xs
xsm
sm
md
lg

ประชาธิปไตยกำลังเบ่งบาน หรือ ถดถอย?

เผยแพร่:   โดย: วริษฐ์ ลิ้มทองกุล

การชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) หรือ คนเสื้อแดงที่กำลังดำเนินไป ได้ก่อให้เกิดกระแสการวิพากษ์วิจารณ์ในสังคมไทยอย่างมากว่า การเคลื่อนไหวภายใต้ภาพที่ดูเหมือนจะ “สันติ” แต่แฝงเร้นไว้ด้วย “ความรุนแรง” อย่างเช่น การละเลงเลือดหน้า “พรรคประชาธิปัตย์” หรือ “บ้านพักนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี” ซึ่งเป็นทรัพย์สินของเอกชน, การที่คนเสื้อแดงบางส่วนใช้ความรุนแรง แต่แกนนำกลับปฏิเสธความรับผิดชอบต่อการกระทำดังกล่าวทุกครั้ง โดยอ้างว่า “เป็นการจัดฉากของรัฐบาล” หรือ “เป็นการกระทำของแดงเทียม”, การที่คนเสื้อแดงจำนวนหนึ่งหันไปใช้อาวุธเข้าห้ำหั่นกับเจ้าหน้าที่ เช่น ปาระเบิดขวดหรือยิงระเบิด M79 เข้าใส่ค่ายทหาร ...

การกระทำเยี่ยงนี้หรือคือ มาตรฐานของการเคลื่อนไหวแบบสันติอหิงสา ที่คนไทยต้องอดทน ก้มหน้ายอมรับและเผชิญหน้าต่อไปเรื่อยๆ?

ในวันเสื้อแดงประกาศเริ่มต้นยุทธการละเลงเลือดมีผู้ใหญ่ที่ศึกษาเรื่องการเคลื่อนไหวทางการเมืองแบบอหิงสาและหลักคำสอนในเชิงพุทธมาอย่างลึกซึ้งได้เดินมาบอกกับผมว่า ในความเป็นจริงแล้วการที่แกนนำคนเสื้อแดงประกาศขอรับเจาะเลือดคนเสื้อแดงโดยอ้างว่าตามความสมัครใจนั้นมิได้เป็นการเคลื่อนไหวตามหลัก “อหิงสา” อย่างที่พวกเขากล่าวอ้าง แต่เป็นเคลื่อนไหวแบบ “วิหิงสา” โดยแท้

ถ้าอหิงสา คือ การไม่เบียดเบียน, การไม่ทำร้าย และการไม่ทำให้ผู้อื่นต้องทนทุกข์ วิหิงสา ก็ตรงข้ามกันคือ การเบียดเบียน, การทำร้าย และทำให้ผู้อื่นต้องทนทุกข์

หากการเคลื่อนไหวใดๆ มีพื้นฐานมาจากความเท็จ ความไม่บริสุทธิ์ใจ หวังสร้างความแตกแยกบนจุดประสงค์และวาระที่แฝงเร้น (Hidden Agenda) กล่าวคือ อ้างว่าเป็นการชุมนุมเพื่อทวงคืนประชาธิปไตย ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงแล้วเป็นการชุมนุมเพื่อต้องการให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร พ้นความผิดและกลับมาปกครองประเทศโดยล้มล้างระบอบเก่าและสร้างระบอบใหม่ การเคลื่อนไหวนั้นย่อมเป็นการเคลื่อนไหวแบบ “วิหิงสา” มิใช่ “อหิงสา” ดังที่มีการกล่าวอ้าง

ในมุมมองส่วนตัว ...

ลึกๆ แล้ว ผมคิดว่าประเด็นในการเคลื่อนไหวและการปราศรัยบนเวทีคนเสื้อแดงก็มิใช่เป็นเรื่องที่ไร้สาระไปเสียทั้งหมด อย่างเช่น ปัญหาการกระจายรายได้และความเหลื่อมล้ำทางสังคม (ที่มิใช่สงครามทางชนชั้น) ปัญหาการคอร์รัปชัน ปัญหาของระบบยุติธรรม ปัญหาการซื้อขายตำแหน่งในระบบราชการที่ล่าสุดนำมาสู่การสูญเสีย “จ่าเพียร” พล.ต.อ.สมเพียร เอกสมญา หรือแม้กระทั่งประเด็นเรื่องอนาคตของระบบการเมืองไทยก็แล้วแต่

ทว่า การกล่าวถึงประเด็นเหล่านี้ให้มีน้ำหนัก น่าเชื่อถือและสามารถนำไปใช้แก้ปัญหาได้อย่างเป็นรูปธรรมนั้น แกนนำและคนเสื้อแดงจำเป็นต้องก้าวให้พ้นคนที่ชื่อ “ทักษิณ ชินวัตร” ให้ได้เสียก่อน!

