xs
xsm
sm
md
lg

ข้อตกลง “ลับ” ระบอบทักษิณยกแผ่นดินให้ “ว้า” หรือพม่า?

เผยแพร่:   โดย: สปาย หมายเลขหก


แล้วก็มีคำตอบที่ว่า-เหตุใดทหารพม่าจึงเข้ามายึดพื้นที่บริเวณดอยลางมาชนแม่น้ำกก เหนือบ้านท่าตอน อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ ในสมัยอำนาจเก่า “ทักษิณ” ซึ่งรัฐบาลไม่ได้จัดการอันใดเลย ทั้งๆ ที่เป็นการละเมิดอธิปไตยอย่างชัดเจน ถือได้ว่าเรา “เสียดินแดน” ส่วนนั้นไป

รายงานชุดนี้ ได้ขุดลึกลงไปถึงความสัมพันธ์ของบริวารอำนาจเก่ากับชนเผ่าว้า มีการทำธุรกิจหลายอย่างร่วมกัน, ได้เปิดเผยว่า ผู้นำระดับสูงของว้าได้สัญชาติไทย และว้าเป็นลูกค้าสำคัญของหมู่บ้านระดับเศรษฐีที่หมู่ญาติของเขาสร้างขึ้นมาขาย ได้กล่าวถึงการสร้างเขื่อนสาละวิน ที่อำนาจเก่าไปลงทุนกับทางฝ่ายพม่า, การทำเหมืองหยกในแดนว้า และการจะได้ทำเหมืองพลอย ทับทิม ในเขตน้ำท่วมเหนือเขื่อนสาละวิน รวมทั้งธุรกิจใหม่กับว้า ที่ได้รับการตอบแทนจากพม่าให้เข้าทำไม้บริเวณเขตน้ำเขื่อนสาละวินท่วมถึงทั้งหมด ที่มีมูลค่าเป็นแสนล้านบาท จากการที่ว้าต้องทำหน้าที่หน่วยคุ้มกันในระหว่างการสร้างเขื่อน และการดูแลความปลอดภัยให้กับตัวเขื่อนเมื่อสร้างเสร็จแล้ว

ทั้งหมด-มีความโยงใยไปถึงการเสียดินแดนเหนือบ้านท่าตอน

คำตอบที่ได้มาในเรื่องดินแดนระหว่างแม่น้ำกกกับหัวดอยลางฝั่งขวานั้น แหล่งข่าวบอกว่าเป็น ข้อตกลง “ลับ” ของรัฐบาลก่อนกับรัฐบาลทหารพม่า โดยทางพม่าได้เป็นผู้ยื่นข้อเสนอว่า

1. เนื่องจากบริเวณดังกล่าวไม่มีเขตแดนตามภูมิประเทศอย่างชัดเจน คือตามข้อความในสนธิสัญญาสยามกับอังกฤษที่พม่ารับต่อมาจากอังกฤษ เมื่อได้รับการเอกราชนั้นระบุให้ถือเอาสันดอยที่สูงที่สุดในบริเวณเป็นเขตแดน ฝนตกลงมาน้ำไหลลงไปทางด้านใด ก็ถือเป็นดินแดนของประเทศนั้นตามลักษณะของ “สันปันน้ำ” โดยได้ยึดถือ ดอยผ้าห่มปก ดอยลาง และดอยในชื่อต่างๆ ตามภาษาเรียกในท้องถิ่น เป็นเขตสันปันน้ำนั้นมาตั้งแต่สมัยอังกฤษปกครองพม่าเป็นอาณานิคม โดยเป็นการยอมรับดินแดนของกันและกันทั้งสองฝ่าย

บริเวณดอยลางทอดลงมายังแม่น้ำกกนั้น มีลักษณะเป็นเนิน และที่ราบกึ่งเนิน (ที่ราบเชิงเขา) หาได้มีสันดอยเป็นเส้นสันปันน้ำ แต่ตามลักษณะเนินนั้น มีความเอียงลาดของสันเนินประมาณ 15 องศาเกือบทั่วไป น้ำฝนไหลลงไปทางเหนือแล้วไหลลงแม่น้ำกก ก็พอประเมินว่าเป็นลักษณะการปันน้ำได้ แม้ว่าจะไม่เป็นสันดอยที่ชัดเจน แต่อย่างไรก็ตามลักษณะของการไหลของน้ำฝนตามเนินราบเหล่านี้ มีสลับกันไปคือไหลลงทางเหนือ (พม่า) และไทย (ทางใต้) จึงน่าจะจัดว่าเป็นบริเวณที่เป็นปัญหา ต้องมีการประชุมตกลงปักปันเขตแดนอย่างถาวรต่อไป

