xs
xsm
sm
md
lg

เชื้อชั่วเอื้ออาทรกลายพันธุ์เป็นไทยเข้มแข็ง

เผยแพร่:   โดย: สุวิชชา เพียราษฎร์

รัฐบาลอภิสิทธิ์กับปัญหาทุจริตคอร์รัปชันกำลังเป็นประเด็นที่ถูกเพ่งเล็งมากที่สุด

นักการเมืองหลายคน ตลอดจนผู้มีบารมีเหนือรัฐมนตรีทั้งหลายคล้ายกับอดอยากปากแห้งมานานเริ่มปักหลักทำมาหากินกับงบประมาณแผ่นดินด้วยความคุ้นชินอย่างตะกละตะกลาม

โดยเฉพาะกับโครงการ ‘ไทยเข้มแข็ง!’

ทั้งสื่อ ทั้งฝ่ายค้านจึงจ้องจองกฐินอภิปรายซักฟอกกันเป็นพรวน

ไทยเข้มแข็ง คือ ชื่อของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเฟสที่สองของรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ซึ่งมาตรการนี้รัฐบาลจะใช้วงเงินรวม 1.56 ล้านล้านบาท ผูกพันต่อเนื่องไประหว่างปีงบประมาณ 2553 จนถึงปี 2555 ภายใต้ปฏิบัติการว่า ‘ไทยเข้มแข็ง 2555’

ทั้งนี้ ปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555 เริ่มอย่างเป็นรูปธรรมตั้งแต่เดือนกันยายนปีที่แล้ว

เหตุผลที่ต้องทำให้ไทยเข้มแข็งรัฐบาลบอกว่า เศรษฐกิจไทยในปัจจุบันแม้มีสัญญาณฟื้นตัวและดูจะมีเสถียรภาพดีขึ้นแต่ก็อยู่ในภาวะที่เรียกว่า ‘ไม่อ่อนแอแต่ยังไม่แข็งแรง’ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องให้ยาต่อเนื่องเพื่อความแข็งแรง อุปมาเหมือนคนที่เพิ่งฟื้นไข้ก็ต้องกินยาบำรุงไปสักระยะก่อนจะกลับมาวิ่งปร๋อเหมือนเดิม

เงินลงทุนมากมายมหาศาลเหล่านี้รัฐบาลได้กำหนดแผนจะกระจายไปสู่โครงการต่างๆ ที่เป็นพื้นฐานของประเทศ ไล่ตั้งแต่เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม สาธารณสุข พลังงาน อาหาร ท่องเที่ยว เกษตรกรรรม ฯลฯ

แต่เท่าที่ดูเหมือนน้ำหนักจะเทไปที่การปรับปรุงและพัฒนาระบบคมนาคมขนส่งและลอจิสติกส์ที่ 3 ปีมีวงเงินรวมสูงถึง 6.76 แสนล้านบาท (รายละเอียดเพิ่มเติมสามารถดูได้ที่ www.tkk2555.com)

เมื่อมีเม็ดเงินดังกล่าวลงไปในระบบ รัฐบาลคาดหวังว่า เศรษฐกิจก็จะถูกกระตุ้นโดยประมาณการไว้ว่าจะช่วยเพิ่มการลงทุนภาครัฐประมาณร้อยละ 5 ของ GDP และเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนเข้าร่วมลงทุนในโครงการลงทุนของภาครัฐ สร้างตำแหน่งงานใหม่ประมาณ 1.6 ล้านคน ภายใน 3 ปี

หลักการและวัตถุประสงค์พร้อมทั้งเป้าหมายล้วนเล็งผลเลิศให้คนได้พูดถึงและรอคอยความหวังของมาตรการนี้ ทว่า อย่างที่รู้กันแค่เริ่มต้นปฏิบัติการไทยเข้มแข็งก็เผชิญหน้ากับถูกตั้งคำถามอย่างหนักหน่วงในเรื่องความไม่โปร่งใสในการใช้เงิน

รวมถึงกรณีอื้อฉาวในกระทรวงสาธารณสุขที่โผล่มาฟ้องเป็นรูปธรรม!

แม้จะมีการเปลี่ยนแปลงปรับปรุงภาพลักษณ์ เปลี่ยนแปลงตัวบุคคล ปรับครม.รวมถึงมีการเอ่ยถึงกฎเหล็ก 9 ข้อของนายกฯ แต่ผ่านมาถึงวันนี้หากตรวจสอบ พาดหัวข่าวของหนังสือพิมพ์แต่ละเช้าก็จะเห็นข่าวพฤติกรรม-พฤติการณ์ที่ส่อไปในทางทุจริตในโครงการนี้เช่นเดิม

ยกตัวอย่างเช่นที่กระทรวงศึกษาธิการที่ข่าวกำลังเข้มข้นในเวลานี้

ถามว่า ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น คำตอบ ตอบได้ง่ายยิ่ง เพราะว่า กลิ่นของเงินมักยั่วยวนใจนักการเมืองชั่วช้าเสมอ และถามว่า นายกฯ อภิสิทธิ์จะจัดการได้หรือไม่? อาจมีทั้งเชื่อมั่นและไม่เชื่อมั่น ขึ้นอยู่ความกล้าหาญของนายกฯ

