xs
xsm
sm
md
lg

ชี้น้ำมันตัวแปรหลักฉุดลงทุนปีหน้า แนะรัฐสานต่อ'โลจิสติกส์'หนุนภาคธุรกิจ

เผยแพร่:   โดย: MGR Online

ผู้จัดการรายวัน : ศูนย์วิจัยกสิกรไทยชี้หลากตัวแปรยังรุมเร้าการลงทุนปี 51 ทั้งการเมือง ซับไพรม์ และที่สำคัญราคาน้ำมัน ประเมินกรณีพื้นฐานราคาน้ำมัน 78.9 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล กรณีเลวร้ายราคาน้ำมัน 88.9 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลและเลวร้ายสุดๆราคาน้ำมัน 98.9 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล การลงทุนจะขยายตัวในระดับ 4.8-8.2% ,3-6% และ 1-4% ตามลำดับ แนะภาครัฐเดินหน้าเป็นแกนหลักในการผลักดันให้เศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง พร้อมเร่งโครงการลงทุนด้านพลังงานและโลจิสติกส์ลดภาระช่วงราคาน้ำมันแพง

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยระบุแนวโน้มการลงทุนในปี 2551 ยังมีปัจจัยหลายอย่างเป็นตัวแปร ที่สำคัญเป็นกรณีของการเมือง ปัญหาซับไพรม์ หรือราคาน้ำมัน โดยหากประเมินในกรณีพื้นฐาน (Base Case) โดยคาดว่าภายหลังจากมีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งการลงทุนมีโอกาสปรับตัวดีขึ้น ทั้งนี้ ข้อสมมติในกรณีพื้นฐาน ที่ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ในปี 2551 จะมีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 78.9 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ในกรณีนี้การเพิ่มขึ้นของราคาสินค้าอุปโภคบริโภคน่าจะยังไม่สูงนัก ขณะที่อัตราดอกเบี้ยยังสามารถรักษาระดับที่ต่ำไปได้อย่างต่อเนื่อง ในกรณีพื้นฐานคาดว่า การลงทุนโดยรวมของประเทศในปี 2551 มีโอกาสขยายตัวอยู่ในช่วงร้อยละ 4.8-8.2 ปรับตัวดีขึ้นกว่าในปี 2550 ที่คาดว่าจะขยายตัวร้อยละ 1.1 โดยการลงทุนของภาคเอกชนในปี 2551 จะมีอัตราการขยายตัวประมาณร้อยละ 4.0-7.4 จากที่คาดว่าจะขยายตัวเพิ่งร้อยละ 0.0 ในปี 2550 เนื่องจากเศรษฐกิจโดยรวมมีการเติบโตได้ดีก็จะส่งผลต่อเนื่องไปสูการลงทุนของภาคเอกชนด้วย ขณะที่การลงทุนของภาครัฐ จะขยายตัวประมาณร้อยละ 6.9-10.7 เร่งขึ้นจากที่คาดว่าจะขยายตัวร้อยละ 4.7 ในปี 2550 โดยขึ้นอยู่กับแนวทางในการดำเนินการของรัฐบาลชุดใหม่ต่อมาตรการการใช้จ่ายงบประมาณด้วย

ทั้งนี้ หากเป็นในกรณีเลวร้ายที่ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นรวดเร็วในปี 2551 ได้ประเมินผลกระทบต่อแนวโน้มการลงทุน เป็นสองกรณีคือ กรณีเลวร้าย (Worse Case) คือราคาน้ำมันดิบเบรนท์สูงขึ้นมามีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 88.9 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และกรณีเลวร้ายที่สุด (Worst Case) คือราคาสูงขึ้นมาที่ 98.9 ดอลลาร์ฯต่อบาร์เรล ในกรณีเลวร้าย คาดว่าการเติบโตของการลงทุนในปี 2551 จะต่ำลงมาอยู่ในช่วงร้อยละ 3.0-6.0 ขณะที่ในกรณีเลวร้ายที่สุด การลงทุนอาจจะต่ำลงมาอยู่ในช่วงร้อยละ 1.0-4.0 โดยส่วนสำคัญเป็นผลมาจากการลงทุนภาคเอกชนที่คงจะมีการขยายตัวต่ำลงค่อนข้างมาก จากผลกระทบราคาน้ำมันที่จะมีต่อภาคอสังหาริมทรัพย์ ขณะที่ภายใต้สถานการณ์ดังกล่าวภาครัฐน่าจะยังคงรักษาบทบาทที่จะเป็นแกนหลักในการผลักดันให้เศรษฐกิจเดินหน้าต่อไปได้ รวมทั้งในภาวะที่แนวโน้มราคาน้ำมันจะยังคงสูงขึ้นน่าจะทำให้โครงการลงทุนด้านพลังงานและโลจิสติกส์ถูกกำหนดให้มีความสำคัญเร่งด่วน จึงคาดว่าการลงทุนของภาครัฐแม้จะขยายตัวต่ำลงกว่ากรณีพื้นฐานแต่ก็น่าจะเติบโตในอัตราที่สูงกว่าการลงทุนของภาคเอกชน

