xs
xsm
sm
md
lg

ตอนที่ 60 ติวเตอร์กฎหมายจำเป็น (ตอน 1)

เผยแพร่:   โดย: เรืองวิทยาคม

ในการเรียนกฎหมายผมออกจะโชคดีเพราะมีความถนัดในด้านภาษาไทย อันเป็นผลต่อเนื่องมาจากการศึกษาพระไตรปิฎกนั่นเอง ทำให้ความเข้าใจภาษาไทยดีกว่าคนอื่นๆ มาก จึงอ่านถ้อยคำในกฎหมายได้แตกฉาน ไม่ต้องยึดถือเอาคำพิพากษาศาลฎีกาเป็นหลัก แต่กระนั้นก็ยังคงต้องถือเป็นแนวทาง

อาจารย์สอนกฎหมายหลายท่านในขณะนั้นถือว่าธงคำตอบเป็นเพียงความเห็น ซึ่งนักกฎหมายควรจะมีความเห็นเป็นของตนเอง จึงไม่เคร่งครัดต่อธงคำตอบเท่าใดนัก โดยเฉพาะศาสตราจารย์ประพนธ์ ศาตะมาน แล้วท่านประกาศในชั้นเรียนว่าการทำข้อสอบในวิชาของท่านจะไม่ยึดถือธงคำตอบเป็นหลัก แต่จะยึดถือเหตุผลเป็นหลัก ซึ่งอาจจะต่างจากอาจารย์สอนกฎหมายในทุกวันนี้ที่เคร่งครัดเข้มงวดเอากับธงคำตอบ ซึ่งมีผลเท่ากับกำหนดกรอบความคิดของนักศึกษาให้อยู่ในกรอบของธงคำตอบนั้น ซึ่งแม้ว่าธงคำตอบทั่วไปจะถือเอาตามคำพิพากษาของศาลฎีกาก็ตาม แต่คำพิพากษาของศาลฎีกาก็เคยมีที่ศาลฎีกาพิพากษากลับความเห็นเดิมหรือแนวการวินิจฉัยเดิมอยู่เสมอ

เพราะเหตุนี้กระมังนักกฎหมายรุ่นใหม่ๆ ที่ถูกระบบการเรียนการสอนกำหนดกรอบความคิดอ่าน จึงรู้จักใช้ความคิดและเหตุผลของตนเองน้อยลงไป

ผมมีพื้นฐานจากพระไตรปิฎกโดยเฉพาะพระวินัยซึ่งเป็นกฎหมายของสงฆ์มาแต่ก่อน ดังนั้นในขณะที่เพื่อนนักศึกษาต้องซื้อหาตำรับตำราและคำพิพากษาศาลฎีกามาเป็นคู่มือการเรียน ผมกลับถือเอาแต่ตัวบทกฎหมายเป็นหลักเท่านั้น

การที่ถือเอาตัวบทกฎหมายเป็นหลักนั้น ความจริงก็มีเหตุที่มาเนื่องจากผมมีรายได้จากที่ทางบ้านส่งเสียค่อนข้างน้อยมาก แค่ค่ากิน ค่าอยู่ ก็ต้องกระเหม็ดกระแหม่เต็มทีอยู่แล้ว ถึงแม้จะรู้แก่ใจดีว่าเงินค่าซื้อหนังสือนั้น ถ้าหากขอจากทางบ้านเพิ่มเติมก็ย่อมได้รับความช่วยเหลืออย่างเต็มที่ แต่ผมก็ไม่อยากที่จะรบกวนทางบ้านโดยไม่จำเป็น

เนื่องจากเห็นว่าเมื่อสามารถอ่านตัวบทกฎหมายแล้วเข้าใจถึงความหมายและเหตุผลที่มาของการบัญญัติกฎหมายแล้ว ก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องซื้อหาหนังสือคำอธิบายใดๆ มาอ่านเพิ่มเติมอีก ดังนั้นจึงอาจกล่าวได้ว่าเพราะสาเหตุทางการเงินอย่างหนึ่ง และเพราะเหตุที่เชื่อมั่นว่ามีความเข้าใจตัวบทกฎหมายเป็นอย่างดี ผมจึงไม่ต้องขวนขวายที่จะซื้อหาตำราหรือคำอธิบายมาอ่านเพิ่มเติม

