xs
xsm
sm
md
lg

จดหมายเปิดผนึกถึงหัวหน้าพรรคการเมือง

เผยแพร่:   โดย: ปราโมทย์ นาครทรรพ

28 พฤศจิกายน 2550

เรียน หัวหน้าพรรคการเมืองที่เคารพรักทุกท่าน

ผมปลาบปลื้มยินดียิ่งนักที่มีโอกาสได้พบกับท่านหัวหน้าพรรคทั้งหลายอีกครั้ง หลังจากคืนวันที่ 10 ตุลาคม 2550 ที่เราได้พบและร่วมรับประทานอาหารด้วยกันครั้งหนึ่งแล้ว คืนนั้นหัวหน้าพรรคที่มีความหมายต่อการเมืองไทยก็มาเกือบทั้งหมด คุณอภิรักษ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพฯ ก็มา ยกเว้นแต่คุณอภิสิทธิ์กับคุณสมัคร

ผมหวังว่าท่านคงยังจำได้ ผมเริ่มเปิดสนทนาด้วยการยืนยันศรัทธาและความหวังที่ผมมีต่อประชาธิปไตย โดยตอกย้ำถึงบุญคุณของบรรพบุรุษไทย ของดีของเมืองไทยและความดีของคนไทยที่ถึงเวลาจำเป็นก็รู้จักหันหน้าเข้าหากัน และพูดกันรู้เรื่องความดีทั้งหมดนี้จะช่วยให้เรารอด “วิกฤตที่สุดในโลก” ครั้งนี้ไปได้

ผมได้ยืนยันถึงมิตรภาพและความเคารพที่มีต่อท่านและสิทธิทางการเมืองของท่านและขออนุญาตพูดสิ่งที่ตรงกับใจว่า บางครั้งเราจะต้องรู้จักรักชาติโดยปราศจากตัวกูเสียบ้าง สิ่งที่ผมเป็นห่วงก็คือสัจธรรมในการเมืองไทย ซึ่งบัดนี้น่าจะตั้งเป็นกฎหรือทฤษฎีได้แล้วว่าพรรคการเมืองที่ตั้งเพื่อหัวหน้า และพรรคหัวหน้าตั้งนั้นไม่มีวันยั่งยืนเพราะมันขึ้นกับผลประโยชน์ โชควาสนาและชะตากรรมของหัวหน้าหรือผู้นำ มันจะสาปให้การเมืองไทยกลายเป็นเรื่องชั่วคราวอยู่ตลอดไป เหมือนพรรคการเมืองทั้งหลายที่มาแล้วก็ไปกับหัวหน้า เมืองไทยจึงต้องจมปลักอยู่อย่างนี้

ผมพูดต่อไปว่า เราจะต้องเลิกคิดใช้กองทัพมาคุ้มครองพรรคการเมือง และเลิกใช้พรรคการเมืองมาเกื้อหนุนตำแหน่งหน้าที่ในกองทัพ เพราะนั่นก็คือ “กงจักรกวนน้ำเน่า” ที่จะสาปแช่งให้การเมืองไทยอยู่ในวังวนของ “วงจรอุบาทว์” อีกต่อไปไม่มีวันสิ้นสุด

ผมยังพูดขอร้องท่านทั้งหลายว่าถ้าใครยังคิดอย่างนั้น ก็เลิกคิดเสียอย่าทำเลย เพราะมันจะเสียหายแก่บ้านเมือง จงพูดจากันให้รู้เรื่องและช่วยกันคิดหาวิธีที่ถูกต้องเถิด

ผมยังหลงดีใจและอดขอบคุณไม่ได้ที่ท่านทั้งหลายไม่มีใครลุกขึ้นมาคัดค้านผมสักคนเดียว นึกในใจว่า คราวนี้แหละคนไทยจะพูดกันรู้เรื่อง

