xs
xsm
sm
md
lg

จะเลือกตั้ง หรือจะฝังประชาธิปไตย

เผยแพร่:   โดย: ปราโมทย์ นาครทรรพ

ท่านผู้อ่านที่เคารพ เป็นอันว่าในวันที่ 29 พฤศจิกายน นี้ ผมได้พบหัวหน้าพรรคเกือบจะครบตามความตั้งใจ ยังคงขาดอยู่แต่คุณสมัคร เพราะบ่ายวันนี้คุณอภิสิทธิ์หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ก็มาด้วย คุณประชัย พรรคมัชฌิมาฯ ก็มาเอง คุณกร ทัพพะรังสี มาแทนพรรคชาติไทย ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ มาแทนพลเอกเชษฐา ฐานะจาโร พรรครวมใจไทยชาติพัฒนา ผู้แทนเพื่อแผ่นดินเป็นคนใหม่ที่ผมไม่เคยรู้จัก ผมรู้จักรักใคร่สุวิทย์ คุณกิตติหัวหน้าพรรคดี ทั้งเคยชมและตั้งความหวังต่อหน้าและลับหลังเจ้าตัวไว้ว่า การเมืองไทยหลุดพ้นจากวัฏจักรน้ำเน่า เปลี่ยนจากระบบแก๊งเลือกตั้งในปัจจุบันเมื่อไร สุวิทย์ น่าจะเป็นคู่ชิงตำแหน่งนายก รัฐมนตรี จากภาคอีสานได้คนหนึ่ง ตอนนั้นความหลังที่เขาเคยเป็นเด็กในคาถาของมนตรี พงษ์พานิช คงจางหมดไป

ผู้ที่จัดการพบปะครั้งนี้คือ ดร.อาทิตย์ อุไรรัตน์ อดีตวีรบุรุษประชาธิปไตย ผู้กราบบังคมทูลให้อานันท์ ปันยารชุน เป็นนายกรัฐมนตรีรอบสอง แหกโค้งพรรคสามัคคีธรรมของตนเองซึ่งคุมเสียงในสภาฯ เดี๋ยวนี้ดร.อาทิตย์ ล้างมือจากการเมือง? ไปเป็นอธิการบดีมหาวิทยาลัยรังสิต ซึ่งตนเองเป็นผู้ตั้ง

มหาวิทยาลัยรังสิตเป็นผู้จัดการอภิปรายครั้งนี้ภายใต้หัวข้อว่ารัฐบาลหลังการเลือกตั้งจะแก้ปัญหาเศรษฐกิจอย่างไร แล้วเชิญให้หัวหน้าพรรคต่างๆ มาแสดงวิสัยทัศน์และนโยบาย พร้อมทั้งตอบคำถามของวิทยากรและผู้เข้าฟัง ส่วนใหญ่ก็เป็นคณาจารย์และนักศึกษาของมหาวิทยาลัย

ผมปฏิเสธท่านผู้จัดว่าเรื่องนี้ผมไม่อยากพูด เพราะแท้ที่จริงผมอยู่ในระหว่างรณรงค์แบบสงบเงียบให้เปลี่ยนเงื่อนไขและหรือเงื่อนเวลาของการเลือกตั้งครั้งนี้ ถ้าจะให้ผมมาและเห็นเป็นการไม่เสียมารยาท ผมจะเขียนจดหมายเปิดผนึกถึงหัวหน้าพรรคการเมืองส่งมาให้ดู ถ้ายินดีให้ผมพูดเรื่องนี้กับบรรดาหัวหน้าพรรคและผู้ฟัง ผมก็ยินดีมา

เป็นอันว่า ผมไป และมีโอกาสได้อ่านเหมือนกับพูด หรือพูดเหมือนกับอ่าน “จดหมายเปิดผนึกถึงหัวหน้าพรรคการเมือง” ที่ท่านผู้อ่านอาจได้อ่านไปแล้วในผู้จัดการรายวันฉบับวันศุกร์

ก่อนไป ระหว่าง 11.30 ถึง 13.30 น.ผมไปรณรงค์เรื่องเดียวกับท่านนายกรัฐมนตรี และคณะที่ปรึกษาผู้ทรงคุณวุฒิ ได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันอย่างกว้างขวางและมีการตอบสนองอย่างดียิ่ง ท่านนายกฯ ยังยืนยันที่จะปฏิบัติหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญคือจัดการเลือกตั้ง ส่วนการเปลี่ยนเงื่อนไขและเงื่อนเวลานั้นเป็นสิทธิเสรีภาพในระบอบประชาธิปไตยของประชาชน และมีปัจจัยตัดสินเหนือขึ้นไป จำต้องมีข้อมูลและเหตุผลที่ไม่มีทางปฏิเสธได้