บริเวณเช่นนี้, ตามหลักสากลเรื่องเขตแดนระหว่างประเทศ จะต้องจัดให้เป็นเขตปราศจากการครอบครอง “โนแมนแลนด์-No Man Land” คือให้ทั้งสองประเทศถอยออกไปเป็นบริเวณก่อนจะมีการปักปันเขตแดนถาวร ทางพม่ายอมรับในข้อนั้น แต่เนื่องจากไทยและพม่า มีเขตแดนซึ่งเกิดปัญหา ไม่มีการปักปันเขตแดนกันเป็นที่เรียบร้อย ตั้งแต่ทะเลอันดามัน จังหวัดระนอง ไปจนถึงดินแดนแม่น้ำรวกไหลลงแม่น้ำโขง ระหว่างเขตเมืองท่าขี้เหล็ก รัฐไทยใหญ่หรือฉานกับอำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย มีอยู่ถึง 86 จุด การปักปันเขตแดนถาวรทำกันได้เพียงปีละ 3-4 จุดเท่านั้น ความล่าช้าอยู่ที่ว่า บริเวณเขตแดนไทย-พม่า เต็มไปด้วยกองกำลังของชนกลุ่มน้อย เป็นพื้นที่สู้รบกับรัฐบาลพม่า ไม่มีความปลอดภัยในการเข้าสู่พื้นที่ จึงได้มีข้อตกลงกันเป็นจุดๆ ไป เท่าที่จะทำได้ตามสถานการณ์ชายแดนที่อำนวยให้

2. โดยรายละเอียดของสภาพภูมิประเทศ และปัญหาในข้อ 1 ทางพม่าขอทำความตกลงกับไทยว่า บริเวณดอยลางมาบรรจบกับแม่น้ำกก เหนือบ้านท่าตอนนี้ เป็นบริเวณที่ถือว่าอ่อนไหวอย่างยิ่งต่อความสงบภายในตามยุทธศาสตร์ของพม่า เพราะเป็นบริเวณที่สามารถจะใช้เป็นช่องทางการเคลื่อนย้ายกำลังทหาร ทั้งทหารราบ ยานยนต์ และยานเกราะได้สะดวก พม่ามีความวิตกกังวลในข้อนี้ ด้วยเหตุที่ว่าสถานการณ์ระหว่างไทยกับพม่าในบริเวณนี้ถือว่าเป็น ภาวะไม่ปกติ ด้วยเหตุที่ว่า...

2.1 พม่าได้ให้สิทธิแก่ชนเผ่าว้า ในการเป็นอาสาสมัครชายแดนอารักขาพื้นที่ โดยมีขอบเขตที่ชัดเจน บริเวณดังกล่าวที่เหนือบ้านท่าตอนนั้น ก็อยู่ในเขตอารักขาดูแลของว้าที่มิได้มีอธิปไตยของตัวเอง มีการปกครองที่ขึ้นกับพม่า ว้ามีกำลังทหารในจำนวนเพียงพอต่อภารกิจในการดูแลพื้นที่แทนทหารพม่า

2.2 พม่ารู้ดีว่า มีการผลิตยาเสพติดในว้า โดยทางพม่าก็ตักเตือนห้ามปราม และให้ว้าพัฒนาพื้นที่ทางด้านอื่นๆ เช่น การเกษตรเป็นการหารายได้ รวมทั้งการหาประโยชน์จากทรัพยากรในเขตแดน เช่น อัญมณีทั้งปวงโดยเสียภาษีให้กับรัฐบาลกลางของพม่าเพียงเล็กน้อย และพม่าก็รู้ดีว่า ไทยมีความเป็นอริกับว้าในเรื่องยาเสพติดโดยเฉพาะยาบ้า

