xs
xsm
sm
md
lg

ประชาธิปไตยยุคสมวยหัวขัก

เผยแพร่:   โดย: ยอดธง ทับทิวไม้

อาจจะเป็นเรื่องสกปรกเลวทรามน่าขยะแขยงที่นำข้อความนี้มาเขียนซ้ำอีกครั้งหนึ่งท่ามกลางความสกปรกนานัปการที่กำลังเกิดขึ้นในสังคมไทย ซึ่งน่าจะหลีกเลี่ยงที่จะนำมากล่าวซ้ำเพื่อเพิ่มความขยะแขยงและความเลวทรามทางการเมืองของนักการเมืองไทยในขณะนี้ให้น่าสลดสังเวชกันต่อไปอีก

แต่ผมอดคิดไม่ได้ว่าเป็นความจำเป็นอย่างมากที่จะต้องบอกกล่าวให้ประชาชนและเพื่อนร่วมชาติทุกคนรู้และเข้าใจเรื่องราวอัปมงคลที่เกิดขึ้นนี้ ผมคิดว่าไม่มีอะไรเสียหาย แต่เป็นเรื่องที่คนไทยจะต้องรู้ว่าบ้านเมืองของเรามีความชั่วร้ายอะไร รุนแรงมากน้อยแค่ไหนและหมายถึงอะไร ไม่ว่าจะพอใจหรือไม่พอใจ แต่การรู้และเข้าใจปัญหาก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งต่างหาก ไม่ทำให้เกิดความเสียหายแต่อย่างใด!

แต่ผมต้องกราบขอโทษคนไทยทุกคนที่อาจจะตำหนิติเตียนหรือสาปแช่งก็ตาม ที่ผมนำเรื่องชั่วร้ายนี้มากล่าวย้ำอีกครั้งหนึ่ง อย่างน้อยก็เป็นการบอกกล่าวให้รู้กันว่านักการเมืองและการเมืองไทยนั้น มาถึงยุคนี้มันตกต่ำเลวทรามถึงที่สุด ทั้งๆ ที่รัฐธรรมนูญประกาศออกมาใช้มีประชาชนครึ่งประเทศให้การรับรองเป็นทางการ มีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงลงพระปรมาภิไธย

เมื่อไม่กี่วันมานี้มีข่าวทั้งทางโทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ และเสียงโจษจันอย่างกว้างขวางในสภาผู้แทนราษฎรได้มีการประกาศประณามการกระทำของคนไทยกลุ่มนี้ที่มันประกาศออกมาอย่างเปิดเผยว่า คนไทยทุกวันนี้นอกจากตัวมันและพรรคพวกซึ่งเป็นนักขายชาติและหลอกลวงประชาชนกันมาอย่างอึกทึกครึกโครม แม้แต่ประชาชนและแผ่นดินใน 4 จังหวัดภาคใต้ก็อยู่ในสภาพที่จะต้องแยกตัวออกไปจากแผ่นดินไทยเพราะความเลวร้ายของพวกมันที่ได้เข้ามามีอำนาจหลายต่อหลายปีนั่นเอง

ทุกวันนี้ ชาติไทยไม่มีหลักเกณฑ์หรือไม่มีใครสามารถยอมรับได้เพราะหลักเกณฑ์และกฎหมายรัฐธรรมนูญที่คนไทยทั้งชาติร่วมกันจัดทำ ร่วมกันรับรองยอมรับกันโดยคนไทยทุกคนมีส่วนช่วยกันร่างช่วยกันคิดวางหลักเกณฑ์นำมาใช้เป็นมาตรฐานและการปกครองติดต่อกันมาเป็นพันปีโดยไม่ได้เปลี่ยนแปลงใดๆ ให้วิปริตออกไปแม้แต่นิดเดียวนั้น ตอนนี้เกิดใช้ไม่ได้และไม่เป็นที่ยอมรับของบรรดาเดียรัจฉานทางการเมืองพวกหนึ่งเพราะคุณพ่อคุณแม่ของเขาเสพเมถุนกันโดยไม่ได้บอกใครเพื่อให้เขาเกิดมาเป็นผู้เป็นคน หรืออาจจะเป็นเพียงวิญญาณของครึ่งคนครึ่งสัตว์ เขาจึงไม่รู้จักและไม่ยอมรับคนอื่นแม้ว่าจะเป็นคนไทยครึ่งประเทศหรือพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวผู้ทรงทศพิธราชธรรม

ก่อนที่จะพูดกันว่าที่มันยกเมฆเอาถ้อยคำที่อุจาดลามกมาเรียกชื่อรัฐธรรมนูญกันอย่างนั้นเพราะอะไร คนไทยก็ควรจะทำความเข้าใจบ้านเมืองกันเสียก่อนว่า ประเทศไทยหรือสังคมที่เราอาศัยซุกหัวนอนมาจนทุกวันนี้มาบอกกล่าวเพื่อให้ช่วยกันคิด และพิจารณาว่ามันมีอะไรบ้างในการที่สัตว์เดียรัจฉานพากันมาตั้งชื่อรัฐธรรมนูญไทยให้วิปริตไปเช่นนี้