แต่แล้ว ข่าวที่ได้ยิน ข้อมูลที่ได้สำรวจตรวจสอบมาอย่างจริงจัง หาได้เป็นเช่นนั้นไม่ กล่าวโดยสรุปก็เห็นจะได้ว่า การเลือกตั้งครั้งนี้จะจอมปลอมที่สุด ไร้ความหมายที่สุด และลวงโลกที่สุด คำพูดทั้งหมดนี้ผมไม่ได้พูดเอง เชื่อว่าท่านหัวหน้าพรรคและประชาชนทั่วไปก็คงจะได้ยินเช่นกัน

นอกจากปัญหาอื่นๆ เงื่อนเวลาอย่างเดียวก็เป็นปัญหาเพียงพอแล้ว ท่านคงรู้แก่ใจดี ว่ามีอะไรดีๆ ที่ท่านทำไม่ได้บ้าง หรือร้ายกว่านั้นท่านต้องทำอะไรที่มักง่ายและผิดพลาดบ้าง เพราะเวลาไม่เอื้ออำนวย

ทำให้ผมนึกถึงคำพูดของดร.อุกฤษ มงคลนาวิน ตั้งแต่ครั้งท่านร่วมมือกับ รสช.

“เชื่อว่า อาจจะเกิด รสช. 2 , 3, 4 และเวียนว่ายอยู่ในวงจรอุบาทว์อีก ครั้นจะรีบเลือกตั้ง เพราะอายต่างประเทศก็ดี เพราะคนในและคนนอกเร่งก็ดี สักแต่ว่า มีเลือกตั้ง ถ้าเป็นการเลือกตั้งโจร ก็จะได้สภาโจร” (ศ.ดร.อุกฤษ มงคลนาวิน ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ 21 ตุลาคม 2534 ณ โรงแรมโอเรียนเต็ล)

ทำไมเรื่องนี้ทุกคนจึงมีวาจาสิทธิ์ไปหมด เพราะท่านมีส่วนทำให้เป็นเช่นนั้นด้วย ใช่หรือไม่ เมื่อเร็วๆนี้ ผมพูดกับพลตรีจำลอง ศรีเมืองในสาย ในรายการรู้ทันประเทศไทยของดร.เจิมศักดิ์ พลตรีจำลองพูดว่า “การเลือกตั้งครั้งนี้ ก็อย่างเดิม แต่จะแย่กว่าเดิมอีกหลายเท่า แม้แต่ในกรุงเทพฯ ก็มีการซื้อเสียงกันอย่างหนัก”

แล้วเมื่อก่อนนี้ ที่ท่านหัวหน้าทั้งหลายก็ได้มีส่วนรู้เห็นด้วยมันเป็นเช่นใดเล่า เหมือนกับเดี๋ยวนี้ แต่เลวน้อยกว่าใช่ไหม ผมอยากให้ฟังพลตรีจำลองอีกสักครั้ง

“ผมคาดหมายเอาว่าการเลือกตั้งคงมีการซื้อเสียงอย่างมโหฬาร ถึงแม้จะได้มีการรณรงค์เพื่อเรียกร้องต่อต้านให้มีการต่อต้านการซื้อเสียงก็ตามก็ได้ผลบ้าง แต่ไม่ได้ผลเท่าที่ควร ไม่สามารถจะระงับยับยั้งการซื้อเสียงอย่างมโหฬารได้ และแล้วก็จะกลับไปสู่วังวนเดิมครับคือเข้ามาแล้วก็โกง โกงแล้วบ้านเมืองก็เละเทะ เละเทะแล้วก็มีการปฏิวัติ ปฏิวัติแล้วก็ร่างรัฐธรรมนูญ ร่างเสร็จแล้วก็ทำอย่างนี้ ซ้ำแล้วซ้ำอีก ซึ่งในทุกขั้นตอนที่ผ่านไปนั้นประเทศเราก็คงจะแย่ลงๆ ต่อไปแน่นอน” (พลตรีจำลอง ศรีเมือง หอประชุมใหญ่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 1 พฤศจิกายน 2534 )

มีบุคคลนับไม่ถ้วนที่พูดกับผมว่าการเลือกตั้งแบบเดิม คือแบบที่เรากำลังจะกระทำกันอยู่ซ้ำๆ ในไม่กี่วันนี้ จะทำให้ประชาชนหมดศรัทธาในประชาธิปไตยและสถาบันการเมืองที่มีอยู่ และเลือกระบอบอื่นที่ผิดเพราะความเบื่อหน่ายและรู้เท่าไม่ถึงการณ์

