xs
xsm
sm
md
lg

ตอนที่ 61 แชมป์หมากฮอสห้ามหาวิทยาลัย (ตอน 1)

เผยแพร่:   โดย: เรืองวิทยาคม

เพราะเหตุดังกล่าว ผมจึงมีเพื่อนฝูงหลายกลุ่ม หลายรสนิยม หลายฐานะ หลายชนชั้น จนอาจกล่าวได้ว่าไม่มีใครในคณะนิติศาสตร์ที่จะไม่รู้จักผม มีแต่ว่าจะสนิทสนมมากและน้อยกว่ากันเท่านั้นเอง

แม้ว่าผมเข้าเรียนในคณะนิติศาสตร์ในปี พ.ศ. 2510 แต่นักเรียนกฎหมายรุ่นนี้ได้รับการขนานนามรุ่นว่านิติศาสตร์ 09 ทั้งนี้เพราะเป็นการถือเอาปี พ.ศ. ที่เข้าเรียนมหาวิทยาลัยปีแรก ซึ่งแม้จะเรียนรวมกันในคณะศิลปศาสตร์แต่ก็ถือว่าเป็นนักศึกษานิติศาสตร์ที่เข้าเรียนมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์รุ่นปี พ.ศ. 2509

นักศึกษาในรุ่นนี้มีเกือบ 600 คน ดังนั้นจึงจัดว่าเป็นรุ่นที่มีนักศึกษามากที่สุดรุ่นหนึ่งของมหาวิทยาลัย และกลายเป็นรุ่นที่จบการศึกษาออกไปแล้วได้แยกย้ายไปประกอบอาชีพต่างๆ กันมากมายหลายสาขา ทั้งในกรุงเทพฯ และในต่างจังหวัด

นักศึกษารุ่นนี้มีความผูกพันสมานฉันท์กันค่อนข้างจะเหนียวแน่น เพราะห้วงเวลาช่วงนั้นนักศึกษาคณะนิติศาสตร์มีปัญหาทะเลาะเบาะแว้งกับนักศึกษาคณะรัฐศาสตร์ ถึงขนาดยกพวกตีกันเป็นหลายครั้ง

ในโอกาสวันพระบิดาแห่งกฎหมายไทยหรือวันระพี ในปีแรกที่เข้าเรียนในคณะนิติศาสตร์นั้นมีงานฉลองกันภายในมหาวิทยาลัย ผมอยู่ร่วมงานจนกระทั่งดึก และในขณะที่ผมไปยืนถ่ายปัสสาวะอยู่ที่ริมรั้วคณะอันเป็นที่มืดนั้นก็ถูกตีที่ศีรษะจนสลบเหมือดไป มารู้สึกตัวเอาตอนเช้า แต่โชคดีที่หัวไม่แตกและไม่มีแผลใดๆ แต่ที่ข้างตัวนั้นมีไม้ขาโต๊ะซึ่งเท่ากับไม้หน้าสามทิ้งวางอยู่ข้างๆ จึงเข้าใจว่าเหตุมีมาจากพวกคณะรัฐศาสตร์จ้องทำร้าย แต่ผมก็ไม่ได้ติดใจอะไร เพราะเมื่อไม่บาดเจ็บสาหัสอะไรนักก็ถือว่าเป็นเรื่องแล้วกันไป

ความจริงผมถูกตีครั้งนั้นหนักและแรงมาก เพราะเป็นการตีที่ศีรษะบริเวณท้ายทอย ถึงกับสลบไปเป็นเวลานาน นี่อาจเป็นเพราะอานิสงส์ที่พระอาจารย์ได้ลงเครื่องรางของขลังไว้ในตัวผมตั้งแต่เล็กเป็นอันมากก็เป็นได้

นักศึกษาคณะนิติศาสตร์รุ่นนี้มีความรักความผูกพันใกล้ชิดกันอย่างแน่น แฟ้น ดังนั้นเมื่อจบการศึกษาออกไปประกอบอาชีพกันแล้วก็ยังคงเกาะกลุ่มจัดการพบปะสังสรรค์กันเป็นเนืองนิตย์ และช่วยเหลือเกื้อกูลกันในรุ่น ทำให้เกิดเป็นพลังของรุ่น กลายเป็นรุ่นที่ดังรุ่นหนึ่งของคณะนิติศาสตร์

