xs
xsm
sm
md
lg

เปิดขุมทรัพย์เจ็ดชั่วโคตร-อำนาจเก่า ร่วมทุนพม่าขายไฟฟ้า-ขายน้ำให้ไทย!

เผยแพร่:   โดย: สปาย หมายเลขหก


จากประเด็นพม่าส่งทหารเข้ามาในพื้นที่ของไทยเหนือบ้านท่าตอน อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ การเข้าสู่พื้นที่ “ข่าว” นั้น ทำให้พบปมลึกต่อเนื่องอีกมากมาย โดยเฉพาะการเปิดเผยความลับในดินแดนของว้า ซึ่งมีทั้งประเด็นที่เป็นของว้าโดยตรง และประเด็นที่เกี่ยวพันมาถึงอำนาจเก่ายุค “ทักษิณ” ทำให้มีคำถามว่า-การประกาศทำสงครามกับยาเสพติดนั้น เป็นสงครามโมฆะหรือไม่?

จากการที่มีการใช้กระแสนี้ปิดบังข้อเท็จจริงในความสัมพันธ์กับว้า ทั้งทางตรงและทางอ้อม โดยเฉพาะการค้าขายกับว้าในช่วงก่อนหน้านั้น คือประมาณ พ.ศ. 2538-2541 ที่ธุรกิจเกี่ยวกับวัสดุก่อสร้าง ทั้งเหล็กเส้น ปูนซีเมนต์ รวมทั้งน้ำมันรถยนต์ มีผู้ผูกขาดอยู่ที่เรียกกันแถบชายแดนว่า “กลุ่มยุ้ย เมืองยอน” ซึ่งหากว่ายกฉากที่ปิดกั้นบังตาออกไป ก็จะพบความสัมพันธ์กับกลุ่มอำนาจเก่าในภาคเหนือ, คงไม่อยากจะให้ใครกล่าวถึงเรื่องนี้ จึงใช้การประกาศสงครามกับยาเสพติดมาเป็นเครื่องลบกลบเกลื่อน และดูเหมือนว่าจะได้ผล เพราะไม่มีการกล่าวถึงกันเลย ตลอดเวลาของช่วงอำนาจเก่า

การที่ทหารพม่าเข้ามาเหนือบ้านท่าตอน ยึดครองอยู่เป็นเวลานาน โดยรัฐบาล “ทักษิณ” แช่เย็นปัญหาไว้ว่าต้องแก้ไขปัญหาด้วยการเจรจาระดับกระทรวงการต่างประเทศ ให้ทหารคุมสถานการณ์และพื้นที่ที่ยังเหลืออยู่ไว้ โดยไม่ใช้กำลังทหารเข้าขับไล่ อ้างว่าจะทำให้เกิดการบานปลายเป็นสงครามใหญ่ระหว่างไทยกับพม่า

เหมือนกับว่าไทยกลัวปัญหาที่ว่านี้อยู่ฝ่ายเดียว โดยทางพม่าไม่คิดเช่นนั้นเลย

แหล่งข่าวทางทหารบอกว่า จะต้องมีอะไรสักอย่างที่ผู้มีอำนาจปิดบังซ่อนเร้นอยู่ ทั้งๆ ที่อธิปไตยเหนือดินแดนถูกรบกวนอย่างตำตาเช่นนั้น


แต่มองไปการข่าวที่เกี่ยวกับพม่า ได้พบข้อมูลฐานข่าวที่ว่า พม่ามีความเกรงว่าสักวันใดวันหนึ่ง ไทยจะต้องนำเรื่องเส้นแบ่งพรมแดนตามสนธิสัญญาสยาม-อังกฤษมาเป็นข้อเรียกร้องดินแดนเพิ่ม เพราะสันเขาที่สูงที่สุดในบริเวณนั้น มิใช่ดอยลางดังที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน แต่มีภูเขาอีกลูกหนึ่งทางตอนเหนือ และอยู่ในเขตพม่าในเวลานี้มีความสูงกว่าดอยลาง 3 เมตร 25 เซนติเมตร ดอยนี้จึงต้องเป็นเส้นพรมแดนที่ถูกต้องตามข้อความในสนธิสัญญาดังกล่าว พม่าจึงยกดินแดนในส่วนที่จะมีปัญหากับไทยให้กับว้าเป็นผู้ดูแล และปล่อยให้เป็นอิสระจนเกือบจะเป็นรัฐว้า

