xs
xsm
sm
md
lg

ข้าวรพุทธเจ้า เอามโนและศิระกราน

เผยแพร่:   โดย: ปราโมทย์ นาครทรรพ

ท่านผู้อ่านที่เคารพ กรุณาอย่าโทร.มาให้ผมเขียนเรื่องรัฐธรรมนูญกับการเลือกตั้งอีกนะครับ ผมมีเรื่องอื่นๆ ที่สนุกกว่าจมเลย

หากการเลือกตั้งยังเดินหน้าต่อไปตามครรลองที่ผ่านมา โอกาสที่อนาคตของเมืองไทยจะจบลงอย่างเลวร้ายที่สุดเป็น worst case scenario จะมีมากจนน่าตกใจ

การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นแต่เพียงพิธีกรรมหรือฉากหนึ่งของการต่อสู้ทางการเมืองระหว่างระบอบทักษิณกับฝ่ายตรงกันข้าม ฝ่ายทักษิณเป็นฝ่ายที่มีเอกภาพและกำลังวังชามหาศาล ส่วนฝ่ายตรงกันข้ามนั้นแยกกันเป็นฝักเป็นฝ่าย มีทั้งยักษ์ทั้งคนแคระช่วยกันเข็นท่อนซุงคนละด้าน การต่อสู้หลังฉากเต็มไปด้วยเงินและอำนาจ กับวิธีการนอกแบบนอกกฎหมายสารพัดวิชามาร ซึ่งไม่ต้องสงสัยว่าฝ่ายใดจะใช้เก่งกว่ากัน

ผมขอพูดสั้นๆ ว่า ในการเลือกตั้งครั้งนี้ พรรคการเมืองเก่าที่เพิ่งรวมตัวกันขึ้นใหม่ 3-4 พรรคใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พรรคพลังประชาชน มีองค์ประกอบและพฤติกรรมที่ไม่มีทางที่จะไม่ขัดเจตนารมณ์คำวินิจฉัยของศาล ขัดเจตนารมณ์ของคณะปฏิรูปการปกครองซึ่งต้องการปกป้องประชาธิปไตยและสถาบันกษัตริย์ ขัดรัฐธรรมนูญ กฎหมายพรรคการเมืองและกฎหมายเลือกตั้งนับไม่ถ้วนมาตราตามที่ผมเขียนไว้ ครั้นจะปล่อยให้เลยตามเลยก็ดี หรือตีความให้เคร่งครัดกำจัดพรรคออกไปจากการเลือกตั้งก็ดี ผลพลอยเสียและการต่อสู้ทางการเมืองอย่างดุเดือดเลือดพล่านก็จะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน

ผมถูกบิดเบือนและโจมตีโดยผู้อ่านที่บูชาทักษิณ ที่พากันนำหลักการเก๊ๆ ทางเศรษฐกิจ การเลือกตั้งและประชาธิปไตยมาเป็นข้ออ้าง ผมขอยืนยันเรื่องดังต่อไปนี้

หนึ่ง ขณะนี้การที่พรรคการเมืองน้อยใหญ่พากันละเมิดคำพิพากษาของศาลปฏิบัติการทั้งทางตรงทางอ้อมขัดกับรัฐธรรมนูญ กฎหมายพรรคการเมือง และกฎหมายเลือกตั้ง ต้องนับเป็นการกระทำผิดกฎหมายที่สำเร็จแล้ว จะงุบงิบปิดบังปล่อยไปเลยตามเลยหาได้ไม่ เมื่อจำเป็นต้องมีการรักษากฎหมายอย่างเคร่งครัด พรรคเหล่านี้ก็ไม่มีสิทธิที่จะเข้าร่วมการเลือกตั้ง หรือเข้าร่วมแล้วก็จะเป็นโมฆะทีหลัง จะทำให้เกิดการฟ้องร้อง ต่อต้านและขับเคี่ยวต่อสู้กันจนบ้านเมืองวุ่นวาย หนักยิ่งกว่าการเลือกตั้งครั้งสุดท้าย 2 เมษายน 2549 อีก

สอง ขณะนี้กลไกของรัฐ ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาล กกต. หรือหน่วยงานปกครองอื่นๆ จะด้วยความด้อยประสบการณ์ก็ดี ความเคยตัวกระทำการเกินไปก็ดี หย่อนไปก็ดี ทำให้พรรคหนึ่งพรรคใดได้ประโยชน์ก็ดี เสียประโยชน์ก็ดี ล้วนแล้วแต่เป็นการละเว้นปฏิบัติตามหน้าที่ หรือกระทำเกินหน้าที่ ถือได้ว่าเป็นการกระทำผิดกฎหมายสำเร็จแล้วเช่นเดียวกัน จะต้องเตรียมตัวเผชิญการฟ้องร้องกล่าวโทษ จนอาจจะไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้