และเพื่อความเข้าใจที่ชัดเจนถึงความเป็นมาของเรื่องนี้ว่าเรื่องราวมันเป็นมาอย่างไร ผมขอเอารายงานข่าวจากหนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน ฉบับวันที่ 16 พฤศจิกายน 2550 หน้าผู้จัดกวนที่นำรายละเอียดของเรื่องมาเสนอให้ชัดเจนกันอีกครั้งหนึ่งตามต้นฉบับเดิม (หมายเหตุ-ผมหวังว่าคงไม่ถือว่าเป็นคำหยาบคายอะไร เพราะคำเหล่านี้ใช้กันอึกทึกครึกโครมทั่วกันไปแล้วในวงการเมืองและการเลือกตั้งของประเทศ และอีกคำหนึ่งซึ่งผมขอทำความเข้าใจกับท่านผู้อ่านคือคำว่า เดียรัจฉานทางการเมืองที่ผมมักจะใช้อยู่บ่อยครั้งเมื่อเอ่ยถึงนักการเมืองไทยเพราะไม่มีคำอื่นเหมาะสมเท่ากับคำนี้ เดียรัจฉานเป็นคำเรียกสัตว์ชั้นต่ำเป็นภาษาบาลี เช่นเดียวกับคำว่าสัมภเวสีซึ่งหมายถึงสัตว์ที่แสวงหาที่เกิดไม่ได้ แต่เดียรัจฉานนั้นท่านแปลว่าผู้ไปขวาง คือ เป็นสัตว์ที่ไม่รู้เหนือรู้ใต้ ไม่รู้ดีรู้ชั่ว สักแต่เกิดมาเป็นตัวเท่านั้น เช่นเดียวกับนักการเมืองไทยเท่าที่เห็นตัวกันอยู่ในขณะนี้ ล้วนเป็นสัตว์ประเภทที่เรียกได้ว่าเดียรัจฉานเกือบทั้งสิ้นเพราะไม่รู้เลยว่าอะไรผิดอะไรถูก รู้แต่จะพูดและพูดส่งเดชอย่างเดียว ผมพูดและเขียนหลายครั้งจะต้องใช้คำนี้ เพราะภาษาของชนชาติไทยไม่มีศัพท์ที่จะนำมาใช้ได้ถูกต้องตรงกับความเป็นจริงเท่ากับคำนี้ ถ้าหากฟังไม่ได้ก็กรุณาอย่าอ่านมันเสียจะดีที่สุด)

“ผู้จัดกวน” ให้รายละเอียดเรื่องทั้งหมดนี้ดังต่อไปนี้

“พรรคพลังประชาชวยหัวคนมาแปลกพิมพ์รัดทำมะนวยฉบับหัวคูณ แจกเหล่าสมาชิก”

หมายถึงว่ารัฐธรรมนูญที่ร่างโดยสภาผู้แทนราษฎร และลงมติรับรองจากประชาชนคนไทยเป็นล้านคนที่นำออกมาใช้เป็นหลักในการเลือกตั้งครั้งนี้ โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเป็นผู้ลงพระปรมาภิไธยรับรอง ได้ถูกเหยียดหยามและเหยียบย่ำพระราชอำนาจโดยนักการเมืองที่คุณพ่อคุณแม่ของมันเสพเมถุนโดยไม่ได้แจ้งให้ประชาชนทราบที่มีชื่อว่า นายสมวยหัวขักนั้นร่วมกันกับเดียรัจฉานการเมืองทั้งหมดในพรรคการเมืองที่จะเป็นรัฐบาลในอนาคตที่มีชื่อว่า “พรรคพลังประชาชวยหัวคน” ซึ่งเป็นการกระทำที่เหยียดหยามความเป็นคนของคนไทยทั้งชาติ อันเป็นการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพด้วยการแสดงออกที่หยาบช้าที่สุดที่ไม่มีใครกล้าตอบโต้หรือลุกขึ้นมาต่อต้าน ในขณะที่ประวัติศาสตร์ของชาติไทยตั้งแต่กรุงสุโขทัยเป็นต้นมานั้น บุคคลที่บังอาจแสดงการเหยียดหยามประเทศหรือพระมหากษัตริย์ที่มีชื่อว่า นายสมวยหัวขัก แสดงออกในครั้งนี้ จะต้องมีความผิดด้วยการถูกตัดหัว 7 ชั่วโคตร