พม่าได้เข้าควบคุมบริเวณดอยลางโดยกองทหารว้า แต่จุดที่เป็นแนวตั้งต้นของดอยลาง ที่บ้านหัวแม่คำ อำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย มีทหารพม่าเข้าคุมที่หมายนั้นเอง และการเข้ายึดบริเวณเหนือบ้านท่าตอน ก็คือการเข้าคุมดอยลางที่ลาดลงแม่น้ำกก เป็นการเข้าคุมอีกด้านหนึ่งคือทั้งหัวและท้ายของดอยลาง เป็นการเข้าคุมทางยุทธศาสตร์ของการกำหนดที่หมายของพื้นที่นั่นเอง และยังเป็นการคุมพื้นที่ไว้ให้กับว้าด้วย เพราะบริเวณนั้นเป็นที่ราบเนินเขา อันจะเป็นช่องทางเข้า-ออกของว้าได้ เมื่อด่านสันต้นดู่ ยังเป็นด่านถาวรถูกทหารปิดตายแล้ว

ประกอบกับกลุ่มอำนาจเก่า มีความสัมพันธ์ที่ซ่อนเร้นอยู่กับว้า ก็เกรงใจทั้งพม่าและว้ายอมให้มีการรุกล้ำอธิปไตยเช่นนั้นเกิดขึ้น

กลับเข้ามาสู่การแกะรอยตามธุรกิจของกลุ่ม “ทักษิณ” ในแดนรัฐว้า


ได้ข้อมูลเพิ่มเติมมาจากที่ได้รายงานไปแล้วคือ การสร้างเขื่อนแม่น้ำสาละวิน ในพม่า โดยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย เป็นผู้ดำเนินการ มีกลุ่มว้าได้รับประโยชน์จากการเป็นผู้คุ้มกันความปลอดภัย คือการได้ไม้ในเขตน้ำท่วมเหนือเขื่อนทั้งหมด ไม้ดังกล่าวมีมูลค่ากว่าแสนล้านบาท นอกจากนั้น ว้ายังจะได้พื้นที่สำหรับการตั้งรกรากใหม่ โดยชาวเขาเผ่ามูเซอร์ที่มีความใกล้ชิดกับว้ามากที่สุด (กองกำลังของว้าประมาณ 20% เป็นมูเซอร์) จะได้รับสิทธินี้ในนามของว้า เพื่อที่จะมีที่ตั้งอย่างถาวรในการให้ความคุ้มครองแก่เขื่อนที่อยู่ในเขตอิทธิพลของกะเหรี่ยงและคะฉิ่น รวมทั้งไทยใหญ่ที่อยู่ทางตอนเหนือ

เขื่อนที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯ ของไทยเป็นหัวเบี้ยดำเนินการ เพื่อสร้างโรงกังหันพลังน้ำผลิตกระแสไฟฟ้านั้น ทางพม่าซึ่งเป็นเจ้าของแผ่นดิน ได้วางกฎเกณฑ์ว่า พม่าคือผู้ร่วมทุนก่อสร้าง การผลิตกระแสไฟฟ้า ทางพม่าก็มีความเป็นเจ้าของด้วย ดังนั้น การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยจะต้องแปรรูปจากรัฐวิสาหกิจเป็นบริษัทมหาชน รัฐบาลพม่าถือหุ้นจำนวนหนึ่ง และยากต่อการตรวจสอบว่าในส่วนของพม่านั้นใครเป็นผู้ถือหุ้นบ้าง อาจจะมีการแบ่งสัดส่วนให้กับว้า และเป็นไปได้ที่กลุ่มเอกชนร่มเงาของเครือ “ทักษิณ” จะเข้าร่วมถือหุ้นอยู่ในส่วนของพม่า ที่ไม่สามารถจะตรวจสอบได้ เพราะเป็นเรื่องภายในของพม่าที่จะให้ใครเข้ามาถือหุ้นร่วมทุนอยู่ด้วย

