xs
xsm
sm
md
lg

แก้รัฐธรรมนูญเพื่อสมานฉันท์.....STUPID

เผยแพร่:   โดย: ปราโมทย์ นาครทรรพ

“การปฏิรูปการเมืองเป็นภารกิจที่ยิ่งใหญ่กว่าร่างรัฐธรรมนูญ แล้วจุดที่เป็นความล้มเหลวของ 4-5 ปีที่ผ่านมา ก็คือความล้มเหลวในเรื่องของกฎหมายลูกกับกลไกที่จะทำให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ

หลายๆ เรื่อง รัฐบาล
(สุรยุทธ์..ผมเติม) สามารถดำเนินการได้เลย โดยไม่ต้องรอรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เช่น

เรื่องการให้ประชาชนมีส่วนร่วมและสามารถติดตามตรวจสอบการใช้อำนาจต่างๆ รัฐบาลก็ควรริเริ่มออกกฎหมายหลายฉบับ โดยไม่ต้องรอรัฐธรรมนูญ เพราะเป็นเรื่องที่ไม่สามารถเขียนรายละเอียดลงในรัฐธรรมนูญได้ และถึงอย่างไรก็ไม่มีทางที่จะมีกฎหมายลูกออกมาก่อนการเลือกตั้งได้ เพราะฉะนั้น ทำไมไม่รีบทำเสียแต่วันนี้

รวมไปถึงเรื่องการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพผู้ประกอบอาชีพสื่อ เรื่องของการปรับปรุงกฎหมายทุจริตคอร์รัปชัน การหามาตรการการคุ้มครองข้าราชการที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเที่ยงธรรม ไม่จำนนต่อการใช้อำนาจไม่ถูกต้องของนักการเมือง ฯลฯ

“สิ่งเหล่านี้ สามารถทำได้เลย ไม่ต้องรอรัฐธรรมนูญ”

ฯลฯ

หากรัฐบาลชุดนี้เร่งรีบดำเนินการในสิ่งเหล่านี้ นอกจากการเป็นการปูรากฐานที่ดีสำหรับอนาคตแล้ว ยังจะทำให้สังคมเพิ่มความน่าเชื่อถือในทางการเมืองว่า คมช. และรัฐบาล มีความตั้งใจเข้ามาเพื่อฟื้นฟูและวางรากฐานประชาธิปไตยอย่างแท้จริง (จากหนังสือ การเมืองไทยหลังรัฐประหาร : ทางออกจากวิกฤตก่อนจะกลับไม่ได้ ไปไม่ถึง โดย...อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ มกราคม 2550)

ที่ผมยกข้อความข้างต้นมาเสนออีกครั้งนั้น มิใช่เพื่อจะให้พวกเราเสียดสีเยาะเย้ยถากถางนายกรัฐมนตรีว่าปากไม่ตรงกับใจ เวลามีอำนาจแล้วก็เปลี่ยนไป ลืมที่ตนบอกหรือสัญญาว่าจะทำอะไรทั้งสิ้น

ตรงกันข้าม ผมอยากให้พวกเราเอาใจช่วย และเคลื่อนไหวอย่างจริงจังตามครรลองประชาธิปไตย เพื่อช่วยนายกรัฐมนตรีให้ออกจากวงล้อมของการเมืองอุบาทว์ และสามารถนำการปฏิรูปตามที่นายกรัฐมนตรีต้องการและคิดมานานแล้ว

ท่านผู้อ่านที่เคารพ ผมเพิ่งกลับมาถึงกรุงเทพฯ เมื่อคืนวันเสาร์ และบ่ายวันอาทิตย์นี้ก็จะต้องเดินทางอีก ผมยังไม่มีโอกาสศึกษารายละเอียดเรื่องรัฐสภาแต่งตั้ง
2 กรรมาธิการ เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงเหตุการณ์ระหว่างวันที่ 8 ถึง 14 เมษายน 2552 คณะหนึ่ง กับคณะกรรมาธิการสมานฉันท์และแก้ไขรัฐธรรมนูญอีกคณะหนึ่ง

ในชั้นต้น ผมขอให้ข้อคิด 2 ประการ คือ

(1) การแก้ไขปัญหาบางอย่างของประเทศทำนองนี้ สภานิติบัญญัติมีสิทธิกระทำได้ และอยู่ในอำนาจหน้าที่ของสภาตามหลักรัฐธรรมนูญ และสภานิติบัญญัติที่ผมคุ้นเคยคือ สภาคองเกรสของอเมริกาทำอยู่เสมอๆ แต่ทั้งนี้จะต้องมีข้อพิจารณาว่าสมควรจะกระทำหรือไม่ ซึ่งมีหลักว่าถ้าปัญหาดังกล่าวสามารถแก้ไขได้โดยฝ่ายบริหารและขบวนการตามกฎหมายปกติ ก็ไม่สมควรหรือไม่จำเป็นต้องกระทำ

(2) โปรดพิจารณาว่า สภาผู้แทนราษฎรของเราเวลานี้ คือ สภาจกเปรต หรือสภานิติบัญญัติธรรมดา ที่มีองค์ประกอบและระบบพฤติกรรมที่น่าเลื่อมใสไว้วางใจเหมือนกับสภานิติบัญญัติโดยทั่วๆ ไป มีความสามารถจะปฏิบัติหน้าที่อันสำคัญครั้งนี้ได้