สาม รัฐธรรมนูญก็ดี กฎหมายพรรคการเมืองก็ดี กฎหมายเลือกตั้งก็ดี ล้วนแต่มีความบกพร่องทั้งในด้านกลไกและทฤษฎี เป็นการขัดกันเอง ขัดหลักรัฐธรรมนูญ ขัดหลักประชาธิปไตย หากปล่อยไปเลยตามเลยก็ไม่สามารถจะทำให้เกิดการเลือกตั้งที่สุจริตยุติธรรมหรือรักษาความสงบเรียบร้อยของประชาชนได้ หากไม่ปรับปรุงแก้ไข ก็จะเกิดผลเสียหายใหญ่หลวง ทำให้เกิดช่องว่าง และชะงักงันในการบริหารประเทศ ยกตัวอย่าง บทบัญญัติที่ผู้แทนราษฎรเหมือนกันมีสิทธิทางการเมืองไม่เท่ากัน ผู้ที่อายุไม่ถึง 35 ปีหรือไม่ได้รับปริญญาตรีไม่สามารถเป็นรัฐมนตรีได้ หรือบทบัญญัติที่ประชาชนมีสิทธิเลือกตั้งไม่เท่ากัน คนหนึ่งเลือก ส.ส.ได้คนเดียว อีกคนหนึ่งเลือกได้ 2 คน และอีกคนหนึ่งเลือกได้ 3 คน เป็นต้น และการเลือกตั้งแบบพวงเช่นนี้เป็นการหลอกลวงประชาชน เพราะมีผู้สมัครจริงสมัครเล่น สมัครเติมให้ครบ 2 หรือ 3 และผลของการลงคะแนนแบบนี้ในหลักวิชาการเลือกตั้งสามารถพิสูจน์ได้ว่าขาดความแน่นอนเที่ยงตรงหรือยุติธรรม เพราะเอาจริงๆ แล้วไม่รู้ว่าใครได้รับความนิยมเป็นตัวเลือกอันดับที่หนึ่งของประชาชน แถมคนนั้นๆ อาจจะไม่ได้รับเลือกก็ได้ เพราะคะแนนอันดับที่ 2, 3, หรือ 4 ที่มิใช่อันดับแรก ( first choice ) ของใครเลย รวมกันแล้วอาจได้มากกว่าอันดับแรก หรือ first choice ก็ได้ นอกจากนั้นการให้สิทธิเข้าหรือออกจากพรรคก่อนเลือกตั้ง 30 วัน ก็ไม่อาจปฏิบัติได้ เพราะการรับสมัครหมดเขตลงก่อนนั้น ความบกพร่องทางกลไกและหลักประชาธิปไตยยังมีอยู่อีกมากจนไม่น่าเชื่อ ทั้งที่มิใช่เรื่องยืมต่างประเทศด้วยซ้ำ แต่เป็นเรื่องที่ไม่สอดคล้องกับโครงสร้างและลักษณะทางสังคมและการเมืองไทยของเราเองแท้ๆ

สี่ ผมพูดมาหลายครั้งแล้วว่า อุปสรรคใหญ่ของประชาธิปไตยมิได้อยู่ที่ประชาชนทั่วไป ที่ถูกประณามว่า โง่เง่าขายสิทธิขายเสียง ผู้ที่ขัดขวางความเจริญอย่างแท้จริงของประชาธิปไตย คือ กองทัพ รวมทั้งตำรวจและข้าราชปกครองทั่วไป ที่ปฏิบัติเกินหน้าที่ ไม่ปฏิบัติหน้าที่อันเป็นความรับผิดชอบที่แท้จริงของตน และขัดขวางการมีส่วนร่วมของประชาชนในทางตรงและทางอ้อม บรรดาพรรคการเมืองทั้งหลายที่ถูกครอบงำโดยหัวหน้าไม่กี่คนและนักสมัครเลือกตั้งเพียง 2-3 พันคน ที่พากันทำตัวเป็นแก๊งเลือกตั้งผูกขาดการเมืองไทย ทำให้นักการเมืองอาชีพและพรรคที่แท้จริงตลอดจนการมีส่วนร่วมที่แท้จริงของประชาชนเกิดขึ้นไม่ได้ นี่คือ รหัสกรรมของการเมืองไทย ที่ส่งเสริมค้ำยันโดยระบบราชการ สื่อ นักรัฐศาสตร์บริการและเนติบริกรไม่กี่ร้อยคนเช่นเดียวกัน

