xs
xsm
sm
md
lg

การไม่สอดคล้องขององค์กรและค่านิยมทางสังคมกับยุคสมัย

เผยแพร่:   โดย: ศ.ดร.ลิขิต ธีรเวคิน

สังคมมนุษย์มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา โดยการเปลี่ยนแปลงนั้นเกิดขึ้นจากภายในประเทศ รวมทั้งกระแสการเปลี่ยนแปลงของโลก การปรับตัวของค่านิยม วัฒนธรรมและองค์กรสังคม เป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่บางครั้งการปรับตัวไม่สามารถจะกระทำได้อย่างแนบเนียนจนนำไปสู่ความขัดแย้งและความตึงเครียด ทำให้ดุลยภาพสังคมถูกสั่นคลอนได้

การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นภายในนั้นเริ่มต้นจากการเปลี่ยนแปลงทางจำนวนหรือปริมาณ เมืองซึ่งมีคนประมาณ 1 ล้านคน เมื่อเพิ่มเป็น 6 ล้านคน เช่น กรุงเทพฯ เมื่อปี 2500 มีประชากรทั้งสิ้น 1.2 ล้านคน แต่มาในปัจจุบันถ้ารวมทั้งคนซึ่งไม่ได้ย้ายสำมะโนครัวและนักท่องเที่ยวหรือขาจร กรุงเทพฯ อาจจะมีประชากรถึง 8-10 ล้านคน จากปริมาณที่เพิ่มขึ้นอย่างมากมายนี้ย่อมทำให้โครงสร้างการบริหาร การอุปโภคบริโภค วัฒนธรรมและพฤติกรรมเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม เช่น การขนส่งโดยใช้รถสามล้อหรือรถลากก็ต้องมีการเปลี่ยนแปลง ต่อมาเมื่อมีการใช้รถรางหรือรถเมล์ แต่เนื่องจากความจำเป็นต้องใช้พื้นผิวจราจรก็ต้องเลิกรถราง จนมาในปัจจุบันมีรถไฟฟ้าและรถใต้ดิน นอกจากที่กล่าวมาแล้วการเดินทางการเคลื่อนไหวทางกายภาพก็ต้องเร่งฝีเท้าขึ้นตามลำดับ เนื่องจากมีข้อจำกัดของเวลาเพราะเป็นสังคมที่มีการค้าและอุตสาหกรรม เป็นชุมชนเมืองที่ต้องมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม

ในส่วนที่เกี่ยวกับพฤติกรรมนี้มีตัวอย่างที่เห็นชัดก็คือ คนซึ่งมีวัฒนธรรมทิ้งของโดยไม่ระมัดระวังอันเป็นนิสัยในชนบทนั้น เมื่อย้ายมาอยู่ในเมืองใหญ่ก็อาจจะคงไว้ซึ่งนิสัยดั้งเดิมซึ่งทำให้เกิดความไม่สอดคล้องต่อการดำรงชีวิตของคนที่อยู่ในชุมชนเมือง มีตัวอย่างที่ว่าคนอิตาลีที่มาจากชนบทเมื่อย้ายมาอยู่ในเมืองชิคาโก เมื่อเปิดอาหารกระป๋องก็จะขว้างกระป๋องออกทางหน้าต่างเพราะเป็นสิ่งที่ปฏิบัติกันมา จากตัวอย่างข้างบนนั้นทำให้เกิดสภาวะอันหนึ่งในเมืองใหญ่ๆ หลายแห่งในโลก นั่นคือการเกิดหมู่บ้านในเมือง กล่าวคือ มีชุมชนที่อยู่กันเป็นกลุ่มที่ยังรักษาไว้ซึ่งพฤติกรรมปฏิบัติเหมือนกับอยู่ในชนบท หากแต่มีกายภาพอยู่ที่เมืองใหญ่