เมื่อผมไปถึงการอภิปรายจบไปรอบหนึ่งแล้ว ครึ่งหลังของรอบสอง คุณประชัย และคุณอภิสิทธิ์เสนอวิธีแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ผมนึกในใจว่าปัญหาเศรษฐกิจนี้ ใครมาเป็นรัฐบาล ไม่ว่าจะเลือกตั้งหรือเข้ามาอย่างไร ก็คงไม่มีใครจะทำอะไรได้มากต่างกว่ากันสักเท่าใด เพราะมีทั้งปัจจัยโลกและปัจจัยภายในหลายอย่างที่อยู่เหนือการควบคุมหรือขีดความสามารถของระบบเศรษฐกิจของเรา ที่เป็นระบบกินทุนและทำลายตนเอง กับทั้งมีปัจจัยซ้ำเติม คือ ผลประโยชน์และคอร์รัปชันที่แกะไม่ออกจากระบบพรรคการเมืองปัจจุบัน

ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ นักเศรษฐรัฐศาสตร์ และดร.บวรศักดิ์ อุวรรโณ เสาหลักของรัฐธรรมนูญ 2540 อภิปรายต่อในฐานะนักวิชาการ คำอภิปรายของดร.บวรศักดิ์ ตอกย้ำเหตุผลข้อหนึ่งที่ผม พูดมาตลอด คือ ความไม่สมประกอบของรัฐธรรมนูญ เมื่อเลือกตั้งเสร็จแล้วนอกจากการจัดตั้งและเสถียรภาพทางการเมืองจะยากเย็นแสนเข็ญแล้ว การบริหารราชการตามปกติก็แทบจะเป็นไปไม่ได้ ดร.บวรศักดิ์เรียกร้องให้หัวหน้าพรรค และสังคมไทยทำการบ้านข้อนี้ล่วงหน้าอย่างจริงจัง

ถึงตาผม ผมก็อ่านจดหมายเปิดผนึกถึงหัวหน้าพรรคล้วนๆ เน้นถึงการเป็นแก๊งเลือกตั้งมากกว่าพรรคการเมือง การตกอยู่ใต้อำนาจเงิน และการหลอกลวงประชาชนอย่างมโหฬารโดยใช้การเลือกตั้งเป็นเครื่องมือ และการกระทำผิดต่อความมั่นคงและประชา ธิปไตยอย่างต่อเนื่องของพรรคการเมืองหนึ่ง ซึ่งถ้าหากไม่จัดการตามกฎหมาย ก็จะเกิดเยี่ยงอย่างและความเสียหายแก่บ้านเมือง และถ้าหากจัดการก็จะเกิดการขัดขืนต่อสู้อย่างทรหดและลุกลาม การเลือกตั้งตามเงื่อนเวลาเดิมน่าจะเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้

ท่านหัวหน้าพรรคทั้งหลายมิได้โต้แย้งผม โดยเฉพาะอย่างยิ่งดร.เอนกออกจะแสดงความคล้อยตามในเชิงวิเคราะห์ แต่ท่านก็ขอปฏิบัติหน้าที่ที่จะพึงปฏิบัติโดยไม่คำนึงถึงตนเองหรือวิตกอะไรจนเกินเหตุ หวังในแง่ดีเอาไว้ก่อน คุณอภิสิทธิ์คิดว่าสายเกินไปที่เราจะทำอย่างอื่นได้แล้ว พรรคประชาธิปัตย์ก็จะพยายามทำหน้าที่ให้ดีที่สุด เหตุที่ไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอที่หนักแน่นของผมก็ด้วยศรัทธาที่ยังมีต่อประชาชนว่า ครั้งนี้จะสามารถใช้การเลือกตั้งพิทักษ์ผลประโยชน์ตนเองและบ้านเมืองได้