ห้า ในชีวิตผมต่อสู้ปฏิวัติรัฐประหารและเผด็จการมาตลอด ผมไม่อยากให้ประชาชนถูกหลอกลวงโดยนักต่อสู้จอมปลอมที่เป็นลูกสมุนและบริวารของระบบทักษิณ ว่าเขาเป็นประชาธิปไตย เพราะเขามาจากการเลือกตั้ง การเลือกตั้งเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ในระบอบประชาธิปไตย แต่เงื่อนไขและเงื่อนเวลาในการเลือกตั้งทุกครั้งไม่จำเป็นจะต้องเป็นประชาธิปไตย ดังเช่น กรณีที่พระเจ้าอยู่หัวทรงตั้งคำถาม ผมมิได้เขียนบทความขึ้นมาเพื่อสนับสนุนอำนาจการเมืองที่มาจากการแต่งตั้ง ผมยืนยันว่าผมไม่เห็นด้วยและไม่สนับสนุนระบบแต่งตั้ง ผมยืนยันว่า โรคขาดประชาธิปไตยจะต้องแก้โดยการเป็นประชาธิปไตยให้มากขึ้น มิใช่น้อยลง และผมยืนยันว่า ในประสบการณ์และจารีตประชาธิปไตยที่แท้จริง เราสามารถมีสภานิติบัญญัติ (ชั่วคราว) วุฒิสภาชั่วคราว และรัฐบาลชั่วคราวที่มิได้มาจากการแต่งตั้ง (หรือการเลือกตั้งทั่วไป) ได้ ตัวอย่างมีอยู่แล้วทั้งในอังกฤษและไทย ซึ่งต่างก็มีพระมหากษัตริย์ด้วยกัน

หก ผมใคร่จะพูดถึงบทบาทของคน 3 กลุ่ม เป็นกลุ่มจำเพาะที่มีตัวมีตน จับต้องและอ้างอิงได้ คนทั้ง 3 กลุ่มนี้ต่างก็อ้างความจงรักภักดีต่อพระเจ้าอยู่หัว ต่างก็อ้างว่ายึดมั่นในหลักการประชาธิปไตย แต่ในความเป็นจริงจะเป็นดั่งวาจาหรือหาไม่ ไม่มีผู้ใดตอบได้ แต่ถ้าคนทั้ง 3 กลุ่มนี้ไม่ยอมร่วมมือกันและไม่ช่วยกัน ประชาธิปไตยในประเทศไทยเห็นจะเป็นไปไม่ได้ ทั้งๆ ที่เรามีพระมหากษัตริย์ที่แสนประเสริฐ ทรงเข้าพระทัย ทรงชี้แนะ และทรงพร้อมที่จะเป็นพระมหากษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริง อาจจะเป็นไปได้ว่าคนทั้ง 3 กลุ่มนี้ ไม่มีใครเคยได้ยินหรือสนใจพระบรมราโชวาทเรื่องหัวใจประชาธิปไตย ที่ผมกำลังอัญเชิญมานี้เลย “ประชาธิปไตยหรือความเป็นอยู่ของสังคมของชาติอยู่ที่ ทุกคนต้องร่วมมือช่วยกันทำ ตัวใครตัวมันไม่ได้ ก็ต้องถือเป็นหลักว่าเราต้องช่วยกันทำ (2512) ” นี่คือหลัก “ราชประชาสมาสัย”ตัวจริง

คนสามกลุ่มนี้ 2 กลุ่มแรกเป็นชนกลุ่มน้อยที่มีชื่อว่า “ชนชั้นปกครองของประเทศไทย” ได้แก่

1. กลุ่มตลอด 1 ปีที่ผ่านมาทำหน้าที่ของตนยังไม่สำเร็จเรียบร้อยดีในเรื่องกู้ชาติและนำชาติออกจากวิกฤตที่สุดในโลก คือ นายกรัฐมนตรี ประธานสภานิติบัญญัติ ประธานศาลฎีกา ประธานศาลปกครองสูงสุด และคมช.

2. กลุ่มบุคคลสำคัญที่ไม่รู้จักความสำคัญของตนเอง ไม่ปฏิบัติหน้าที่ให้สมกับความสำคัญ หรือไม่สำนึกว่าอะไรสำคัญและไม่สำคัญในอนาคตประชาธิปไตยของประเทศไทย 3 คนแรกคือ ทหารใหญ่ 3 คนที่มีประสบการณ์การเมืองคนละอย่าง เป็นต้นเหตุให้ทหารแตกกันในอดีต และทำเป็นทองไม่รู้ร้อนที่ทหารแตกกันในปัจจุบันยิ่งกว่าเดิม ได้แก่ พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ พลเอกสุจินดา คราประยูร พลตรีจำลอง ศรีเมือง นอกจากทั้งสามจะต้องจับมือกันแล้ว ยังมี อดีตนายกรัฐมนตรีทุกคนที่ยังมีชีวิตอยู่ ยกเว้นคนที่เป็นองคมนตรี กับทั้ง ปูชนียบุคคลของสังคม ทั้งที่เป็นทหารและพลเรือน รวมแล้วอาจไม่ถึงโหลดี กลุ่มนี้ถ้ากล้าหาญและมีน้ำใจน่าจะ เป็นคณะที่ปรึกษาราชการแผ่นดิน เพื่อระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขได้เป็นอย่างดี