ตัวอย่างอีกตัวอย่างหนึ่งคือภายใต้สังคมเกษตร คนมักจะไม่คำนึงถึงการตรงต่อเวลา เมื่อนัดว่าจะพบกันตอนเช้าซึ่งหมายถึงตี 5 – เที่ยงวัน ไม่ได้กำหนดเจาะจง แต่ในสังคมเมืองอย่างกรุงเทพฯ นี้การนัดพบจะกำหนดตายตัวคือ 9.00 น. หรือ 9.30 น. แต่ก็จะเห็นได้ว่าพฤติกรรมของคนในสังคมยังคงรักษาไว้ซึ่งค่านิยมแบบสังคมเกษตร การตรงต่อเวลามักจะไม่สม่ำเสมอ นักศึกษามาสาย การนัดหมายมักจะผิดเวลา โดยไม่มีความรู้สึกว่าเป็นการเสียบุคลิกและเสียมารยาท นี่คือตัวอย่างของความไม่สอดคล้องของค่านิยมและพฤติกรรมเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงทางสังคมเกิดขึ้น

แต่สิ่งซึ่งควรพิจารณาอย่างยิ่งก็คือ องค์กรต่างๆ ในสังคมที่มีการพัฒนามาอย่างยาวนานยังสอดคล้องอยู่กับสังคมที่เปลี่ยนแปลงหรือไม่อย่างไร ตัวอย่างเช่น การบริหารภาครัฐที่ข้าราชการจำนวนไม่น้อยยังรู้สึกว่าตัวเองเป็นผู้ซึ่งมีอำนาจ มีสถานะ บางครั้งมีอภิสิทธิ์ ยังคงมีทัศนคติและพฤติกรรมแบบเดิมซึ่งภายใต้สังคมที่มีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างพลวัต และระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยที่เน้นถึงสิทธิเสรีภาพและความเสมอภาค ย่อมเกิดความไม่สอดคล้องระหว่างผู้ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานขององค์กรบริหารสาธารณะ กับประชาชนผู้เสียภาษีและเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย

ในส่วนของสถาบันการศึกษา วิชาความรู้และการเรียนการสอนอาจจะตามไม่ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของสังคม เช่น ครูบาอาจารย์ที่ไม่ค้นคว้าเพิ่มเติมตามไม่ทันกับยุคสมัย วิธีการสอนที่มุ่งเน้นการท่องจำโดยไม่ปล่อยให้นักศึกษาแสดงความคิดเห็น หรือหลักสูตรที่ไม่สอดคล้องกับความต้องการของสังคม เนื่องจากทางภาคเอกชนก้าวรุดหน้าไปอย่างรวดเร็วกว่าการปรับตัวของสถาบันการศึกษา ย่อมจะนำไปสู่ช่องว่างระหว่างบุคลากรที่ผลิตโดยสถาบันการศึกษากับความต้องการของสังคมในยุคใหม่ อันได้แก่ อารยธรรมในคลื่นลูกที่สองและผสมกับคลื่นลูกที่สามคืออุตสาหกรรมและข่าวสารข้อมูล

แต่ที่สำคัญที่สุด ในขณะที่สังคมกำลังก้าวไปอย่างรวดเร็วด้วยวิธีการแบบวิทยาศาสตร์ มีการค้นคว้าวิจัย มีองค์ความรู้ใหม่ๆ ที่มาจากการเก็บข้อมูลและวิเคราะห์ข้อมูลอย่างเป็นระบบ สังคมบางส่วนยังผูกพันอยู่กับความเชื่อและค่านิยมแบบเดิม จะเห็นได้ว่ายังมีการไหว้ปรากฏการณ์ที่ผิดปกติ เช่น แพะที่มีขา 5 ขาโดยเชื่อว่าเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่จะให้โชคให้ลาภ ความไม่สอดคล้องของความเชื่อกับการพัฒนาในสังคมยุคใหม่นี้ อาจจะส่งผลในทางลบต่อการพัฒนาสังคม เศรษฐกิจและการเมืองได้ คำกล่าวที่ว่า “ไม่เชื่ออย่าลบหลู่” เป็นคำกล่าวที่แสดงถึงการเปิดเสรีให้คนมีความเชื่ออะไรก็ได้ ซึ่งก็เป็นสิทธิอันชอบธรรม แต่ขณะเดียวกันก็เสมือนเป็นการให้ความชอบธรรมกับความเชื่อที่ไร้แก่นสารและสาระ