ก็เท่ากับว่ากลุ่มอำนาจเก่าเข้าไปแสวงหาผลประโยชน์นอกดินแดน โดยเป็นข้อตกลงกับ พล.อ.ขิ่น ยุ้นต์ ผู้นำเก่าที่หมดอำนาจไปแล้ว แต่เมื่อ พล.อ.หม่อง เอ ผู้บัญชาการทหารบกเข้ามาเป็นผู้กุมอำนาจ หลักเกณฑ์ดังกล่าวก็ยังคงเป็นอยู่อย่างเดิม

ก็เท่ากับว่ากลุ่มอำนาจเก่าของไทย ดำเนินนโยบายผลประโยชน์ทับซ้อน ด้วยการไปลงทุนสร้างเขื่อนผลิตกระแสไฟฟ้า และนำมาขายให้กับคนไทย เป็นผลประโยชน์มูลค่ามหาศาลตราบเท่าที่ยังมีฝน มีแม่น้ำนำน้ำไหลลงหลังเขื่อน เป็นผลประโยชน์เจ็ดชั่วโคตรทีเดียว

การแปรสภาพการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยให้พ้นจากการเป็นรัฐวิสาหกิจ จึงทำกันอย่างเร่งร้อนในสมัยรัฐบาล “ทักษิณ” ที่กินอากาศทางสื่อสารโทรคมนาคมแล้ว ยังกิน “น้ำ” อีกด้วย โดยทั้งสองอย่างนี้ไม่มีต้นทุน แต่เงินที่จะได้จากส่วนแบ่งกับการลงทุนร่วมกับพม่าแต่ละปีนั้น มีมากพอที่จะใช้เงินครองอำนาจเหนือประเทศไทยได้อย่างยาวนานเท่าที่ต้องการ

แผนหลักของอำนาจเก่า นอกจากเรื่องเขื่อนสาละวินแล้ว ยังมีการวางแนวทางว่า น้ำที่มีมากมายเหลือเฟือเหนือเขื่อนจะได้รับการวางระบบส่งน้ำทั้งทางคลองและท่อส่งน้ำเข้ามาเติมน้ำเหนือ เขื่อนภูมิพล โดยเติมเข้าทางเขตน้ำท่วมบริเวณรอยต่อจังหวัดตาก จังหวัดเชียงใหม่ และจังหวัดลำพูน เหนืออำเภอท่าสองยาง จังหวัดตาก การส่งน้ำจากเขื่อนสาละวินมาเติมน้ำให้เขื่อนภูมิพลนี้ จะเป็นการเติมน้ำแบบลงทุนเพียงการสร้างระบบส่งน้ำที่เป็นการลงทุนเพียงครั้งเดียว หรือว่าจะมีการ “ขายน้ำ” ที่ส่งเข้ามา เพราะเป็นน้ำของพม่า ถ้าหากเป็นการขายน้ำ ก็จะได้ผลประโยชน์ทั้งค่ากระแสไฟฟ้าและค่าน้ำอีกจำนวนหนึ่ง ที่คาดไม่ได้ว่า จะเป็นเช่นนั้นหรือไม่-แต่ในเชิงธุรกิจก็คงจะไม่ให้ฟรีๆ เป็นแน่

รายงานลึก-หกสิบ, ลับ-สี่สิบ ฉบับนี้, ได้เปิดเผยภาพก้อนหยกเขียวขนาดใหญ่ ในเขตว้าที่นักธุรกิจจีนกับ “ทักษิณ” จะไปลงทุนเป็นอุตสาหกรรม และภาพการทำเหมืองทับทิม เหมืองเกลือที่ดำเนินการโดยทหารพม่า เป็นการรายงานด้วยภาพหลายภาพให้เห็นกันเป็นครั้งแรก





กำลังโหลดความคิดเห็น...