ทำไมเขาจึงเบื่อหน่าย ผมขอให้ท่านคิดดีๆ เถิด พรรคการเมืองมีส่วนในการสร้างความเบื่อหน่ายนี้ใช่หรือไม่ เพราะแต่ละครั้งแต่ละการเลือกตั้ง ท่านก็แข่งกันกรอกหูเขาด้วยสัญญาเดิมๆ เหมือนสวรรค์วิมานทั้งสิ้น ครั้งแรกท่านอยู่พรรคหนึ่ง ครั้งที่สองท่านอยู่อีกพรรคหนึ่ง ครั้งที่สามท่านอยู่อีกพรรค ครั้งที่สี่ก็เอาอีก ท่านคงนึกไม่ถึงใช่ไหม ว่านี่คือการทำลายการมีส่วนร่วมของประชาชนในกระบวนการประชาธิปไตย เพราะครั้งหนึ่งเมื่อเขาเริ่มมีความผูกพันกับพรรค และหลงเข้าใจว่าพรรคนี้มีหรือคู่กับนโยบายอย่างนี้ ยังไม่ทันไร ทุกอย่างก็เปลี่ยนเสียแล้ว

เมื่อนักการเมืองและพรรคการเมืองกลายเป็นเรื่องชั่วคราวไปเสียหมด แล้วสังคมหรืออนาคตของบ้านเมืองจะไม่กลายเป็นเรื่องชั่วคราว แขวนอยู่บนเส้นด้ายได้อย่างไร

ก่อนที่จะมีการยึดอำนาจ 19 กันยายน 2549 บุคคลสำคัญที่รู้สึกเดือดร้อนกับการเมืองและการเลือกตั้งจนต้องมาบ่นกับผม อาจจะเป็นผู้ที่ท่านนึกไม่ถึง เพราะคนหนึ่งเป็นกรรมการ กกต. และอีกคนหนึ่งเป็นประธานวุฒิสภา

พลเอกจารุภัทร เรืองสุวรรณ เป็นน้องของพี่จารุบุตร เรืองสุวรรณ นักการเมืองน้ำดีอาวุโสจากขอนแก่น อดีตประธานรัฐสภา จารุภัทรเคยติดตามพี่ชายไปหาเสียงตั้งแต่เป็นนักเรียนมัธยมต้น เมื่อเขาจบจากโรงเรียนนายร้อย จปร. ได้ไปเรียนต่อจนจบปริญญาเอกทางรัฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยแนวหน้าของสหรัฐฯ ตำแหน่งสุดท้ายเป็น กกต. จารุภัทรบ่นกับผมว่า เขาเห็นการเลือกตั้งมาตั้งแต่อายุ 12 ขวบ มีแต่เลวลงเรื่อยๆ การเลือกตั้งครั้งต่อไปก็ยิ่งจะเลวลงอีก เขาไม่รู้จะพูดอย่างไร

อีกคนหนึ่งคือ สุชน ชาลีเครือ เขาถึงกับวิงวอนว่า “ถ้าอาจารย์ หรือผู้มีอิทธิพลทางความคิดต้องการช่วยเหลือประเทศชาติจริงๆ จะต้องหาทางให้มีการปฏิรูปการเมืองเสียก่อน จึงมีการเลือกตั้ง การเลือกตั้งแบบเดิมๆ ที่ผ่านมา ถ้าทำอย่างเก่าอีก มีแต่จะทำให้บ้านเมืองล่มจม”