ผมมิได้พูดอะไรมากนักในรอบสอง นอกจากจะบอกว่าไม่มีสังคมใดสร้างพรรคการเมืองในอุดมคติสำเร็จ แต่อย่างน้อยเราสร้างพรรคการเมืองที่ดีได้ พรรคการเมืองที่ดีจะต้องมีความสามารถกว่าบริษัทจึงจะสามารถชี้นำและกุมสภาพเศรษฐกิจได้ พรรคการเมืองที่ดีต้องมีวินัยยิ่งกว่าทหารจึงจะสามารถควบคุมกองทัพ ละเป็นหลักประกันความมั่นคงได้ พรรคการเมืองปัจจุบันของเราไม่มีทั้งสองอย่าง ซ้ำมีลักษณะเป็นพรรคชั่วคราวเพราะตั้งขึ้นโดยหัวหน้าหรือเพื่อผลประโยชน์ของหัวหน้า เมื่อวาสนาชะตากรรมของหัวหน้าอับเฉาและสูญสลายลง พรรคก็อับเฉาและสูญสลายไปด้วย พรรคปัจจุบันนี้เกือบทั้งหมดเป็นพรรคหัวหน้าตั้ง พรรคใหญ่ๆ มีอายุแค่ 2 เดือน 7 เดือนจะมีความเป็นพรรคการเมืองที่แท้จริงได้อย่างไร

เมื่อสังคมพึ่งพรรคการเมืองในเรื่องหลักๆ ต่อไปนี้ไม่ได้ อย่าไปพูดถึงเรื่องอื่นๆ เลย เพราะมันล้วนแต่เป็นไปไม่ได้ทั้งสิ้น เพราะเรื่องเหล่านี้เป็นต้นตอของคอร์รัปชันคดโกง ความด้อยความสามารถของระบบบริหาร และการทำลายตนเองของระบบเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง นั่นก็คือ

1. เรื่องระบบราชการไม่เป็นกลาง เข้าข้างผลประโยชน์ของอำนาจและเงิน

2. เรื่องตำรวจทำตนเป็นระบบทหาร และทำการรีดไถคุ้มครองอำนาจและเงินเสียเอง

3. เรื่องทหารเข้ามาจุ้นจ้านกับการเมือง จนกองทัพไม่สามารถดำรงฐานะเป็นทหารอาชีพได้

4. เรื่องพรรคการเมืองเป็นแก๊งเลือกตั้ง ผูกขาดอำนาจการเมืองโดยแลกเปลี่ยนผลประโยชน์กับ 1 , 2 และ , 3

หลังจากพูดวันนั้นจนกระทั่งถึงวันนี้ ผมได้ยินทัศนะจากสื่อ เช่น ลมเปลี่ยนทิศจากไทยรัฐก็ดี ไทยโพสต์ก็ดี ผู้จัดการก็ดี ทัศนะของนายยุวรัตน์ กมลเวชช อดีต กกต. ก็ดี ทั้งหมดล้วนแต่เห็นความเละเหลวของการเลือกตั้งครั้งนี้ ซึ่งไม่มีผู้ใดเต็มใจหรือสามารถจะแก้ไขให้ดีขึ้นได้ นอกจากจะปล่อยอนาคตไว้กับยถากรรม

กระแสของการเลือกตั้งในสื่อก็ดี ในวงวิชาการ หรือประชาชนทั่วไปก็ดี ล้วนแต่เป็นกระแสของลัทธิยอมจำนวน มีเหตุผลแต่เพียงว่า ทำอะไรไม่ได้มันสายเกินไปแล้วคอยให้เกิดจลาจล ทหารก็จะมาแก้ หรือดีไม่ดีให้เกิดนองเลือดเสียก่อน พระเจ้าอยู่หัวจะต้องทรงลงมาช่วยแน่ๆ

ผมอยากจะถามว่า คนไทยเป็นอะไรหรือ ทั้งๆที่รู้แล้วยังยอม ทำไมจึงคอยแต่หวังพึ่ง ไม่พยายามช่วยเหลือตัวเองเสียก่อน จะให้เดือดร้อนถึงเบื้องบนอยู่ร่ำไป

ถามว่า ก็มีพระราชกฤษฎีกาแล้ว จะเลื่อนได้อย่างไร ตอบว่า ทำไมจะเลื่อนไม่ได้ ก็มีหลักกฎหมายและหลักปฏิบัติอยู่ว่าจะต้องมีความจำเป็นหรือขั้นตอนอย่างไรบ้าง

บ้างก็ว่า ทั้งพรรคและรัฐลงทุนไปมากแล้ว หากไม่เลือกตั้งก็เสียเปล่า ถามว่า เลือกตั้ง 2 เมษายน 2549 ที่เป็นโมฆะนั้น เสียดายเงินบ้างไหม ทำไมจึงไม่รักษาไว้