จะต้องไม่ต่ำไปกว่านั้นหรือน้อยไปกว่านั้น
หรือเป็นพฤติกรรมที่ยอมรับไม่ได้

แต่ในการแสดงความอหังการเหยียดหยามดูแคลนคนไทยครั้งนี้ เป็นการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพอย่างบังอาจ ปรากฏว่าไม่มีเสียงจากประชาชนคนใดกล้าแสดงออกนอกจากการแถลงการณ์ประณามที่ค่อนข้างจะจืดชืดของ ท่านประสงค์ สุ่นศิริ ต่อสภาผู้แทนราษฎรเล็กน้อยแล้วก็เงียบหายไปเป็นผีเฝ้าป่าช้า ทุกคนในสภาแห่งนั้นทั้งที่ได้รับพระราชทานเงินเดือนของแผ่นดินที่มีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวซึ่งเป็นประมุขของประเทศ คนไทยที่มีบุญวาสนาหลายคนต่างก็ได้รับพระราชทานยศเหรียญตราเต็มหน้าอก ต่างก็มีความสุขความเจริญพร้อมด้วยลูกเมีย ทุกคนทุกชีวิตจะหุบปากเงียบเหมือนเป่าสาก!

ก็ปรากฏแต่เพียงว่าเอาเป็นเอาตายกันในรายการโทรทัศน์ของ เอเอสทีวี วัน เฉพาะการประณามคนไทยที่มีหน้าที่รับผิดชอบอย่างถูกต้องเมื่อไม่กี่วันมานี้ นอกนั้นเงียบกันทั้งประเทศไทยแผ่นดินไทยกลายเป็นสุสานหมื่นปีที่จะไม่มีวันฟื้นขึ้นมาอีก

อย่างไรก็ตาม ผมขอเสนอข้อความและรายละเอียดใน “ผู้จัดกวน” อีกต่อจากหัวข่าวที่นำมาเสนอแล้ว ผู้เขียนก็บรรยายดังต่อไปนี้ ;

“พปค.-มวยหัวขัก โชว์หราสุดปลื้ม พิเรนทร์จัดทำรัดทำมะนวยฉบับหัวคูณ แจกเหล่าสมาชิกพรรคพลังประชาชวยหัวคน วันปฐมนิเทศผู้สมัคร เหน็บ คมช.ต่ำช้า ผลิตผลจากไข่เหี้ย อย่าฝันไกลถึงไข่หงส์ หน่อยเขินหน้าแดงม้วนตัวเป็นเกลียวเหนียมอาย ตั้งแต่เล่นการเมืองมาไม่เคยเห็นรัฐธรรมนูญฉบับพิสดารแบบนี้มาก่อน

ผู้สื่อข่าวรายงานจากศูนย์ประชุมอิมแพค เมืองทองธานีว่า “ฤกษ์งามยามดีวันนี้ ทางพรรคประชาชวยหัวคน จะจัดสัมมนาพิเศษ เป็นการปฐมนิเทศสมาชิกพรรคฯ เพื่อเตรียมความพร้อมในการทำศึกเลือกตั้งครั้งใหญ่นี้ หวังกวาดคะแนนเสียงมาเป็นเต็งหนึ่งในการจัดตั้งรัฐบาล ชูความเป็นประชาธิปไตย (ในคราบเผด็จการ) กลับมาอีกครั้ง

บรรยากาศในห้องประชุมเต็มไปด้วยความราบเรียบ มาสร้างความครึกครื้นหื่นชัยอีกครั้งก็ต่อเมื่อตอนที่นายสมวยหัวขัก แห่งจูราสษิน ปาร์ก ได้นำหนังสือรัดทำมะนวยฉบับหัวคูณ ซึ่งชาวคณะอีแอบบังประชาธิปไตย อำนวยการผลิตอย่างละเมียดละไมในหนังสือฉบับพิสดารแบบนี้อัดแน่นไปด้วยเนื้อหาสาระเข้มข้น วิวาทะจากนักเขียนฝีปากคมกริบ

นายสมวยหัวขักได้ชูหนังสือฉบับดังกล่าวต่อหน้าสมาชิกและผู้สื่อข่าว เพื่อทำการแจกจ่ายเป็นคู่มือในการปฐมนิเทศครั้งนี้ สร้างความฮือฮาเป็นที่ครื้นเครงกันยกใหญ่

ส่วนทางด้านคุณหญิงหน่อย และบรรดาเหล่าสมาชิกที่เป็นสุภาพสตรี หลังจากเปิดรัดทำมะนวยฉบับหัวคูณดังว่า ต่างก็พากันเหนียมอาย เคอะเขินหน้าแดง บ้างก็ตัวงอม้วนพับปานขนมทองม้วน แถมยังเปรยๆ เสียงสั่นระรัวด้วยความตื่นเต้นว่า เล่นการเมืองมาหลายยุคหลายสมัย แต่ไม่เคยได้พบเห็นไม่เคยสัมผัสรัดทำมะนวยฉบับหัวคูณแบบนี้มาก่อน ถือว่าเป็นฉบับประวัติศาสตร์ก็ว่าได้”