ถึงตรงนี้ ท่านหัวหน้าพรรคทั้งหลายคงเกือบจะทนไม่ได้ เห็นว่าผมช่างสนับสนุนเผด็จการดีเหลือเกิน ขอเรียนว่า ในวันที่ 20 กันยายน 2549 หลังการยึดอำนาจนั้น ผมประกาศว่า “รู้แต่ไม่ร่วม เห็นใจแต่ไม่เห็นด้วย ช่วยแต่ไม่ต้องการเกี่ยวข้อง” กระทั่งถึงวันนี้ผมไม่อยากให้ต่ออายุระบบแต่งตั้งแม้แต่วันเดียว แต่ผมเห็นว่าการเลือกตั้งวันที่ 23 ธันวาคมนี้ ไม่ใช่การแก้ปัญหา แต่จะเป็นการก่อปัญหา ไม่ใช่การยุติเผด็จการ แต่จะเป็นการต่ออายุเผด็จการในชีวิต ผมต่อสู้ปฏิวัติรัฐประหารและเผด็จการมาตลอด ผมไม่อยากให้ประชาชนถูกหลอกลวงโดยนักต่อสู้จอมปลอมที่เป็นลูกสมุนและบริวารของระบอบเดิม การเลือกตั้งเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ในระบอบประชาธิปไตย แต่เงื่อนไขและเงื่อนเวลาในการเลือกตั้งทุกครั้งไม่จำเป็นจะต้องเป็นประชาธิปไตย ดังเช่น กรณีที่พระเจ้าอยู่หัวทรงตั้งคำถามกับการเลือกตั้งวันที่ 2 เมษายน 2549

การที่พรรคประชาธิปัตย์ พรรคชาติไทย และพรรคมหาชน พากันคว่ำบาตรการเลือกตั้งครั้งนั้น ผมถือว่าเป็นความสง่างามและความก้าวหน้าของการเมืองไทย ผมไม่ต้องการขอให้พรรคใดคว่ำบาตรการเลือกตั้งครั้งนี้ แต่ผมขอให้ทุกพรรคสำเหนียกให้ดีว่าท่านอาจจะหลอกประชาชนบางคนได้ทุกเรื่อง หรือท่านอาจจะหลอกประชาชนทุกคนได้บางเวลา แต่ท่านไม่สามารถจะหลอกประชาชนทุกคนได้ทุกเวลาและทุกเรื่อง โดยเฉพาะในเรื่องที่ท่านรู้แก่ใจดีว่าท่านกำลังหลอกตัวเอง

ท่านหลอกตัวเองว่าท่านเป็นพรรคการเมืองที่แท้จริงมิใช่แก๊งเลือกตั้ง ท่านหลอกตัวเองว่าท่านไม่ใช้เงินเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด ท่านหลอกตัวเองว่าพรรคนี้คือพรรคสุดท้ายของท่าน ในอนาคตท่านจะไม่เปลี่ยนพรรคอีกแล้ว และสมาชิกที่ท่านคัดสรรมาและรับประกันกับประชาชนว่า พรรคเลือกคน ประชาชนเลือกพรรค จะไม่เป็นอย่าง สมัคร สุนทรเวช เฉลิม อยู่บำรุง จาตุรนต์ ฉายแสง หรือสุวิทย์ คุณกิตติ ซึ่งแปรพรรคไม่รู้กี่ครั้ง ถามตัวเองได้ไหมครับท่านหัวหน้าว่าท่านกำลังรอเงินของใครอยู่ที่ไม่มาตามนัด หรือจนถึงวันนี้ท่านสัญญากับลูกพรรคว่าจะให้อะไร เมื่อใด ท่านสามารถรักษาวาจาได้หรือไม่ ถ้าไม่ได้ประชาชนจะเชื่อถือท่านได้อย่างไรฯลฯ

ผมทราบดีว่าขณะนี้เสียงปี่เสียงกลองของการเลือกตั้งกำลังดังระรัว กลิ่นอันหอมหวานของเงินและอำนาจกำลังล่องลอยอยู่ในบรรยากาศ ทุกคนกำลังคึกคักเหมือนนักพนันถูกผีสิง กำลังอยากดูมวยคู่เอก หรือฟุตบอลคู่โปรด บางคนก็วางเดิมพันล่วงหน้าไปแล้วอย่างมหาศาล ขอโทษเถิด นั่นเป็นเรื่องของตัณหา หาใช่การปฏิบัติหน้าที่ตามหลักธรรมไม่