ต่างกับเพื่อนๆ ในคณะจำนวนมากที่พยายามขวนขวายซื้อหาตำราและคำอธิบายหลากหลายมาศึกษา ซึ่งอาจารย์ผู้แต่งตำรากฎหมายในขณะนั้นถึงแม้จะยังไม่มากเท่ากับปัจจุบัน แต่ก็ต้องจัดว่ามีผู้แต่งตำรากฎหมายในเรื่องต่างๆ ไว้เป็นจำนวนมาก

และเป็นธรรมดาของนักวิชาการทางกฎหมายที่ย่อมมีความคิดความเห็นเป็นของตนเอง ซึ่งมักที่จะแตกต่างไปจากความคิดเห็นของนักวิชาการท่านอื่น ดังนั้นยิ่งอ่านตำราหรือคำอธิบายมากเล่มเข้าเท่าใด ก็ยิ่งสับสนวุ่นวายไปกันใหญ่ว่าอย่างไหนถูก อย่างไหนผิดกันแน่

เพื่อนๆ จำนวนมากจึงต้องไปขวนขวายซื้อหาหรือค้นคว้าคำพิพากษาศาลฎีกาเก่าๆ ที่เคยวินิจฉัยในปัญหานั้นๆ ไว้แล้วว่าจะยึดถืออย่างไร และถ้ายิ่งค้นยิ่งอ่านมากเข้าก็ยิ่งรู้ว่าอันคำพิพากษาของศาลฎีกาในยุคหนึ่งสมัยหนึ่งก็เคยถูกคำพิพากษาศาลฎีกาในชั้นหลังแก้ไขเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ จึงพาสับสนกันไปใหญ่ ซึ่งเกินไปสำหรับวัยนักศึกษา

ผมเป็นคนคบหาเพื่อนฝูงมาก คบทุกระดับ ทั้งรุ่นพี่ รุ่นน้อง ทั้งผู้หญิง ผู้ชาย เพราะถือคติตามคำสอนของก๋งตลอดมาว่าคนเรามีเพื่อนยิ่งมากก็ยิ่งดี ก๋งเคยยกคำจีนโบราณมาสอนว่าคนมีเพื่อนมาก หนทางอนาคตก็ยิ่งกว้าง

แต่มาถึงปัจจุบันนี้ก็เห็นจะต้องเพิ่มเติมหรือแก้ไขใหม่เป็นว่า คนเรามีเพื่อนมากนั้นดีกว่ามีเพื่อนน้อย แต่เพื่อนจะมากหรือน้อยเท่าใดยังไม่สำคัญ เท่ากับต้องมีเพื่อนดี

เพื่อนๆ ของผมอาจจะจำแนกได้เป็นสามจำพวก

พวกแรกคือพวกนักเรียนดี ที่มุ่งมั่นศึกษาค้นคว้าตำรับตำราและอธิบายกันและกันเป็นเนืองนิตย์ เห็นหน้าคราวใดก็เกาะตัวกันเป็นกลุ่มแล้วติวกฎหมายกันเสมอ

พวกที่สองเป็นพวกนักร้องสมัครเล่น หรือที่ถูกเรียกขานในขณะนั้นว่าเป็นนักร้องปากหมา พวกนี้นิยมร้องเพลงสุนทราภรณ์แล้วเดินร้องเพลงกันเป็นกลุ่ม โดยตีแก้ว ตีขวด หรือตีปี๊บแทนเสียงดนตรีในขณะที่เดินร้องเพลง และเนื่องจากที่สามแยกตึกสังคมหรือนัยหนึ่งคืออาคารเรียนของคณะสังคมศาสตร์ ซึ่งต่อเนื่องกับคณะบัญชีนั้นมีนักศึกษาหญิงเป็นจำนวนมาก เพื่อนกลุ่มนี้จึงมักที่จะไปหยุดร้องเพลงตรงสามแยกนี้

สามแยกดังกล่าวมีชื่อเสียงมาตั้งแต่รุ่นพี่ๆ เพราะเมื่อนักศึกษาชายไปยืนอออยู่แถวนั้น เห็นนักศึกษาหญิงเดินผ่านไปมาก็มักจะแซวกันเล่น จนนักศึกษาหญิงตั้งแต่รุ่นอดีตเรียกสามแยกดังกล่าวว่าสามแยกปากหมา

ดังนั้นเมื่อเพื่อนกลุ่มนี้ไปวอแวหยุดร้องเพลงอยู่ตรงสามแยกปากหมาบ่อยครั้งเข้า จึงถูกเรียกขานว่าเป็นพวกนักร้องปากหมา ซึ่งพวกเราก็ไม่ได้ถือสาหาความอะไรกัน เนื่องจากเข้าใจอย่างดีว่าเป็นเรื่องเพื่อนฝูงล้อกันเล่นเพราะเห็นเป็นมิตรสหาย