นี่คือเบื้องหลังและความเป็นมาของเอกสารเหยียบย่ำคนไทย และพระมหากษัตริย์ผู้ทรงคุณธรรมอันสูงสุดของคนไทยทั่วประเทศ ที่ทรงพระราชทานรัฐธรรมนูญฉบับนี้มาเพื่อการปกครองประเทศ ผู้จัดกวนสรุปเรื่องราวของข่าวชิ้นนี้ไว้ว่า

“คณะจัดทำหนังสือฉบับนี้เป็นคณะใหญ่ ทีมงานมากด้วยประสบการณ์ ใช้ความเก่งเฉพาะด้านมาหลอมรวมกัน โดยมอบให้นายเนววยหัวคิน เป็นบก.ใหญ่ ควบคุมเนื้อหาทั้งหมด นอกจากนั้นก็มีนายยงยวย หัวคุด นายภูมิทวย หัวคำ มาช่วยครีเอทีฟ และอีกหลายคนมาช่วยกันเสกสรรปั้นแต่ง จนได้รัดทำมะนวยฉบับหัวคูณฉบับที่สมบูรณ์แบบดังกล่าวที่ออกมาแจกจ่ายเพื่อนๆ สมาชิกพรรคฯ ในวันปฐมนิเทศนั่นแหละ” แหล่งข่าวเปิดเผยอย่างกระมิดกระเมี้ยน

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางความสกปรกชั่วร้ายในบ้านเมืองที่เกิดมาจากการเมืองชั่วชาติของเราที่กำลังแข่งขันกันอยู่ในขณะนี้ สิ่งที่ทุกคนคิดและทุกคนหวังคือความอยากรู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น เมืองไทยขณะนี้มีทางเลือกเพียงสองทางคือ เราจะเลือกการทำลายชาติหรือการสร้างชาติโดยการแยกพรรคการเมืองและนักการเมืองออกให้ชัด ซึ่งมีคนเชื่อว่าทำกันไม่ได้เพราะคนไทยส่วนมากไม่ได้มีความรู้ทางการเมือง และไม่สนใจการเมืองแต่อย่างใด ใครจะขึ้นช้างลงม้าอย่างไรก็ช่าง ขอให้ได้เล่นหวยใต้ดินกันทุกงวด และขอให้กู้หยิบยืมเงินเป็นหนี้เป็นสินเขาเท่านั้นพอ

เมื่อฉบับที่แล้วในหน้านี้ผมได้เขียนแย้มออกไปว่า ดวงบ้านดวงเมืองของเรากำลัง
อยู่ในสภาพที่ไม่ปกติ และเข้าใจว่านักการเมืองที่กำลังวุ่นวายอยู่ทุกวันนี้ต่างคนต่างก็จะประ
สบเคราะห์กรรมหรือแย่งกันฉิบหายไปโดยประการหนึ่งประการใดแน่นอน แต่ผมไม่สามารถจะให้รายละเอียดอะไรมากไปกว่านั้นได้ ขอเตือนว่าอย่าเหิมให้มากไปกว่านี้

ตอนนี้สมาชิกจากอเมริกาของผมหลายท่านอยากจะรู้อะไรให้มากไปกว่านั้น ให้ผมเขียนรายละเอียดให้ชัดเจนอีกที

เขียนไม่ไหวครับ มันเป็นเรื่องใหญ่มากทีเดียว เมืองไทยอยู่ในระหว่างเคราะห์ร้าย ไม่ใครก็ใครแน่นอนในวงการเมืองที่อยู่ทุกวันนี้อย่าไปฝันอะไรให้มากนัก หลายคนที่มีดวงอยู่ในมือผม ผมรับรองว่าจะมีไม่กี่รายเท่านั้นที่รอดความฉิบหายไปได้เพราะทุกคนจะเสื่อมราคาลงไปเรื่อยๆ เรื่องไม่ดีไม่งามต่างๆ มันจะมาแน่ เฉพาะพวกหัวขวดหัวขักในอังกฤษนั่นก็เถอะ ต่อให้หอบเอาเกาะอังกฤษมาด้วยก็อย่าหวังจะได้เหยียบแผ่นดินไทยอีก ความร่ำรวยที่ปล้นจากเมืองไทยนั้น ต่อให้มาซื้อคนไทยให้หมดชาติ ก็ยังไม่มีทางสำเร็จแม้แต่อย่างเดียว

ขอโทษเถอะ ตามดวงชะตาเมืองนั้น วันเลือกตั้งเป็นวันอุบาทว์วิบัติวุ่นวายสถานเดียว!
กำลังโหลดความคิดเห็น...