ในช่วงเกิดวิกฤตทางการเมืองในประเทศไทยในปี พ.ศ. 2549-2550 ศิษย์เก่านิติศาสตร์ 09 มีบทบาทมากหลาย โดยเฉพาะในการเข้าเกี่ยวข้องกับปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง

ชาวนิติศาสตร์ 09 ที่ไปรับราชการเป็นผู้พิพากษาในห้วงเวลานี้ก็มีความก้าวหน้าในระดับสูงสุดในศาลฎีกา คือได้ครองตำแหน่งประธานศาลฎีกาถึง 2 คนติดต่อกัน และครองตำแหน่งรองประธานศาลฎีกาต่อเนื่องมาถึง 2 คนเช่นเดียวกัน ยิ่งไม่ต้องนับรวมถึงประธานแผนกศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของนักการเมืองซึ่งมีเกียรติภูมิลือลั่นสนั่นประเทศไทยในห้วงเวลานั้น เพราะได้ตัดสินจำคุกนักการเมืองมิให้เป็นเยี่ยงอย่างแก่การทุจริตในการใช้อำนาจหน้าที่บริหารราชการแผ่นดินมาแล้ว

ด้านชื่อเสียงเกียรติภูมิมีขึ้นแล้ว ก็ย่อมมีด้านที่มัวหมองอยู่ด้วยเป็นธรรมดา เพราะในห้วงเวลาที่คณะตุลาการรัฐธรรมนูญตัดสินคดียุบพรรคไทยรักไทยและพรรคประชาธิปัตย์ โดยวินิจฉัยให้ยุบพรรคไทยรักไทยพร้อมตัดสิทธิเลือกตั้งของกรรมการบริหารพรรคจำนวน 111 คน และวินิจฉัยให้พรรคประชาธิปัตย์พ้นผิดจากข้อกล่าวหานั้น ก็มีการโจทย์ขานว่ามีตำรวจยศพันตำรวจเอกซึ่งเป็นนักศึกษานิติศาสตร์ 09 และมีความใกล้ชิดกับน้องเขยนักการเมืองคนสำคัญเป็นผู้ติดต่อวิ่งเต้นติดสินบนตุลาการรัฐธรรมนูญถึงสองท่าน และหนึ่งในสองท่านนั้นก็เป็นชาวนิติศาสตร์รุ่น 09 แต่ทว่าตุลาการรัฐธรรมนูญทั้งสองท่านนี้ไม่ยอมรับสินบน

ในแทบทุกส่วนราชการ ชาวนิติศาสตร์รุ่น 09 มีความเจริญก้าวหน้าในหน้าที่การงาน ได้ครองตำแหน่งปลัดกระทรวง รองปลัดกระทรวง และอธิบดีมากมายหลายตำแหน่ง

นิติศาสตร์รุ่น 09 จึงไม่เพียงแต่เป็นรุ่นที่รักใคร่สมัครสมานกลมเกลียวสามัคคีกันอย่างเดียว แต่ยังเป็นรุ่นดังของคณะและดังทั้งด้านดีด้านร้ายประกอบกันตามวิสัยโลก

ความสมัครสมานสามัคคีภายในรุ่นเป็นไปดังนิทานสอนใจคนเรื่องหนึ่ง ที่พ่อสอนลูกให้สามัคคีกัน โดยสั่งให้หักลำไม้ไผ่ลำหนึ่งแล้วหักได้ แต่ครั้นให้หักลำไม้ไผ่หลายลำพร้อมๆ กันกลับหักไม่ได้ และเป็นทำนองเดียวกันกับนิทานชาดกเรื่องนกแขกเต้าที่ถูกตาข่ายพรานครอบทั้งฝูง ที่ต่างตัวต่างบินเอาตัวรอดโดยลำพังตัว แต่กลับหนีไม่รอดสักตัวเดียว เพราะไม่สามารถยกตาข่ายออกไปได้ แต่เมื่อนกทุกตัวพร้อมเพรียงกันบินยกตาข่ายขึ้นไปก็สามารถบินลอดลงมาทางด้านล่างรอดได้หมดทุกตัว