นายกฯ มีมาตรฐานของตัวเองแต่คนรอบข้าง และพรรคร่วม ก็ใช่ว่า จะเป็นเช่นนั้น หลายต่อหลายเรื่องที่ผ่านมาก็พิสูจน์ให้เห็นแล้ว

เมื่อโดนจับตา และขุดคุ้ยกันขนาดนี้ รัฐบาลอาจจะพออ้างได้ว่า ได้กระทำการอย่างรัดกุมรอบคอบที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยกำหนดมาตรการดูแลป้องกันโครงการไทยเข้มแข็งให้น่าเชื่อได้ว่า หากจะทุจริตกันคงเป็นเรื่องยากน่าดู

ดังจะเห็นว่า แต่ละโครงการกำหนดให้ต้องมี คณะกรรมการตรวจสอบทบทวน คณะกรรมการตรวจสอบการจัดซื้อ ตรวจสอบนู่นนี่นั่นยุบยั่บไปหมด แต่...ยอมรับกันหรือไม่ว่า ทำไปทำมาก็มีกลิ่นฮั้ว กลิ่นเงินใต้โต๊ะเอิกเกริกเหมือนเดิม

มันแปลว่าอะไรไม่ทราบ?

ประเด็นนี้ น่าคิดเหลือเกินว่า ปัญหาคนจะโกงอยู่ที่ตัวบุคคลไม่ใช่ระบบตรวจสอบตรวจทานนั่น!

เนื่องเพราะเท่าที่รู้จากวงการก่อสร้างมา นักการเมืองผู้มีบารมีเหนือพรรคร่วมรัฐบาลพรรคหนึ่งซึ่งคุมกระทรวงใหญ่วันนี้ยังสนุกสนานกับการเรียกผู้รับเหมาก่อสร้างไปรีดไถทรัพย์ต่อรองแลกกับการประมูลเมกะโปรเจกต์หลายหมื่นล้าน

หรือจากนักธุรกิจที่เข้าร่วมประมูลโครงการไทยเข้มแข็งหลายๆ คน ระบุว่า บอร์ดหลายบอร์ดที่ชี้เป็นชี้ตายกับการได้งานของเอกชนผู้ประมูลโครงการไทยเข้มแข็งยังเป็นชุดเดียวกันไม่เคยเปลี่ยนมาเลยตั้งแต่สมัยรัฐบาลนักโทษชายทักษิณ!!

บอร์ด และข้าราชการประจำบางคนของแต่ละกระทรวงที่กลิ่นโกงกินโฉ่เหล่านี้ทั้งผูกขาด สมรู้ร่วมคิดกับนักการเมืองใหญ่ สานผลประโยชน์ให้พวกพ้อง น้องพี่ แบ่งกันกินเป็นล่ำเป็นสันอิ่มหมีพีมันกันถ้วนหน้า คล้ายกับว่า รัฐบาลนักโทษชายทักษิณยังไม่ตายจากไปไหน

กล่าวได้ว่า ขบวนการฮั้วและโกงกินบ้านเมืองยังใช้วิธีการเก่า คนเก่าๆ หาได้เปลี่ยนแปลงหรือแตกต่างไปตามรัฐบาลไม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งโครงการตระกูลเอื้ออาทรทั้งหลาย

พรรคประชาธิปัตย์ซึ่งสมัยเคยเป็นฝ่ายค้านโจมตีรัฐบาลทักษิณเรื่องทุจริตคอร์รัปชันในโครงการเอื้ออาทรหลายต่อหลายโครงการ พอเปลี่ยนตัวเองมาเป็นรัฐบาลชุดนี้โครงการเหล่านั้นนอกจากไม่ได้ถูกยกเลิก ตนเองยังปล่อยให้มีการก๊อบบี้วิธีการโกงมาแบบไม่ผิดเพี้ยนจากต้นฉบับ

ทุกอย่างจึงยังซ้ำรอยเดิม โกงกินกันมูมมามแบบเดิม ที่เปลี่ยนก็อาจแค่ชื่อ จาก “เอื้ออาทร” เป็น “ไทยเข้มแข็ง” ก็เท่านั้น

ข้อมูลเหล่านี้นายกฯ อภิสิทธิ์คนหล่อหลักการเกินร้อยย่อมต้องรู้ และน่าจะมีข้อมูลเชิงลึกในมือมากกว่าใคร แต่...อีกนั่นละสังคมยังไม่เห็นว่าท่านจะดำเนินการใดๆให้เด็ดขาดขุดรากถอนโคนคนโกง

เชื้อชั่วเอื้ออาทรบัดนี้ได้กลายพันธุ์เป็นไทยเข้มแข็งไปเรียบร้อย ช่างเป็นเรื่องที่น่าผิดหวังจริงๆ.
กำลังโหลดความคิดเห็น...