2.3 ว้าอยู่ในดินแดนส่วนนั้นในความควบคุมของพม่า มิใช่เป็นรัฐซ้อนรัฐ สิ่งที่เป็นการกระทบกระเทือนต่อว้าก็คือการกระทบกระทั่งต่อพม่าด้วย ว้ามีที่ตั้งทางทหารอยู่ในเขตแดนที่ได้รับผิดชอบอย่างเปิดเผยและกำลังทหารของว้า ไม่ได้รุกล้ำอธิปไตยของไทยแต่อย่างใด นอกจากการปะทะด้วยกำลังส่วนน้อยที่คุ้มกันยาเสพติดที่ส่งเข้ามาไทยบริเวณชายแดน ซึ่งทางพม่าถือว่าเป็นลักษณะของการปราบปรามโจรผู้ร้าย ผู้กระทำความผิดต่อกฎหมายของไทยที่ไทยทำได้อย่างเต็มที่ภายในเขตแดนของไทย

3. “ได้ปรากฏว่า” มีการส่งกองกำลังซึ่งมิได้เปิดเผยว่าเป็นหน่วยใด จัดเป็นกองกำลังจู่โจมขนาดกลาง เข้าปฏิบัติการต่อสถานที่อันเชื่อว่าเป็นโรงงานผลิตยาเสพติดของว้า โดยมีอากาศยานบางประเภทสนับสนุนการปฏิบัติการจู่โจมนี้ด้วย, แม้ว่าการปฏิบัติการครั้งนี้ มีเป้าหมายอยู่ในดินแดนที่ว้าได้รับมอบหมายรับผิดชอบ แต่ก็เป็นดินแดนของพม่า ถือเป็นการละเมิดอธิปไตยต่อพม่าโดยตรง แต่ทางพม่าเห็นว่าเป็น “ภารกิจที่จำเป็น” ของไทย จึงได้มีการประท้วงทางการทูต เป็นแต่เพียงหยิบขึ้นมาสู่โต๊ะการประชุมคณะกรรมการร่วมชายแดนพม่ากับไทยเท่านั้น

3.1 การกระทำดังกล่าวของกองกำลังจู่โจมนั้น ผู้เสียหายคือว้า ซึ่งมีความไม่พอใจต่อการปฏิบัติการที่ว่านี้ และว้ายังเกรงว่าจะมีการปฏิบัติการเช่นนี้อีกในอนาคต โดยกองกำลังที่รุกเข้ามาทางด้านเหนือบ้านท่าตอน อันเป็นช่องทางยุทธศาสตร์ โดยว้าได้เตรียมกำลังสำหรับการรับมือในลักษณะป้องกันตัวเอง หรืออาจจะมีการปฏิบัติการตอบโต้ติดพันมาถึง “บ้านท่าตอน” ได้

3.2 ด้วยการเล็งเห็นว่าสถานการณ์อาจจะขยายตัวออกไป ทางพม่าจึงมีความจำเป็นที่จะต้องมีการปฏิบัติการทางทหารอย่างอ่อนที่สุด ด้วยการเข้าควบคุมสถานการณ์บริเวณเหนือบ้านท่าตอนนั้นไว้ เป็นการเข้าขวางแนวปะทะระหว่างทหารไทยกับกองกำลังว้า เป็นการจัดพื้นที่กันชน อันจะทำให้ทั้งไทยและว้าเกิดความสบายใจว่ามีความปลอดภัยในพื้นที่

3.3 โดยสถานการณ์และเหตุผลเช่นนี้ ทหารพม่าจะเข้าอยู่ในพื้นที่ในการจัดกำลัง ระดับเฝ้าระวัง มิใช่กำลังรบเชิงรุก โดยจะเร็วหรือช้า เป็นเวลานานเท่าใด ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ในพื้นที่ หรือจนกระทั่งว้าเกิดความรู้สึกในระดับที่พอใจว่า มีความปลอดภัยในพื้นที่อย่างเพียงพอ และขอให้ไทยจัดกำลังในระดับและลักษณะเดียวกันอยู่ในพื้นที่นั้นด้วย