การเดินหน้าลุยถั่ว มั่วนิ่มชุมนุม โดยอ้างว่าการเคลื่อนไหวเป็นการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ทั้งๆ ที่โดยเนื้อแท้แล้ว เป็นเพียงการต่อสู้เพื่อผลประโยชน์ของมหาเศรษฐีคนหนึ่งนั้น เอาเข้าจริงรังแต่จะเป็นการทำลายความน่าเชื่อถือของการชุมนุมตามระบอบประชาธิปไตยในภาพรวม

หลังจากเหตุการณ์สงกรานต์เลือด ในเดือนเมษายน 2552 ซึ่งคนเสื้อแดงได้บุกไปล้มการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนที่พัทยา จ.ชลบุรี อันตามมาด้วยการก่อการจลาจลในกรุงเทพฯ และหัวเมืองใหญ่ๆ อย่างรุนแรง สื่อต่างประเทศเกือบทุกแขนงต่างรู้เช่นเห็นชาติ พ.ต.ท.ทักษิณ ผู้นำที่แท้จริงและนายเงินของกลุ่มคนเสื้อแดงกันหมดแล้ว

กระนั้น สิ่งที่ทำให้ผมรู้สึกตกใจมากก็คือ เมื่อคนเสื้อแดงนัดชุมนุมใหญ่กันอีกครั้งในช่วงกลางเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ขณะที่ “สื่อมวลชนต่างชาติ” ต่างขุดเอาอดีตของ พ.ต.ท.ทักษิณ และคนเสื้อแดงมาแฉ มาเปิดโปงกันอย่างครึกโครม ทั้งลดทอนระดับความน่าเชื่อถือของ พ.ต.ท.ทักษิณ ด้วยการปฏิเสธที่จะขอสัมภาษณ์แทบจะสิ้นเชิงนั้น “สื่อมวลชนไทย” ส่วนใหญ่ โดยเฉพาะสื่อโทรทัศน์กลับทำเป็นไร้เดียงสา หน้าตายและขายขี้หน้าวิชาชีพเป็นที่สุด

ยกตัวอย่างเช่น ในวันแรกๆ การชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงบริเวณสะพานผ่านฟ้า ซึ่งนายจตุพร พรหมพันธุ์ ได้นำคลิปตัดต่อเสียงนายอภิสิทธิ์ ซึ่งเป็นคลิปของเก่าตั้งแต่ปี 2552 มาเปิดอีกครั้ง ผู้สื่อข่าวจากรายการข่าว 3 มิติ กลับรายงานข่าวดังกล่าวว่า บนเวทีเสื้อแดงได้มีการนำคลิปเสียงนายอภิสิทธิ์มาเปิด พร้อมระบุด้วยว่าเป็นคลิปเสียงที่นายอภิสิทธิ์สั่งฆ่าประชาชนตามที่นายจตุพรพูด ...

หรือกรณีล่าสุดเมื่อหัวค่ำวันอังคารที่ 23 มีนาคม ที่ผ่านมา หลังจากที่ พ.ท.อภิวันท์ วิริยะชัย รองประธานสภาผู้แทนราษฎรและ ส.ส.เพื่อไทย ได้ขึ้นเวทีปราศรัยกล่าวโจมตีสถาบันฯ นายกรัฐมนตรีและ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ อย่างรุนแรง รายการข่าวทางช่อง 7 สี กลับระบุไปเสียดื้อๆ ว่า พ.ท.อภิวันท์ ไม่ต้องการเจรจากับนายกรัฐมนตรีเพื่อหาทางออกให้กับประเทศ แต่ต้องการเจรจากับ พล.อ.เปรม ประธานองคมนตรีซึ่งเป็นผู้ที่มีอำนาจสูงสุดแทน!?!

น่าตกใจและน่าเสียดายว่า ในวิกฤตการณ์ทางการเมืองครั้งนี้ รวมถึงในห้วง 4-5 ปีที่ผ่านมา สื่อโทรทัศน์ซึ่งเป็นสื่อที่ถูกระบุโดยโพลล์เกือบทุกสำนักว่า เป็นสื่อที่คนไทยให้ความเชื่อถือมากที่สุด กลับมิได้ทำหน้าที่ “ผู้สื่อข่าว” แต่กระทำตัวเป็นเพียง “แมสเซนเจอร์วิ่งข่าว” เท่านั้น

เมื่อช่องทางสื่อสารที่ได้รับความเชื่อถือจากคนไทยส่วนใหญ่ขาดความลุ่มลึกและความรับผิดชอบในการปกป้องสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์เพราะได้กลายสภาพเป็น “สื่อเชิงพาณิชย์” ไปโดยสมบูรณ์แล้ว สังคมและประชาชนไทยในภาพรวมจึงตกอยู่ในห้วงของความไม่รู้, ห้วงของความจริงครึ่งความเท็จครึ่ง, ห้วงของการบิดเบือนข่าวสารด้วยกลยุทธ์ของการโฆษณาประชาสัมพันธ์ ฯลฯ

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดที่สุดก็คือ แม้แต่ตัวนายกรัฐมนตรีผู้มีอำนาจหน้าที่และควบคุมสื่อของภาครัฐอยู่ในมือมากมายมหาศาล ทุกวันนี้ยังต้องนั่งปวดหัวกับเรื่อง “คลิปตัดต่อ” อย่างที่ไม่ควรจะเป็น …

ผมเพียงกังวลว่า หากคุณอภิสิทธิ์ในฐานะผู้ถืออำนาจบริหารสูงสุด ยังมัวแต่กังวลกับภาพลักษณ์ทางการเมืองและหนทางในการอยู่รอดทางการเมืองของตัวเอง ด้วยการปล่อยสถานการณ์เช่นนี้ให้ทอดเวลาต่อไปเรื่อยๆ โดยไม่ดำเนินการอะไรอย่างเด็ดขาด คุณอภิสิทธิ์จะไม่เพียงปล่อยประเทศไปตามยถากรรม แต่จะปล่อยให้ระบอบประชาธิปไตยของไทยต้องล่องลอยไปตามบุญตามกรรมด้วย
กำลังโหลดความคิดเห็น...