(3) เมื่อพูดถึง “ความล้มเหลวในเรื่องของกฎหมายลูกกับกลไกที่จะทำให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ” ผมเข้าใจว่าอภิสิทธิ์คงหมายถึงกฎหมายลูกที่เกี่ยวกับพรรคการเมือง การเลือกตั้ง และองค์กรอิสระ เพื่อตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐหรือนักการเมืองมากกว่าอย่างอื่น แต่ผมก็เห็นด้วยว่า ควรจัดการเรื่องเหล่านี้ก่อนเรื่องรัฐธรรมนูญ อีกประการหนึ่ง กลไกที่จะทำให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ นั้น ผมเห็นว่าจะต้องรวมถึงตำรวจ อัยการ ผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ ตลอดจนนักการเมืองและพนักงานปกครองท้องที่ (กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน) และท้องถิ่น (เทศบาล อบจ. อบต.) ด้วย

ถ้าหากคนเหล่านี้ไม่มีพฤติกรรมคาบลูกคาบดอก ใส่เกียร์ว่าง หรือรู้เห็นเป็นใจปลุกระดมให้ระบอบทักษิณ วิกฤตการที่ทำลายประเทศในการประชุมที่พัทยา และการฆ่าฟันกันระหว่างคนไทยที่กำลังจะเดินไปสู่สงครามกลางเมืองเพราะไม่มีใครยอมใครจะเกิดขึ้นได้ยากยิ่ง

เพราะฉะนั้น ภารกิจรีบด่วนของนายกรัฐมนตรีซึ่งจะกินเวลาเกินกว่า 1 ปี มิใช่เรื่องแก้รัฐธรรมนูญ แต่เป็นเรื่องการจัดการบริหารกลไกดังกล่าว ซึ่งเกือบจะฆาตกรรมนายกรัฐมนตรีด้วยซ้ำ ระบอบทักษิณซึ่งยืนยาวถึง 6 ปี ทำให้ระบบราชการเป็นทาสของนักการเมืองระดับชาติและระดับภูมิภาคจนยากที่จะถอนตัวได้ ผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอและผู้บังคับบัญชาตำรวจในต่างจังหวัด ถ้าหากไม่ซูฮกตามใจ ส.ส.และรัฐมนตรีของรัฐบาล ถ้าเสี่ยงถูกย้ายก็จะถูกแช่แข็งหาความก้าวหน้ามิได้

นายกรัฐมนตรีมีโอกาสที่จะทำตามความตั้งใจที่เขียนไว้แล้วว่า ต้อง “หามาตรการการคุ้มครองข้าราชการที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเที่ยงธรรม ไม่จำนนต่อการใช้อำนาจไม่ถูกต้องของนักการเมือง “ผมไม่แน่ใจว่าข้าราชการที่ว่านี้จะเหลืออยู่มากน้อยเท่าใด ได้ยินบางคนพูดว่าไม่ถึงครึ่ง บางคนพูดว่าครึ่งยังมากไปอาจจะไม่ถึงครึ่งของครึ่งด้วยซ้ำ ถ้าเป็นเช่นนี้ การแก้รัฐธรรมนูญอย่างไรก็ไม่มีความหมาย การยุบสภาเลือกตั้งใหม่อีกกี่ครั้งก็ไม่มีความหมาย นายกรัฐมนตรีจะต้องผ่าตัดระบบราชการจนกระทั่งผู้ว่าราชการจังหวัด ตำรวจ และทหารกลับมาเป็นข้าราชการที่เป็นกลางและมีสมรรถภาพที่จะรับใช้ปกป้องประชาชน และปลดปล่อยตนเองจากการเป็นทาสของนักการเมืองเสียก่อน

ท่านผู้อ่านที่เคารพ ผมต้องขอโทษที่มีเวลาเขียนไม่ถึงครึ่งชั่วโมง ผมอยากจะจบด้วยการถามคำถามว่า ทำอย่างไรเราจะรู้ว่าระหว่างคนที่ลงประชามติรับรองรัฐธรรมนูญกว่า 14 ล้านคนในเดือนสิงหาคม 2550 กับนายทักษิณและอดีตซากศพพรรคไทยรักไทยและผู้คนที่ถูกปลุกระดมมาใส่เสื้อสีแดงด้วยเหตุผลนานาประการ กับผู้ที่ใส่เสื้อสีเหลืองมาคัดค้านการแก้รัฐธรรมนูญนั้น ภายในแต่ละกลุ่ม ใครจะมีของจริงของแท้มากกว่ากัน และเมื่อคัดคนที่เป็นของเก๊แล้ว คนที่ต้องการแก้รัฐธรรมนูญอย่างแท้จริงจะมีสักกี่คน ผมคิดว่ายังไงๆ ก็ไม่ถึงพันคนแน่ๆ

ทั้งๆ ที่ผมไม่เห็นด้วยกับรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ 2540 และ 2550 ผมก็ยังมองไม่เห็นเงื่อนเวลาและเงื่อนไขที่เหมาะสมที่จะแก้รัฐธรรมนูญภายในปี 2552-2553 นี้

นอกจากนั้น ผมอยากจะบอกว่า การล้มล้างรัฐธรรมนูญและการแก้ไขรัฐธรรมนูญทุกครั้งมักจะมีที่มาจากความขัดแย้ง และเมื่อแก้แล้วก็จะนำมาซึ่งความขัดแย้งใหม่ ซึ่งจะแก้ยากกว่าเก่าอีก

ผมจึงอยากจะพูดเหมือนประธานาธิบดีคลินตันตอนหาเสียง Economy Stupid ว่า

แก้รัฐธรรมนูญเพื่อสมานฉันท์.....STUPID

STUPID
แปลว่า บัดซบ

ท่านนายกฯ ครับ ช่วยด้วย!!!
กำลังโหลดความคิดเห็น...