พวกที่สามคือพวกสโมสร พวกนี้อาจจำแนกได้เป็นอีกสองกลุ่มย่อย กลุ่มแรกเป็นกลุ่มที่มั่วสุมอยู่ที่อาคารสโมสรซึ่งทำกิจกรรมนักศึกษากันเป็นประจำ กับอีกพวกหนึ่งถึงแม้ว่าได้ชื่อว่าเป็นพวกสโมสรด้วยกัน แต่ไม่สนใจที่จะเข้าร่วมกิจกรรมใดๆ ในสโมสรนักศึกษา แต่จะพากันไปที่สโมสรสนามม้าหรือไปเที่ยวเตร่เฮฮาหรือไปตั้งก๊วนดื่มสุรากันตามประสาวัยหนุ่ม

ในพวกที่สามหรือพวกสโมสรนี้ ผมมีเพื่อนอยู่ในกลุ่มแรกมาก คือกลุ่มที่มั่วสุมอยู่ที่อาคารสโมสร

ความที่ผมมีเพื่อนทั้งสามกลุ่ม ซึ่งมีรสนิยมแตกต่างกัน จึงทำให้ผมค่อนข้างจะแปลกประหลาดกว่าคนอื่นเพราะเพื่อนคนอื่นนั้นมีรสนิยมอย่างไหนก็มักจะมั่วสุมเสวนาอยู่เฉพาะในกลุ่มนั้นๆ โดยเฉพาะพวกกลุ่มเรียนดีด้วยแล้ว มักจะไม่สุงสิงยุ่งเกี่ยวกับกลุ่มอื่น

เพื่อนจำพวกนักร้องปากหมาและจำพวกสโมสรนั้นสนใจการเรียนน้อยไปหน่อย เพราะบางครั้งในชั่วโมงเรียนก็ไม่เข้าเรียน แต่ไปทำกิจกรรมตามรสนิยมของตน แต่ผมนั้นสำนึกดีว่าเป็นคนบ้านนอก มีภารกิจคือการศึกษา ถึงจะมีรสนิยมและกิจกรรมประการใดก็จะไม่ยอมละวางภารกิจหลักเป็นอันขาด

ดังนั้นเมื่อมีกำหนดเรียนวิชาใด ผมก็รักที่จะอ่านตัวบทกฎหมายหรือหนังสือตำราวิชานั้นไว้ก่อนเป็นสัปดาห์หรือสองสัปดาห์ หากยังมีข้อข้องใจสงสัยไม่กระจ่าง ผมก็มักจะตั้งใจมั่นว่าวิชานั้นจะต้องเข้าเรียนในขณะที่มีอาจารย์เข้าสอน ยกเว้นก็แต่บางวิชาที่เชื่อมั่นแก่ใจว่ามีความรู้ มีความเข้าใจดีกระจ่างแจ้งแล้ว หากมีเพื่อนชวนไปทำกิจกรรมที่รักชอบและขัดมิได้ ผมก็มักจะไปตามเพื่อน

เพราะเหตุนี้ในขณะที่เพื่อนในจำพวกนักร้องปากหมาและพวกสโมสรใช้เวลาในห้องเรียนน้อยหรือขาดเรียนในบางวิชา แต่ผมนั้นยังคงมั่นแน่แก่ใจว่ามีความรู้และมีความเข้าใจในวิชานั้นเป็นอย่างดี

เมื่อเป็นเช่นนี้ยามเวลาสอบมาถึง เพื่อนทั้งสองจำพวกนี้ก็มีความเดือดร้อนเพราะเรียนไม่ทัน ศึกษาค้นคว้าก็ไม่ทัน จะไปค้นคว้าหาเอกสารที่อาจารย์ผู้สอนใช้ประกอบการสอนก็ยืมคนอื่นไม่ได้ เพราะต่างคนต่างจำเป็นต้องใช้ด้วยกัน เมื่อเป็นเช่นนี้ก็ต้องตั้งกลุ่มติวกันเองในวิชานั้นๆ.

โปรดติดตามตอนที่ 60 “ติวเตอร์กฎหมายจำเป็น ตอน 2 (จบ)” ในวันศุกร์ที่ 5 ตุลาคม 2550
กำลังโหลดความคิดเห็น...