ขณะนี้ ผมได้ยินผู้สมัคร ส.ส. จากหลายพรรคหลายภาค ที่เป็นคนดีมีอุดมคติ ต่างก็เศร้าใจและสิ้นหวังที่เห็นความโกหกหลอกลวงจอมปลอมของพรรคแม้กระทั่งรัฐ ที่ละเว้นสิ่งที่ควรกระทำเพื่อให้กฎหมายมีความศักดิ์สิทธิ์ดีแต่ใช้เงินงบประมาณโฆษณาความเป็นกลาง ซื่อสัตย์สุจริตและเที่ยงธรรมของตนเอง

ผมเป็นคนมีเพื่อนฝูงและลูกศิษย์ลูกหามากอยู่ ได้รับรายงานว่า ในสายงานปกครองทั้งข้าหลวงนายอำเภอ ยังมีมิตรภาพและพลังแฝงของระบบเก่าหลงเหลืออยู่ตั้งครึ่งตั้งค่อน ในกองทัพก็เช่นเดียวกัน ในตำรวจยิ่งกว่านั้น และในมวลชนจัดตั้งตอนนี้ก็ยิ่งคึกคักเป็นพิเศษ บางทีพรรคการเมืองอาจจะเป็นแค่หัวหมู่ทะลวงฟันหรือผู้จุดประเด็นเท่านั้น เป็นการรบจำกัดในสมรภูมิเล็กๆ รอคอยสงครามใหญ่ที่ยังมิได้ประกาศ

ถามว่าขีดความสามารถของระบบความมั่นคงปัจจุบัน จะสามารถควบคุมและป้องกันการลุกฮือทั่วประเทศได้หรือไม่ คำตอบก็คือไม่มีทาง

ทั้งหมดนี้ ผมยืนยันว่ามิสามารถแก้ไขได้ด้วยความคิดและมาตรการเผด็จการ จำต้องคลี่คลายด้วยหลักประชาธิปไตยเท่านั้น

ผมจึงทำการเคลื่อนไหวให้มีการเปลี่ยนเงื่อนไขและเงื่อนเวลาของการเลือกตั้งให้เป็นประชาธิปไตยยิ่งกว่าเดิม เป็นการเคลื่อนไหวทางความคิดโดยสุจริตใจไม่มีการจัดตั้ง ไม่มีการเดินขบวน ผมจะอาศัยเฉพาะจดหมายและตู้ไปรษณีย์ ท่านที่เห็นด้วยโปรดใช้สิทธิส่วนตัวในฐานะพลเมืองดีเท่านั้น อย่าใช้อำนาจไปสั่งการหรือกะเกณฑ์ผู้อื่นที่ไม่เข้าใจหรือไม่เห็นด้วย ถึงผลจะช้าหรือเร็วหรือไม่มีเลย ก็ไม่เป็นไร

ขอให้ส่งสำเนาบัตรประชาชนและข้อความว่า 1. ข้าพเจ้าไม่เห็นด้วยกับการเลือกตั้ง 23 ธันวาคม 2550 ขอให้แก้พระราชกฤษฎีกา เลื่อนออกไปอีก 6 เดือนหรือ 1 ปี 2. ข้าพเจ้าขอทูลเกล้าฯ ถวายฎีกา ให้ทรงมีพระบรมราชวินิจฉัย พระราชทานสมัชชาแห่งชาติฯ

ส่งไปที่

“สมัชชาประชาธิปไตยฯ”
ตู้ ปณ.19 ปณ.ทำเนียบรัฐบาล
ถนนพิษณุโลก กทม. 10302

ภาษาไทยเป็นภาษาของชาติที่มีปัญญา หัวข้อบทความนี้จะเลือกตั้ง หรือจะฝังประชาธิปไตย จะแปลว่า ถ้าหากไม่เลือกตั้งจะเป็นการฝังประชาธิปไตยก็ได้ แต่ในประวัติศาสตร์ของโลก การเลือกตั้งหลายครั้งกลับเป็นการฝังประชาธิปไตย เช่น การเลือกตั้งของเมนเชวิก รัสเซีย การเลือกตั้งของฮิตเลอร์ ของมาร์กอส แม้กระทั่งของทักษิณในวันที่ 2 เมษายน 2549

ผมเชื่อว่า การเลือกตั้ง 23 ธันวาคม 2550 นี้ประวัติศาสตร์จะซ้ำรอย
กำลังโหลดความคิดเห็น...