ขณะนี้ผมกำลังทำการเคลื่อนไหวเพื่อให้มีการแก้ไขกฤษฎีกาเลื่อนการเลือกตั้งออกไปสัก 6 เดือนหรือ 1 ปี กับให้มีการทูลเกล้าฯ ขอพระบรมราชวินิจฉัย พระราชทาน “สมัชชาแห่งชาติ”

ผมขอยืนยันว่าผมมิได้กระทำเพื่อสนับสนุนอำนาจการเมืองที่มาจากการแต่งตั้ง ผมยืนยันว่าผมไม่เห็นด้วยและไม่สนับสนุนระบบแต่งตั้ง ผมยืนยันว่าโรคขาดประชาธิปไตยจะต้องแก้โดยการเป็นประชาธิปไตยให้มากขึ้น มิใช่น้อยลงและผมยืนยันว่า ในประสบการณ์และจารีตประชาธิปไตยที่แท้จริง เราสามารถมีสภานิติบัญญัติ (ชั่วคราว) วุฒิสมาชิกชั่วคราว และรัฐบาลชั่วคราว ที่มิได้มาจากการแต่งตั้งหรือการเลือกตั้งทั่วไปได้ ตัวอย่างก็มีอยู่แล้วทั้งในประเทศอังกฤษและไทยซึ่งต่างก็มีพระมหากษัตริย์ด้วยกัน และท่านหัวหน้าพรรคหรือคนที่มีฝีมือในพรรคของท่านก็น่าจะมีสิทธิและหน้าที่ที่จะเข้ามาช่วยกันสร้างประชาธิปไตยในรัฐบาลชั่วคราวนี้ด้วย รัฐบาลชั่วคราวนี้จะมีรูปร่างหน้าตาอย่างไร เราต้องมาช่วยกันคิด ผมไม่เคยปรึกษาและมิได้รับสูตรสำเร็จมาจากผู้หนึ่งผู้ใด

การเคลื่อนไหวของผมครั้งนี้เป็นการเคลื่อนไหวทางความคิดโดยสุจริตใจไม่ มีการจัดตั้ง ผมจะอาศัยจดหมายและตู้ไปรษณีย์เท่านั้น แต่ผมจะขอบคุณท่านที่มีองค์กรและการจัดตั้ง เช่น พรรคการเมือง สมาคม และหน่วยราชการที่เห็นด้วย โปรดอย่าใช้วิธีการกะเกณฑ์ใช้อำนาจ เพียงแต่สนับสนุนให้สมาชิกในองค์กรได้แสดงความคิดเห็นในฐานะที่เป็นพลเมืองดีเท่านั้นก็เกินพอ

ขอให้ส่งสำเนาบัตรประชาชนและข้อความว่า 1. ข้าพเจ้าไม่เห็นด้วยกับการเลือกตั้ง 23 ธันวาคม 2550 ขอให้แก้พระราชกฤษฎีกา เลื่อนออกไปอีก 6 เดือนหรือ 1 ปี 2. ข้าพเจ้าขอทูลเกล้าฯ ถวายฎีกา ให้ทรงมีพระบรมราชวินิจฉัย พระราชทานสมัชชาแห่งชาติฯ

ส่งไปที่

“สมัชชาประชาธิปไตยฯ”

ตู้ ปณ.19 ปณ.ทำเนียบรัฐบาล

ถนนพิษณุโลก กทม. 10302

ผมขอขอบคุณท่านหัวหน้าพรรค และหวังว่าคงจะมีสมาชิกในพรรคของท่านที่ ยินดีรอคอยเวลาอีก 6 เดือน หรือ 1 ปี เพื่อพัฒนาพรรคให้เป็นพรรคที่สมบูรณ์ พ้นสภาพจากการเป็นแก๊งเลือกตั้งที่มุ่งหมายจะประมูลหรือร่วมผูกขาดอำนาจการเมืองไทย บนความทุกข์ยากของประชาชนและความล้าหลังของชาติบ้านเมือง

ด้วยความรักและปรารถนาดี

ปราโมทย์ นาครทรรพ
กำลังโหลดความคิดเห็น...