xs
xsm
sm
md
lg

แนะเพิ่มงบขาดดุล8หมื่นล. รองรับความเสี่ยงเศรษฐกิจปีหน้า

เผยแพร่:   โดย: MGR Online

ผู้จัดการรายวัน - สถาบันวิจัยนโยบายเศรษฐกิจการคลังแนะรัฐบาลใหม่เพิ่มขาดดุลงบประมาณปี 51 เพิ่มอีก 8 หมื่นล้าน รองรับความเสี่ยงเศรษฐกิจปีหน้า แต่จะต้องนำไปใช้ในงบลงทุนเท่านั้น ระบุไม่เสียวินัยทางการคลัง แม้ว่าจะมีระดับที่สูงกว่า 2% ต่อจีดีพี แต่หนี้สาธารณะยังต่ำกว่า 40%

วานนี้ที่โรงแรมพูลแมน คิงพาวเวอร์ มูลนิธิสถาบันวิจัยนโยบายเศรษฐกิจการคลัง(สวค.)ได้จัดการสัมมาเรื่อง "เศรษฐกิจปีใหม่กับรัฐบาลใหม่" โดย นายโอฬาร ไชยประวัติ ประธานกิติมศักดิ์ มูลนิธิสถาบันวิจัยนโยบายเศรษฐกิจการคลัง(สวค.)กล่าวในหัวข้อ"การบิรหารเศรษฐกิจมหภาคและการเงิน"ว่า นับตั้งแต่วันที่ 1 กันยายนที่ผ่านมา หลังจากที่ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)ได้เริ่มปรับโครงสร้างการดูแลนโยบายอัตราแลกเปลี่ยน จากเดิมที่ปล่อยให้ลอยตัวเสรีเป็นการตั้งเป้าหมายอัตราแลกเปลี่ยน โดยให้การเคลื่อนไหวเงินบาทอยู่ในกรอบแคบๆเมื่อเทียบค่าเงินบาทกับเงินสกุลหลักทั้ง 3 สกุล ได้แก่ ดอลลาร์, ยูโร และเยน ซึ่งถือเป็นแนวทางการบริหารที่ดี โดยการแข็งค่าของเงินบาทอยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกับประเทศเพื่อนบ้าน

ทั้งนี้ การปรับนโยบายการถือครองสกุลเงินตราต่างประเทศของธปท.ดังกล่าวจะทำให้ในสิ้นปีนี้ ธปท.จะมีผลขาดทุนอัตราแลกเปลี่ยนจากการเข้าแทรกแซงค่าเงินบาทลดลงเหลือเพียง 5,000-10,000 ล้านบาทเท่านั้น จากที่เคยขาดทุนถึง 120,000 ล้านบาท ณ วันที่ 31 สิงหาคม 2550

สำหรับแนวทางการบริหารเศรษฐกิจมหภาคของรัฐบาลใหม่นั้นควรมีการประชุมร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)เพื่อกำหนดทิศทางนโยบายอัตราแลกเปลี่ยนร่วมกัน โดยอาจจะใช้วิธีกำหนดช่วงการเคลื่อนไหวของค่าเงินที่เห็นว่าเหมาะสม และควรมีการทำความเข้าใจแก่นักลงทุน ชี้แจงให้ประชาชนได้ทราบเป็นการทั่วไป เพื่อใช้เป็นแนวทางให้ประชาชนและนักลงทุนได้วางแผนในการทำธุรกิจในอนาคตได้

อย่างไรก็ตาม ขอเสนอแนะรัฐบาลใหม่ให้พิจารณาใช้นโยบายอัตราแลกเปลี่ยนในการดูแลปัญหาเงินเฟ้อซึ่งมีแนวโน้มที่จะเพิ่มมากขึ้นในปีหน้า รวมถึงเร่งกระตุ้นให้เกิดการลงทุนภาคเอกชน เพื่อลดความเสี่ยงที่จะเกิดต่อเศรษฐกิจไทยในปี 2551

ด้านนายชัยวัฒน์ วิบูลย์สวัสดิ์ ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ สถาบันวิจัยนโยบายเศรษฐกิจการคลัง กล่าวในหัวข้อ "การบริหารการคลังกับบทบาทภาครัฐ"ว่า ภาคการลงทุน-ใช้จ่ายภาครัฐจะมีบทบาทความสำคัญต่อเศรษฐกิจมากขึ้นในปีหน้า ดังนั้น หากต้องการที่จะเห้นเศรษฐกิจในปี 2551 เติบโตในระดับไม่น้อยกว่า 5% รัฐบาลใหม่ ควรมีการตั้งงบประมาณกลางปีสำหรับงบประมาณปี 2551 เพิ่มเติมอีก 80,000 ล้านบาท จากเดิมที่มียอดขาดดุลรวม 245,000 แสนล้านบาท เนื่องจากปีหน้ายังมีความเสี่ยงจากปัจจัยหลายประการ ทั้งจากเศรษฐกิจโลกและสหรัฐที่เกิดจากผลกระทบปัญหาซับไพร์ม ซึ่งขณะนี้ถือว่ายังเปราะบางมาก โดยเงินขาดดุลที่เพิ่มขึ้นดังกล่าว จะต้องใช้ในการลงทุนเท่านั้น โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับระบบขนส่งมวลชน ลอจิสติกส์ การสื่อสาร และการพัฒนาแหล่งน้ำ รวมถึงการยกระดับการศึกษาเท่านั้น

"สวค.ไปได้ประเมินผลกระทบจากการเพิ่มงบกลางปีว่า จะทำให้เศรษฐกิจปี 51 มีอัตราการขยายตัวเพิ่มขึ้น 0.42% จากที่คาดการณ์ไว้ ส่วนผลกระทบต่ออัตราเงินเฟ้อคงมีเพียงเล็กน้อยเท่านั้น คาดว่าจะปรับเพิ่มขึ้นเป็น 4% จากเดิมที่คาดว่าจะอยู่ที่ 3.9% ขณะที่ยอดหนี้สาธารณะจะยังคงอยู่ที่ 37% ต่อจีดีพีเท่านั้น"นายชัยวัฒน์กล่าว

นอกจาก นี้รัฐบาลใหม่จะต้องเข้ามาวางกรอบงบประมาณปี 2552 ซึ่งยังมีความจำเป็นที่ต้องใช้นโยบาย
งบประมาณขาดดุลต่อเนื่อง โดยในปีงบประมาณ 2552 ควรจะมียอดการขาดดุลลดลงเหลือ 147,000 ล้านบาท หรือ 1.5% ตอ่จีดีพี เพื่อให้เกิดผลกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง แต่จะต้องวางกรอบให้ ปีงบประมาณ 2553 กลับมาใช้นโยบายสมดุล เพื่อความเชื่อมั่นต่อสายตาต่างชาติว่าไทยยังมีการรักษาวินัยทางการคลัง

"การขาดดุลที่เพิ่มขึ้น ในปี 51 และต่อเนื่องไปยังปี 52 นั้น จะไม่เป็นการเสียวินัยทางการคลัง แม้ว่าจะมีระดับที่สูงกว่า 2% ต่อจีดีพี เพราะเรามีกรอบวินัยทางการคลังที่ชัดเจนว่าหนี้สาธารณะจะต้องไม่เกิน 40% ต่อจีดีพี งบลงทุนต้องไม่น้อยกว่า 25% ของงบรวม” นายชัยวัฒน์ กล่าว
กำลังโหลดความคิดเห็น...