ด้วยเหตุผลดังกล่าวข้างต้นนั้น

นโยบายของรัฐบาล “ทักษิณ” ก็ “ยอมรับ” โดยเฉพาะในข้อสรุปคือข้อ 3.3 นั้น แหล่งข่าวบอกว่า เป็นการปฏิบัติการแบบไม่มีกำหนดระยะเวลา มิใช่อยู่กับความพอใจของพม่าหรือว้า เป็นเหตุผลที่กว้างเกินไปซึ่งไม่มีใครเขายอมกัน แต่นโยบายของรัฐบาลอำนาจเก่านั้น ก็ยอม...โดยมองเห็นหรือมองไม่เห็นว่า นี่เป็นการยึดดินแดนอย่างถาวรก็เท่ากับเป็นการ “เสียดินแดน” นั่นเอง

โดยเฉพาะปัญหาเกี่ยวกับบูรณาการของอาณาเขต เป็นเรื่องละเอียดอ่อนมาก เพราะพื้นที่ทุกตารางนิ้วในพระราชอาณาจักรจะต้องได้รับการดูแลรักษาป้องกัน รัฐบาลโดยคำสั่งนายกรัฐมนตรี หรือโดยมติคณะรัฐมนตรีจะตัดสินใจเรื่องดินแดนด้วยตัวเองไม่ได้ มีคำถามว่า รัฐบาลอำนาจเก่าเคยแจ้งเรื่องนี้กับรัฐสภาหรือไม่? ประชาชนได้รับรู้ในข่าวสารนี้เพียงใด และประชาชนในพื้นที่ซึ่งทำมาหากินมีสิทธิในที่ดินบริเวณนั้นอยู่ ได้รับการชี้แจงอย่างแจ้งชัดเพียงใด ในการที่จะต้องออกจากพื้นที่ซึ่งคนไทยเป็นเจ้าของอยู่

ที่นั่นเป็นไทยแลนด์ ซึ่งพม่าบอกว่าเป็นดินแดนมีปัญหา จัดเป็น โนแมนแลนด์ โดยทหารพม่าอ้างการเข้าพื้นที่ด้วยเหตุผลดังกล่าว ที่นั่น-มิใช่ “ทักษิณแลนด์” ที่จะทำความตกลงหรือมอบให้กับใครได้ตามความพอใจ และที่สุดก็เป็น “ว้าแลนด์” ในนามของพม่าไป

เหมือนเป็น ค่าปฏิกรณ์สงคราม ในการที่กองกำลังหน่วยจู่โจมบุกทำลายแหล่งผลิตยาเสพติดของว้าหรือ? และค่าปฏิกรณ์สงครามนั้น ฝ่ายพ่ายแพ้ต่างหาก ที่จะต้องเป็นผู้จ่ายให้กับผู้ชนะที่เรียกร้องเอาจากผู้แพ้สงคราม

(ทักษิณแลนด์ เป็นสถานที่มีอยู่จริง คือประมาณ พ.ศ. 2508 พระเอกและดาวร้ายภาพยนตร์ไทยในสมัยนั้นคือ “ทักษิณ แจ่มผล” ได้ทำไร่ที่บริเวณใกล้น้ำตกสามหลั่น พระพุทธฉาย อำเภอเมืองฯ จังหวัดสระบุรี ตั้งชื่อว่า ทักษิณแลนด์ ต่อมาก็ทรุดโทรมตามกาลเวลา เมื่อ “ทักษิณ แจ่มผล” ไปอยู่ที่ลำปางในเวลาต่อมาก็เปิดทักษิณแลนด์ขึ้นอีก ไม่ทราบว่าขณะนี้ยังมีอยู่หรือไม่?)

ภาพประกอบเรื่องของฉบับนี้, เป็นภาพที่สามารถบอกได้ถึงการจัดกำลังทหารของว้า ที่แยกตัวเป็นอิสระจากกองทัพพม่า และภาพได้บอกถึงการเป็นดินแดนที่มีอาณาเขตแน่นอน มีการปกครองตัวเอง มีกำลังทหารของตัวเอง ในลักษณะของการเป็นรัฐซ้อนรัฐ ไม่ตรงตามที่พม่าได้กล่าวถึงในข้อ 2.3 เมื่อดูตามข้อเท็จจริงของดินแดนเหนือท่าตอนนั้นแล้ว ก็น่าสรุปได้ตามข้อเท็จจริงว่า-เราได้เสียดินแดนต่อชนชาติว้า มิใช่พม่า...

กำลังโหลดความคิดเห็น...