อย่างไรก็ตาม ปัจจัยเสี่ยงทางเศรษฐกิจที่จะมีผลต่อแนวโน้มเศรษฐกิจและการลงทุนของไทยในปี 2551 นี้นับเป็นปัญหาในระยะสั้น แต่สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่านั้นคือปัจจุบันปัญหาใหญ่ที่ประเทศไทยกำลังเผชิญอยู่และจะมีผลถึงการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะปานกลางถึงระยะยาว นั่นคือปัญหาความสามารถในการแข่งขันที่ภาคธุรกิจเอกชนของไทยจะต้องเผชิญการแข่งขันในตลาดต่างประเทศที่รุนแรงกับประเทศที่มีต้นทุนแรงงานที่ต่ำกว่า ขณะที่การเปิดเสรีการค้าสินค้าและบริการจะทำธุรกิจต่างชาติรุกเข้ามาในตลาดภายในประเทศมากยิ่งขึ้น

เนื่องจาก นับจากเหตุการณ์วิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจเมื่อปี 2540 จนถึงปัจจุบันนี้ เวลาผ่านไป 10 ปี แต่พัฒนาการของผู้ประกอบการไทยยังเป็นไปอย่างล่าช้า เศรษฐกิจยังคงพึ่งพาการส่งออกสูง รวมทั้งการส่งออกที่เติบโตสูงในระยะที่ผ่านมา ส่วนหนึ่งอาศัยประโยชน์จากเงินบาทที่อ่อนค่าลง และการลงทุนที่เข้ามาจากต่างประเทศในอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ท่ามกลางสภาวการณ์การแข่งขันที่รุนแรงและปัจจัยต้นทุนวัตถุดิบที่นับวันจะยิ่งปรับตัวสูงขึ้นเช่นนี้ ธุรกิจจำเป็นต้องหาแนวทางปรับตัวเพื่อยกระดับความสามารถในการแข่งขัน โดยหันมาให้ความสำคัญกับการพัฒนาประสิทธิภาพในการผลิตรวมถึงความพยายามในการลดต้นทุนในองค์กรอย่างจริงจัง ซึ่งกระบวนการดังกล่าวจำเป็นต้องมีการลงทุน เช่น การปรับระบบการผลิตโดยนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ทดแทนแรงงาน หรือการปรับผลิตภัณฑ์มุ่งตลาด Niche ซึ่งต้องอาศัยการวิจัยและพัฒนา ซึ่งในช่วงที่ค่าเงินบาทมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นในช่วงปีข้างหน้า ในด้านหนึ่งนับว่าเป็นช่วงจังหวะที่ผู้ประกอบการที่ต้องมีการลงทุนขยายธุรกิจ การปรับเปลี่ยนเครื่องจักรและอุปกรณ์ หรือการลงทุนเพื่อปรับปรุงความสามารถในการแข่งขันในด้านต่างๆ ที่ต้องอาศัยการนำเข้าจากต่างประเทศ จะได้รับประโยชน์จากต้นทุนการนำเข้าที่ลดลงจากค่าเงินบาทที่แข็งเมื่อเทียบกับค่าเงินดอลลาร์ฯ

