญหาดังกล่าว มิฉะนั้นประเทศไทยในยุคที่มีนายอภิสิทธิ์เป็นนายกรัฐมนตรี คงไม่ต้องเผชิญกับเหตุการณ์ล้มประชุมอาเซียน 2552 สงกรานต์เลือด 2552 และเผาราชประสงค์ 2553

หรือจะเอาหลักฐานที่ชัดเจนยิ่งขึ้น และเพิ่งเกิดไปสดๆ ร้อนๆ ก็คือ กรณีที่ พล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ ผบก.น.1 เดินขึ้นศาลไปให้การเป็นพยานกับแกนนำเสื้อแดงทั้ง 7 คน โดยยืนยันต่อหน้าศาลว่า การชุมนุมเผาราชประสงค์ เมื่อเมษายน 2553 เป็นการชุมนุมโดยสงบปราศจากอาวุธ โดยที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ที่กำกับดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ปล่อยกรณีดังกล่าวให้เกิดขึ้น โดยไม่แสดงความคิดเห็นใดๆ ราวกับเห็นด้วยกับการกระทำทั้งหมดของผู้การแต้ม และตามด้วยการให้สัมภาษณ์ทวงบุญคุณเสื้อแดงของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคงว่า รัฐบาลอยู่เบื้องหลังการให้ประกันตัว

จริงๆ แล้วสำหรับความหมายของการชุมนุมโดยสงบตามรัฐธรรมนูญที่วิญญูชนทั่วไปพึงเข้าใจได้นั้น ผู้เขียนขออนุญาตยกตัวอย่างข้อเขียนของ ดร.ปารีณา ศรีวนิชย์ คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เคยแสดงทัศนะต่อการชุมนุมสาธารณะที่เกิดขึ้นเมื่อปีพุทธศักราช 2549 ของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยที่ว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยบัญญัติว่า “บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ” ซึ่งครอบคลุมถึงการรวมตัวของบุคคลตั้งแต่สองคนขึ้นไป ไม่ว่าในที่ส่วนตัวหรือในที่สาธารณะ

การชุมนุมที่จะได้รับการรับรองนั้น ต้องเป็นการชุมนุม “โดยสงบ” และ “ปราศจากอาวุธ” นั่นคือ จะต้องไม่มีการใช้กำลังหรือใช้ความรุนแรง แม้จะมีกล่าวถ้อยคำที่รุนแรงหยาบคาย โห่ร้องหรือวิพากษ์อย่างมีอารมณ์ ก็ยังถือไม่ได้ว่าเป็นการชุมนุมที่ไม่สงบ ตราบเท่าที่ไม่มีการใช้กำลัง (แต่ผู้อภิปรายต้องรับผิดชอบต่อคำพูดของตนเองว่าอาจถูกดำเนินคดีฐานหมิ่นประมาทเป็นการเฉพาะตัว)

โดยเหตุผลสำคัญที่รัฐธรรมนูญเปิดโอกาสให้ประชาชนได้มี “เวที” ที่จะแสดงความคิดเห็นของตนนั้น ก็เพราะโดยพื้นฐานของระบอบประชาธิปไตย ประชาชนจะต้องเป็นผู้ตัดสินใจและกำหนดทิศทางในการบริหารประเทศ ดังนั้น การตัดสินใจจึงเป็นปัจจัยสำคัญ และการตัดสินใจที่ดีนั้นต้องมาจากการพิจารณาข้อมูลที่รอบด้าน (informed decision) จึงต้องมี “พื้นที่” ให้ประชาชนได้แลกเปลี่ยนข้อมูลและรับข้อมูลข่าวสารอย่างเต็มที่จากทุกฝ่าย เพื่อจะใช้ประกอบการตัดสินใจ และยังเป็นการรองรับเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของบุคคลที่ได้รับการรับรองตามรัฐธรรมนูญอีกด้วย

การแสดงความคิดเห็นของผู้ชุมนุมเวทีมัฆวานฯ ในปี 2554 ตลอดกว่า 50 วันที่ผ่านมา เป็นที่ประจักษ์ชัดว่าเป็นไปด้วยความสงบเรียบร้อย และยังมีจุดมุ่งหมายสำคัญคือ เสนอความคิดเห็นข้อมูลเพื่อให้รัฐบาลนำไปใช้ประกอบการตัดสินใจเชิงนโยบายการบริหารประเทศ ทั้งข้อเรียกร้องเบื้องต้น 3 ข้อในการรักษาอธิปไตยขอชาติ การเรียกร้องรัฐบาลให้ความช่วยเหลือนายวีระ สมความคิด และนางสาวราตรี พิพัฒนาไพบูรณ์ ถูกทหารเขมรลักพาตัวไปจากดินแดนไทย ข้อคัดค้านกรณีที่สภาไทยเตรียมรับรองบันทึกการประชุมเจบีซีที่จะสุ่มเสี่ยงต่อการเสียดินแดน

ปรากฏว่า ผ่านมากว่า 50 วัน เริ่มมีบุคลากรจากหลายภาคส่วนออกมาขานรับข้อเรียกร้อง และเสนอให้รัฐบาลนำข้อเสนอไปปฏิบัติตามไม่ว่าจะเป็นกลุ่มนักกฎหมาย นักวิชาการ บุคลากรในซีกตุลาการ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน แต่รัฐบาลยังทำเสมือนหูทวนลมไม่รับฟังข้อเรียกร้องใดๆ หรือข้อทักท้วงใดๆ เลย

ในทางตรงข้าม รัฐบาลกลับพยายามจะกดดันผู้ที่ชุมนุมโดยสงบด้วยการนำกำลังตำรวจเข้าข่มขู่ครั้งแล้วครั้งเล่าเพื่อให้เข้าใจว่าจะมีการสลายการชุมนุมทั้งที่การจำกัดเสรีภาพในการชุมนุมนั้น รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ว่า ในสถานการณ์ปกติจะทำได้แต่โดย “อาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายเฉพาะในกรณีการชุมนุมสาธารณะ” เท่านั้น ทั้งยังได้กำหนดเงื่อนไขไว้ด้วยว่าจะต้องเป็นไป “เพื่อคุ้มครองความสะดวกของประชาชนที่จะใช้ที่สาธารณะ” เท่านั้น และจะจำกัดเสรีภาพได้ “เท่าที่จำเป็น” โดยไม่กระทบกระเทือนสาระสำคัญแห่งเสรีภาพ

และต้องไม่ลืมว่า “กฎหมายเฉพาะ” ที่รัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ประกาศใช้ปัจจุบัน คือ พระราชบัญญัติความมั่นคงรอบล่าสุดนั้น ยังอยู่ระหว่างการที่ศาลแพ่งรับคำร้องไว้พิจารณาว่า เนื้อหาประกาศดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะลัดขั้นตอนการประกาศใช้ และไม่ประกาศลงราชกิจจานุเบกษาจริงหรือไม่ ซึ่งคงจะเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้องอย่างแน่นอน หากรัฐบาลอภิสิทธิ์ดึงดันจะใช้อำนาจดังกล่าว ทั้งที่มีข้อครหาจากภาคประชาชนดังกล่าว ยังไม่ได้รับการคลี่คลายใดๆ
กำลังโหลดความคิดเห็น...