นั่นเป็นอานิสงส์ของความสามัคคีที่มีขึ้นที่ไหนย่อมยังประโยชน์ใหญ่แก่หมู่คณะ แต่ความสามัคคีก็มีทั้งด้านดีด้านร้าย คือมีทั้งความสามัคคีในหมู่โจรและมีทั้งความสามัคคีในหมู่บัณฑิตด้วย

ดังนั้นในการจัดทำตราแผ่นดินในสมัยรัชกาลที่ 4 จึงทรงโปรดให้สมเด็จพระสังฆราช (สา) วัดราชประดิษฐ์ คิดค้นถ้อยคำประดับตราแผ่นดิน ซึ่งสมเด็จพระสังฆราชได้คิดคำเป็นภาษาบาลีว่า “สัพเพสัง สังฆะเภตานัง สามัคคี วุฒิสาธิกา” ซึ่งแปลโดยความหมายได้ว่า การใหญ่ของแผ่นดินจักสำเร็จได้ด้วยความสามัคคี

คาถาประจำตราแผ่นดินแห่งราชอาณาจักรไทยจึงเป็นบทสอนใจและบทเตือนใจคนไทยทั้งประเทศให้มีความสามัคคี เพื่อปกปักรักษาชาติบ้านเมืองให้เจริญรุ่งเรืองยั่งยืนเป็นนิรันดร

พอย่างเข้าเทอมที่สองของการเรียนนิติศาสตร์ปีแรก ผมได้ใช้เวลาให้กับชมรมกีฬาในร่มมากขึ้นกว่าห้วงเวลาก่อน ๆ คือแทบทุกวันถ้าพอมีเวลาว่าง ผมก็จะแวะเวียนไปที่สโมสรเพื่อเล่นหมากฮอส หมากรุกไปตามประสา

ฝีมือหมากฮอสผมยังคงรุดหน้ามาโดยลำดับ ดังนั้นในการเล่นหมากฮอสในชมรมกีฬาในร่ม ผมจึงเป็นที่รู้จักมักคุ้นของชาวกีฬาในร่มโดยถ้วนหน้า และในที่สุดก็กลายเป็นนักหมากฮอสฝีมือหนึ่งของชมรมกีฬาในร่มไปโดยปริยาย

ภายในมหาวิทยาลัยก็มีการจัดแข่งขันกีฬาระหว่างคณะ และจัดแข่งขันกันแทบทุกประเภทกีฬารวมทั้งหมากฮอสด้วย ผมได้รับคัดเลือกให้เป็นนักกีฬาหมากฮอสของคณะนิติศาสตร์เพื่อเข้าแข่งขันหมากฮอสระหว่างคณะทุกครั้งตลอดระยะเวลาที่ศึกษาอยู่ในมหาวิทยาลัย

ผลการแข่งขันหมากฮอสระหว่างคณะ ผมได้รับชัยชนะตั้งแต่การเรียนในชั้นปีที่สอง ได้ครองตำแหน่งแชมป์หมากฮอสของมหาวิทยาลัยมาตั้งแต่บัดนั้น และพอล่วงเข้าปีการศึกษาปีที่สามผมก็กลายเป็นครูฝึกสอนหมากฮอสให้แก่สมาชิกของชมรมหมากฮอสจนกระทั่งจบการศึกษา

ในแต่ละปีก็มีการแข่งขันกีฬาหมากฮอสกันระหว่างมหาวิทยาลัย ซึ่งขณะนั้นมีการแข่งขันกันเพียง 5 มหาวิทยาลัย คือ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล และมหาวิทยาลัย ศิลปากร.

โปรดติดตามตอนที่ 61 “แชมป์หมากฮอสห้ามหาวิทยาลัย ตอน 2 (จบ)” ในวันศุกร์ที่ 19 ตุลาคม 2550
กำลังโหลดความคิดเห็น...