ครึ่งหลังปี 50 ลงทุนกระเตื้อง

สำหรับในช่วงครึ่งหลังของปี 2550 เครื่องชี้เศรษฐกิจสะท้อนการปรับตัวดีขึ้นของการลงทุนในด้านอุปกรณ์ ทั้งเครื่องมือเครื่องจักรและอุปกรณ์ขนส่ง แต่การก่อสร้างยังคงซบเซาตามภาวะธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่ชะลอตัว และโครงการลงทุนขนาดใหญ่ของภาครัฐยังไม่มีโครงการใหม่เกิดขึ้น โดยคาดว่าในช่วงครึ่งปีหลังมีปัจจัยที่สนับสนุนการลงทุนให้ปรับตัวดีขึ้น ที่สำคัญ เช่น บรรยากาศทางการเมืองเริ่มผ่อนคลายลง ความชัดเจนของโครงการก่อสร้างระบบขนส่งมวลชนทางราง โครงการลงทุนขนาดใหญ่ในภาคตะวันออกที่ถูกชะลอไว้เนื่องจากปัญหามลพิษสามารถเริ่มเดินหน้าต่อไปได้ และผลของฐานเปรียบเทียบที่ต่ำที่ในไตรมาสที่ 4 ของปีก่อนมีความล่าช้าในการเบิกจ่ายงบประมาณ

อย่างไรก็ตาม ปัจจัยเสี่ยงทางเศรษฐกิจจากภายนอกประเทศมีแนวโน้มที่จะรุนแรงกว่าที่คาด ทั้งผลกระทบจากปัญหาวิกฤติสินเชื่อซับไพรม์ที่อาจมีต่อเศรษฐกิจสหรัฐและความผันผวนของตลาดเงินตลาดทุนโลก ซึ่งจะมีผลกดดันต่ออัตราแลกเปลี่ยนและทิศทางการส่งออกของไทยในระยะข้างหน้า ขณะที่ปัญหาราคาน้ำมันที่มีการปรับตัวสูงขึ้นทำสถิติใหม่อย่างต่อเนื่อง จะเป็นปัญหาสำคัญต่อภาระรายจ่ายของผู้บริโภคและเป็นต้นทุนที่เพิ่มขึ้นของภาคธุรกิจ ซึ่งอาจจะมีผลกระทบทำให้ภาวะเศรษฐกิจในประเทศที่เพิ่งเริ่มมีสัญญาณฟื้นตัวขึ้น กลับชะลอตัวลงได้อีก

ดังนั้น การลงทุนในช่วงครึ่งหลังของปี 2550 จะปรับตัวดีขึ้น มีอัตราการขยายตัวประมาณร้อยละ 2.9 จากที่หดตัวลงร้อยละ 0.6 ในครึ่งปีแรก โดยการปรับตัวดีขึ้นนี้คาดว่าจะมาจากทั้งการลงทุนของภาครัฐและภาคเอกชน ส่งผลให้การลงทุนตลอดช่วงปี 2550 น่าจะกลับมาขยายตัวเป็นบวกได้ โดยมีอัตราการขยายตัวประมาณร้อยละ 1.1 ชะลอตัวลงจากที่ขยายตัวร้อยละ 3.8 ในปี 2549 โดยคาดว่าการลงทุนของภาคเอกชนจะอยู่ในระดับคงที่ จากที่ขยายตัวร้อยละ 3.7 ในปีก่อนหน้า ขณะที่การลงทุนของภาครัฐจะขยายตัวร้อยละ 4.6 ปรับตัวดีขึ้นจากที่ขยายตัวร้อยละ 3.9 ในปีก่อนหน้า และถ้าพิจารณาตามประเภทของการลงทุน คาดว่าการลงทุนด้านการก่อสร้างจะขยายตัวร้อยละ 1.7 และด้านอุปกรณ์จะขยายตัวร้อยละ 0.8 จากที่ขยายตัวร้อยละ 4.0 และ 3.6 ตามลำดับ อันเป็นผลมาจากการชะลอตัวในภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ รวมทั้งธุรกิจส่วนใหญ่ชะลอการลงทุนออกไปเพื่อรอดูความชัดเจนทางการเมืองและนโยบายรัฐ
กำลังโหลดความคิดเห็น...