ความไม่สอดคล้องระหว่างสิ่งซึ่งมีประวัติความเป็นมาอย่างยาวนาน จนเป็นขนบธรรมเนียมประเพณี กับความรู้แบบใหม่อาจจะนำไปสู่ความขัดแย้งและความตึงเครียดทางสังคม ถ้าเป็นกรณีที่ไม่ส่งผลกระทบในทางลบต่อปัจเจกบุคคลหรือคณะก็พอจะอดทนอดกลั้นได้ แต่ถ้าหากกระทบต่อสิทธิของผู้อื่น เช่น การเปิดเครื่องกระจายเสียงเฉลิมฉลองจนถึงตีหนึ่งโดยไม่เกรงใจเพื่อนบ้านเหมือนกับที่เคยทำในชนบท ย่อมก่อให้เกิดความตึงเครียดในสังคม การไม่รักษาความสะอาดของบริเวณที่อยู่อาศัย ทิ้งขยะเกะกะจนหลายแห่งในกรุงเทพฯ เป็นที่ทิ้งขยะโดยปริยาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ดินว่างเปล่าที่เจ้าของปล่อยปละละเลยจะมีถุงพลาสติกและขยะกองพะเนินเป็นภาพที่น่ารังเกียจอย่างยิ่ง

ทั้งหลายทั้งปวงที่กล่าวมานี้ ก็คือความไม่สอดคล้องระหว่างค่านิยม วัฒนธรรมและพฤติกรรมดั้งเดิม กับการเปลี่ยนแปลงของสังคมที่ประชาชนต้องมีการปรับเปลี่ยนเพื่อไม่ให้เกิดผลในทางลบต่อสังคมและต่อผู้อื่นตามที่ได้กล่าวมาแล้ว

ในทางการเมือง ระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยจะต้องให้น้ำหนักกับอำนาจอธิปไตยของประชาชน คำนึงถึงสิทธิเสรีภาพและความเสมอภาคอันเป็นพื้นฐานสำคัญ แต่ถ้าผู้ปฏิบัติการทางการเมืองมองประชาชนในฐานะเป็นเครื่องมือเพื่อตนจะเข้าสู่ตำแหน่งอำนาจ โดยใช้วิธีการที่ขัดต่อหลักประชาธิปไตย ย่อมจะเป็นการแสดงออกถึงความไม่เคารพต่อประชาชนซึ่งเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยนั้น การปลุกเร้ามวลชนโดยใช้ข้อมูลซึ่งไม่เป็นความจริง โดยอาศัยความอ่อนแอของสังคม ฉกฉวยประโยชน์และละเมิดต่อกฎหมายและความถูกต้อง คือความไม่สอดคล้องระหว่างการพัฒนาสังคมกับการพัฒนาทางการเมือง

ขณะเดียวกัน ถ้าประชาชนมีความตื่นตัวทางการเมือง เรียกร้องการมีส่วนร่วมมากยิ่งขึ้น แต่ระบบการเมืองไม่สามารถจะตอบรับความตื่นตัวดังกล่าว ก็จะชี้ให้เห็นถึงการเสียดุลระหว่างความตื่นตัวทางการเมืองและการพัฒนาสถาบันทางการเมืองที่จะรองรับการเปลี่ยนแปลงดงกล่าว ซึ่งก็จะเป็นปัญหาอีกปัญหาหนึ่ง

การพัฒนาโดยสามารถสร้างดุลยภาพได้ จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดของการพัฒนาที่ต่อเนื่องและยั่งยืนทั้งในทางการเมือง สังคม และเศรษฐกิจ
กำลังโหลดความคิดเห็น...