3. กลุ่มที่ถูกดูถูกว่าไม่มีความสำคัญ เป็นทาสของนักการเมืองระดับชาติ ขาดความรู้และประสบการณ์ แปลกแยกแตกสามัคคี ฆ่ากันตายไม่เว้นแต่ละเดือน ซึ่งเป็นคำกล่าวหาที่ไม่เป็นธรรม กลุ่มนี้ได้แก่นักการเมืองในองค์กรปกครองท้องถิ่น มีจำนวนกว่า หนึ่งแสนห้าหมื่นคน ตั้งแต่ อบต.เล็กๆ ขึ้นมาถึงเทศบาลนคร และกรุงเทพมหานคร กลุ่มนี้เป็นจุดที่สัมผัสกับรากหญ้าโดยตรง เป็นตัวแทนที่มาจากการเลือกตั้งของปวงชนส่วนใหญ่ กลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่มีศักยภาพสูงสุดหากมีทิศทางและกรอบคิดใหม่ (new paradigm) ที่ดี

ทั้งสามกลุ่มนี้ทำอะไรได้บ้าง โปรดอย่าตอบว่าถูกมัดเป็นเชลยการเลือกตั้งในวันที่ 23 ธันวาคม 2550 นี้หมดแล้ว ทำอะไรไม่ได้เลย ผมกลับเห็น ว่าทั้งสามกลุ่มนี้จะต้องทำอะไร ทั้งภายในกลุ่มเอง และร่วมมือกับอีก 2 กลุ่ม และปวงชนชาวไทย ช่วยกันคิดหาทางออกให้ประเทศไทย โดยถือหลักว่า ช่วยตนเองเสียก่อน แล้วพระเจ้าจะช่วยท่าน

เบื้องสุดท้าย เมื่อครบถ้วนขบวนความแล้ว อาจนำไปสู่การกราบบังคมทูลขอพระบรมราชวินิจฉัย อาศัยพระบรมเดชานุภาพ ความเมตตาและปัญญาบารมีของพระเจ้าอยู่หัว นำประเทศออกจากวิกฤต และเริ่มเดินไปสู่ความเป็นประชาธิปไตยถาวร

สำหรับคนอื่นๆ ทั่วไป จะงอมืองอเท้าให้เกิดการฆ่ากันตายเสียก่อน อย่าง ที่พลตรีจำลองหรือหลายๆ คนว่า แล้วจึงจะขยับตัวได้ ยังงั้นหรือโปรดอย่าดูถูกตัวเองเช่นนั้นเลย

ผมจะขอให้บุคคลทั้งสามกลุ่มเอาด้วย และขอให้พวกเราทุกคนแต่ละคน เสียสละโปสการ์ด หรือกระดาษ 1 แผ่น ค่าแสตมป์ หรือเดินไปส่งเอง

อย่าลืมอัดบัตรประจำตัว หรือพาสปอร์ตลงไปเสียก่อน เซ็นชื่อให้สวย และเขียนลงไปว่า

นำกระดาษแผ่นนั้น ส่งไปที่ทำเนียบรัฐบาล หรือสำนักงานอดีต คมช. กองทัพบก อย่าลืมเขียนเสียก่อนว่า ครับ มิใช่บัตรเลือกตั้ง ด้วยโปสการ์ดหรือกระดาษแผ่นเดียว เขียนเหมือนๆ กัน ทุกคนเสมอกัน ส่งให้ถูกที่

1. ข้าพเจ้าไม่เห็นด้วยการเลือกตั้งวันที่ 23 ธันวาคม 2550 ขอให้แก้ พ.ร.ฎ.เลื่อนออกไปอีก 6 เดือนหรือ 1 ปี (เลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง)

2. ข้าพเจ้าขอทูลเกล้าฯ ถวายฎีกา ขอให้ทรงมีพระราชวินิจฉัย พระราชทาน “สมัชชาแห่งชาติ” ประกอบด้วยผู้ที่ดำรงตำแหน่งในปัจจุบันที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชนทั้งหมดทั่วประเทศ เพื่อให้เลือกกันเองเป็น “สภานิติบัญญัติแห่งชาติ พ.ศ. 2551” ในวันที่ 23 ธันวาคม 2550

เสร็จแล้ว ท่านและปวงชนชาวไทยจงร่วมกันร้องเพลงสรรเสริญพระบารมีให้กึกก้อง เต็มเสียง เต็มปอด และเต็มหัวใจ

ข้าวรพุทธเจ้า เอามโนและศิระกราน นบพระภูมิบาล
กำลังโหลดความคิดเห็น...